เรียนรู้จากประเพณี ๐๒ : งานพิธีรดนำศพ

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันนี้ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ดร.สุริทอง ศรีสะอาด บุคคลที่มีค่ายิ่งต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ลาจากเราไปด้วยความสงบ  ท่านเป็นบุคคลที่ทำชื่อเสียงและความดีงามทั้งภายในภายนอกมหาวิทยาลัอย่างต่อเนื่องยาวนาน 


ตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นผลงานที่เห็นได้เชิงประจักษ์ที่ท่านสร้างไว้ คือ "คนดี" ท่านเป็นผู้อำนวยการสำนักวิทยที่พัฒนาบุคลากรสำนักวิทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้มีความกตัญญู รู้ รัก สามัคคี จนมีวัฒนธรรมการทำงานที่ถือเป็น BP ที่ดีที่สุดในมหาวิทยาลัย โดยมีท่านเป็นทั้งแบบอย่างและศูนย์กลางเสมอมา .... ผมมีความเชื่อว่า "คนดีเท่านั้นที่จะสร้างคนดีได้" ไม่เหมือน "คนเก่ง" ที่หลายครั้งเราจะเห็น "เก่งเองได้"

ผมไปร่วมงาน "รดน้ำศพ" ท่านในวันนี้ในฐานะตัวแทนของ GE ร่วมกับ ผอ.อนงค์ฤทธิ์ และหัวหน้าสำนักฯ  ผมเรียนรู้จากการสังเกต "พิธีกรรมกระบวนการ" ที่ผ่านไปทีละขั้นทีละตอน พยายามพินิจพิเคราะห์ดูว่า แต่ละขั้นตอนสอนอะไร "คนอยู่" อย่างเราๆ ที่เข้าไปร่วมงานบ้าง

อธิการบดีของ ๒ มหาวิทยาลัย มาร่วมเป็นประธานในพิธี

อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งเก่าใหม่ในพื้นที่

พิธีกรรมทำดังนี้

- แต่ละคนรดน้ำศพ
- เริ่มพิธี ประธานฝ่ายฆาราวาสและแขกผู้มีเกียรติรดน้ำศพ
- ประธานฝ่ายสงฆ์รดน้ำศพ
- ญาติเข้ามานำสวดบูชาพระรัตนตรัย
- ญาตินำกล่าวคำขอขมาดวงวิญญาน
- บรรจุศพในโรง
- ประธานและแขกผู้มีเกียรติวางดอกไม้สีขาว
- บรรจุโรงศพในโรงเย็น
เสร็จพิธี

จากการสืบค้นผมพบว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะศึกษาเรียนรู้ "พิธีกรรม" นี้ได้ทั้งหมด ... ผู้สนใจเชิญอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์ "ลอยอังคาร" ของกองทหารทัพเรือ เองเถิด...

ผมสรุปกับตนเองว่า สาระสำคัญจริงๆ ในงานพิธีรดน้ำศพ ในฐานะ "คนอยู่" ผู้รู้จัก เคยร่วมงาน (ไม่ใช่ลูกหลานใกล้ชิด) คือ การขอขมา อโหสิกรรม และอวยพรให้ "คนไป" ไปสู่สุขคติ เป็นสุขๆ ในภพหน้า ดังวิธีรดน้ำศพ ต่อไปนี้ 

  • ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่า น้อมตัวยกมือไหว้พร้อมกับนึกขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า "กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ" (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด)
  • เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจว่า "อิทัง มะตะกะสะรีรัง อิสิญจิโตทะกัง วิยะ อโหสิกัมมัง" (ร่างกายที่ตายไปแล้วนี่ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษ เหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น)
  • เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับอธิฐานว่า "ขอจงไปสู่สุคติๆเถิด"

(ที่มา : http://ลอยอังคาร.blogspot.com/2013/11/funeral.html)

ขอจบด้วยกลอนจากเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อเตือนสติชาวเรา "คนอยู่" ให้ยังในความประมาท...

"...หนีอะไรก็หนีได้ในพื้นโลก หนีเศร้าโศกหนีภัยพาลย่อมผ่านได้ หนีหนึ่งเดียวที่สำคัญนั้นความตาย หนีไม่ได้หนีไม่พ้นสักคนเลย .... "

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อื่นๆ



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

พิธีกรรมศพในปัจจุบันเหมือนงานแฟชั่น ที่สตรีวัยรุ่น วัยกลาง แต่งตัวเหมือนยั่วสายตาชาย มันชั่งขัดกันกับงานศพจริงๆ เวลามาฟังพระสวดก็เหมือนมาพบปะสังสรรค์กัน ในขณะศาสนาเองก็น่าเบื่อสิ้นดี ไม่ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างเข้มข้น แต่ฉลองสนองเจ้าภาพให้เสร็จๆไปเท่านั้น 

ส่วนประธานใหญ่คือ อาจารย์ใหญ่ (ศพ) นั้น กลับถูกห่อหุ้มล้อมรั้วด้วยเครื่องเคียงที่สวยงามไม่ว่า ดอกไม้สวยๆ ไฟสีสัน จนเบนเบี่ยงความจริงงของสัจธรรมอันอมตะ ผิดเพี้ยนไป เช่น ศพอันเรียกว่า อสุภะ กลับถูกประดับให้โสภา (สุภะ) ส่วนพระที่สวดอภิธรรมนั้น ก็เน้นให้ผู้ฟัง ฟังอย่างตั้งใจ แต่ไม่ได้ปัญญา

 ส่วนการแต่งตัวของผู้ร่วมงานกลับเป็นการแต่งตัวนุ่งสั้น เว้าแหว่งหน้าหลังซะเกินจะให้คิดว่างานศพ สุดท้ายก็ไม่เห็นสัจธรรมของชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวกัน  ส่วนกระแสจิตผู้ร่วมงานศพคือ "ขออโหสิกรรมและขอให้ไปสู่คติ" ฟังแล้วก็ดูน่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่กลับกลายเป็นพิธีเลียนแบบกัน จนเพี้ยนไปคือ ไม่มีสูตรอื่นแล้วที่จะสร้างแรงบันดาลสติปัญญาให้เกิดตระหนักในความจริงอันเป็นเป็นศาลยุติธรรม คือ "ความตาย" ของสรรพสัตว์

ผู้เขียนเห็นงานศพเหล่านี้มาบ่อย (ในกรุงเทพฯ) แล้วเห็นความผิดเพี้ยนงานไปสู่ความหละหลวมที่มีกระแสไปตามกระแสสังคมยุคใหม่คือ "ง่าย มีเกียรติ ปริมาณผู้ร่วมงาน เงิน" จนลืมเจตจำนงของธรรมชาติในตัวมันเองคือ ความจริง เราน่าจะใช้ศพเป็นงานพบสัจนะครับ (เห็นศพ พบสัจ)

ขอบคุณอ.ที่นำเสนอเรื่องความจริงที่เราประสบทุกวัน  แต่เราจะตระหนักในความจริงสักแค่ไหน ว่า ช่วงเสี้ยววินาที "มัจจุราช" จะมอบตั๋วประตูผ่านโลกหน้าให้เรา

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์          มาเรียนรู้ประเพณีค่ะ