กิจกรรมบำบัดสากล กับสาระความรู้ by สำนักพิมพ์OT

                            

http://otegypt.blogspot.com/

นางสาวของขวัญ เป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่3 ได้เลือกที่ฝึกงานในตอนปิดเทอมที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือ(เหนื๊อเหนือ)ซึ่งเป็นฝ่ายกายโดยไปกับเพื่อนอีก1คนชื่อเต้ย อีก2สัปดาห์ก็จะเริ่มฝึกงานแล้ว เธอจึงเริ่มจริงจังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมความพร้อมในการไปฝึกงานครั้งนี้เนื่องจากเป็นฝ่ายที่เธอไม่ถนัดเอามากๆ การฝึกงานในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด1เดือนครึ่งคือช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา


วันแรกของการฝึกงานมาถึงแล้ว….เธอตื่นเต้นมากๆ ไม่รู้ว่าจะเจอคนแบบไหน ผู้รับบริการเป็นยังไง แล้วยังต้องมาอยู่ไกลบ้านอีก แต่เธอก็อดทนและเชื่อว่าต้องผ่านมันไปได้ เธอกับเต้ยได้เจอกับพี่CI(CIคืออาจารย์ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานนั่นเอง) พี่ๆน่ารักมากและใจดีมาก วันแรกเธอกับเต้ยต้องแยกย้ายกันไปคนละฝ่าย โดยแผนกกิจกรรมบำบัดที่นี่จะบ่งเป็น2ฝ่ายคือฝ่ายกายและฝ่ายเด็ก เธอได้รับหน้าที่อยู่ฝ่ายเด็กก่อนประมาณ2สัปดาห์หลังจากนั้นถึงจะย้ายไปอยู่ฝ่ายกายอีก1เดือน ซึ่งการมาฝึกงานครั้งนี้จะต้องมีกรณีศึกษาฝ่ายกายคนละ1ตัวอย่าง(case study) พี่CIเป็นคนเลือกให้นักศึกษาทุกคน วันแรกที่เจอเคสของตัวเองเป็นวันที่3ของการฝึกงาน เธอตื่นเต้นมากๆเนื่องจากไม่เคยฝึกงานในฝ่ายนี้มาก่อนและกลัวว่าจะทำได้ไมดี แต่เธอก็นึกอยู่ในใจเสมอว่า”เราต้องทำได้”!!!!!!


ผู้รับบริการเป็นผู้หญิงวัยรุ่น ผิวขาว รูปร่างสมส่วน นั่งรถเข็นมาที่แผนกกิจกรรมบำบัด ใส่ชุดผู้ป่วย สวมหมวกไหมพรมสีแดง มาพร้อมพ่อและแม่ จากการดูแฟ้มประวัติพบว่า ผู้รับบริการอายุ19ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่1มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ได้รับอุบัติเหตุถูกรถชนแล้วหนี กระเด็นไปไกลราว20เมตรทำให้หัวสมองได้รับการกระทบกระเทือน จึงต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองซึ่งแพทย์ได้ผ่าเอาสมองส่วนหน้าออก ทำให้เกิดความบกพร่องในเรื่องของความรู้ความเข้าใจ ความจำ สมาธิ การจัดระเบียบงานที่ซับซ้อน ภาษาและการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้รับการวินิจฉัยโรคเป็นTraumatic Brain Injury ปัจจุบันไม่ได้เรียนหนังสือ ถูกส่งต่อมาจากโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อฟื้นฟูความรู้ความเข้าใจ และความต้องการของผู้ปกครองคือ ฟื้นฟูความรู้ความเข้าใจ และช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นและจากการสัมภาษณ์คุณพ่อของผู้รับบริการได้ความว่า "กำลังดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอยู่ และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด"!!!!!!


เมื่อได้พูดคุยกันครั้งแรก ผู้รับบริการมาด้วยอาการง่วงซึม แต่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดได้บ้าง สบตาระหว่างพูดคุยกันตลอด ผู้รับบริการสามารถบอกชื่อตนเองได้ค่อนข้างลำบากโดยจะค่อยๆอ้าปากแล้วเปล่งเสียงออกมาเบาๆ คุณแม่จึงช่วยบอกกับเธอว่าน้องชื่อ "ขนมปัง" จากการที่เธอทราบอยู่แล้วว่าสมองส่วนหน้านั้นจะทำหน้าที่ในเรื่องความคิดความเข้าใจ ความจำ การวางแผน ภาษาและการเคลื่อนไหวต่างๆเธอจึงทำการประเมินน้องปังและพบว่า น้องสามารถยกแขนซ้ายได้ที่ระดับเหนือหัวไหล่ ยกแขนขวาได้ที่ระดับข้อศอก(Muscle strengthด้านซ้ายอยู่ในระดับ3+และด้านขวาอยู่ในระดับ2) การเคลื่อนไหวมีลักษณะTremor คือสั่นเมื่อหยิบจับสิ่งของ ความสามารถในการใช้มือทำกิจกรรมจึงลดลง และให้น้องลองบีบเครื่องgrip dynamometerพบว่ากำลังกล้ามเนื้อในมือมีภาวะอ่อนแรง และขณะประเมินนั้นพบว่าการรับรู้ภาษาของน้องปังค่อนข้างดี สามารถเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูดได้ แต่น้องยังไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้


แม่ของน้องขนมปังบอกว่า น้องอยู่โรงพยาบาลมา2เดือน ได้รับอาหารทางสายยางมาตลอด เมื่อถอดออกน้องไม่สามารถกลั้วน้ำขณะแปรงฟันได้ ไม่สามารถจัดการกับอาหารในปากได้อย่างเหมาะสม มีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามกระพุ้งแก้มเป็นจำนวนมาก เธอจึงได้ทำการประเมินกล้ามเนื้อลิ้นว่ามีปัญหาหรือไม่ เนื่องจากการจัดการอาหารในปากต้องใช้หลายอวัยวะร่วมกันเช่น ปาก ฟัน ลิ้น พบว่ากล้ามเนื้อลิ้นยังไม่แข็งแรงจึงได้แนะนำวิธีการบริหารปากและลิ้นให้กับคุณแม่ไปสอนน้องเมื่อกลับห้องพัก โดยให้น้องฝึกอ้าปาก หุบปาก เอาลิ้นแตะที่มุมปากทั้ง2ข้าง เอาลิ้นเลียรอบปาก กระดกลิ้น ออกเสียงลา ลา ลา เอาลิ้นดันกระพุ้งแก้ม โดยพบว่ากล้ามเนื้อลิ้นของน้องอ่อนแรง และน้องสามารถทำท่าบริหารต่างๆได้โดยต้องแสดงตัวอย่างทำไปพร้อมๆกัน วันแรกเธอจึงสรุปได้ว่า น้องปังมีระดับความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับที่3 จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างได้ หรือสามารถทำได้แต่ทำได้ช้า และทุกวันที่พบกันจะให้น้องทำกิจกรรมบริหารปากและลิ้นเป็นเวลา15นาที


เนื่องจากเหตุผลการส่งต่อในครั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ เธอจึงเน้นไปที่การฟื้นฟูในด้านนี้มากที่สุด โดยมีการประเมินหาความบกพร่องด้านอื่นที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและทำการบำบัดรักษาร่วมด้วย และปัญหาการทำกิจวัตรประจำวันอื่นๆที่พบคือ การใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหารเนื่องมาจากแขนขวาน้องอ่อนแรงทำให้น้องมักใช้แขนซ้ายในการใช้ช้อนส้อมมากกว่า และการแต่งตัว โดยคุณแม่ของน้องได้บอกว่าน้องทำเองไม่ได้เลย เธอจึงได้ประเมินอีกครั้งด้วยการให้น้องปังลองใส่เสื้อให้ดูพบว่า น้องสามารถใส่เสื้อได้เองแต่ทำได้ช้าและยังไม่สามารถใส่กระดุมได้เท่านั้น เธอจึงได้บอกคุณแม่ของน้องไปว่า ความสามารถของน้องพอทำได้แต่เราต้องเปิดโอกาสให้น้องได้ฝึกทำด้วยตนเองเช่นกัน อาจจะช้าไปบ้าง และอย่างน้อยน้องจะเกิดความภูมิใจในตนเองมากขึ้น

นอกจากนี้น้องปังยัง มีส่วนร่วมในกิจกรรมยามว่างของตนเอง เช่น ดูทีวี เล่นตุ๊กตา เล่นโทรศัพท์ เป็นต้นแต่น้องยังขาดความมั่นใจในตนเอง เห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลงเนื่องจากไม่ได้กลับไปทำหน้าที่ตามบทบาทที่เคยทำนั่นคือ การเรียนหนังสือ

ทุกวันที่เจอกันจะทำกิจกรรมฟื้นฟูตามตารางที่เธอได้ออกแบบไว้สำหรับน้องปัง โดยเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัด5ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ45นาที-1ชั่วโมง โดยในแต่ละครั้งของการมาฟื้นฟู จะแบ่งเป็นบริหารปากและลิ้น15นาที ออกกำลังกายเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ ลดอาการสั่น15นาที กิจกรรมฟื้นฟูความรู้ความเข้าใจอีก20-30นาที ซึ่งกิจกรรมตามตารางจะขึ้นอยู่กับน้องปังเป็นหลัก เช่น ความตื่นตัวในการทำกิจกรรม สมาธิและอาการง่วงซึมที่อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา


โดยเป้าหมายที่เธอกับผู้ปกครองของน้องปังได้วางแผนไว้ร่วมกันคือ การเพิ่มความมั่นใจในตนเองและฟื้นฟูระดับความรู้ความเข้าใจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมยามว่างอย่างมีความสุข เธอได้ใช้เทคนิคPerceptual-motor trainingและLearning skill training เพื่อเพิ่มระดับความรู้ความเข้าใจ(Cognitive level)จากระดับ3เป็นระดับ4 ทำให้น้องสามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน(ADL)ได้มากขึ้นในหัวข้อDressing FeedingและGrooming และสามารถทำกิจกรรมยามว่างที่สนใจได้(Leisure) เนื่องจากการที่คนเรามีcognitive levelที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว สามารถทำให้การรับรู้ขั้นตอนในการทำกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าความสามารถในการทำกิจกรรมอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามทั้งหมด และารรักษาที่เธอได้ให้กับน้องปังคือ

-ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยใช้เครื่องSaratoga cycle

-ทำกิจกรรมที่ใช้การหยิบจับของที่มีน้ำหนักเพื่อลดอาการสั่นของมือ แนะนำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้กับผู้ปกครองเมื่อต้องกลับไปพักที่ห้อง

-เพิ่มความสามารถด้านmemoryโดยทำกิจกรรมหาภาพที่เหมือนกัน จับคู่สีเหมือน จับคู่ภาพเหมือน พบว่าน้องปังสามารถจับคู่สีที่เหมือนกันได้ จับคู่ภาพที่เหมือนกันได้แต่ทำได้ช้า ต้องฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

-สามารถคำนวณเลขในหลักหน่วยได้ แต่ยังไม่สามารถคำนวณหลักสิบได้ ต้องฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

-เพิ่มความสามารถด้านOrientation โดยทำกิจกรรมปฏิทิน สามารถชี้วันและเดือนได้ถูกต้อง เมื่อทำซ้ำๆทุกวัน

-ส่งเสริมการทำกิจกรรมcognitive task เช่น ฝึกคำนวณ เกมจับผิดภาพ เป็นต้น และพบว่าน้องปังไม่สามารถหาภาพที่เหมือนกันได้เนื่องจากมีภาพเยอะเกินไป จึงเปลี่ยนเป็นแผ่นภาพ4แผ่น(2ภาพ)แล้วจึงเพิ่มเป็น6ภาพและ8ภาพตามลำดับ

-ส่งเสริมทักษะทางสังคมโดยเริ่มต้นเล่นเกมกับเธอ2คนก่อน เนื่องจากเจอกันในช่วงแรกน้องยังไม่คุ้นเคยกับเธอมากนัก แต่เมื่อเจอกันทุกวัน บางครั้งน้องจะยิ้มให้ ยกมือสวัสดีและบ๊ายบาย และมีเหตุกาณณืหนึ่งที่เธอประทับใจมากคือ ขณะทำกิจกรรมด้วยกัน น้องเห็นผมพัดมาติดหน้าของเธอ น้องเอามือมาช่วยเขี่ยออกให้ ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน้องปังเป็นไปในทางที่ดีขึ้น


การให้รักษาทั้งหมดนี้ เธอต้องวิเคราะห์กิจกรรมทุกครั้งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับน้องปังมากที่สุดโดยยึดหลักของDomain and Process โดยเป็นกรอบแนวคิดใหม่ล่าสุดของนักกิจกรรมบำบัดทั่วโลก

สำหรับกิจวัตรประจำวันที่น้องปังต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตตาม Occupational domainคือ

B-ADL(Basic avtivity daily livingsหรือกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน)ในหัวข้อ Dressing FeedingและGroomingโดยหลังจากประเมินแล้ว เธอได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองให้เปิดโอกาสให้น้องปังได้ทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างด้วยตนเองให้มากที่สุดก่อนแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ

I-ADL(Instrucmental avtivity daily livingหรือกิจวัตรประจำวันขั้นสูง) ในหัวข้อCommunication management โดยเปิดโอกาสให้ได้ใช้โทรศัพท์มือถือมาเป็นส่วนประกอบในการทำกิจกรรม เช่น ฟังเพลงขณะทำกิจกรรม

Leisure-ช่วยน้องปังค้นหากิจกรรมยามว่างที่สนใจ และเปิดโอกาสให้ได้ทำกิจกรรมที่น้องปังสนใจมากที่สุด

Education- เปิดโอกาสให้น้องปังได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่น วาดภาพ เขียนหนังสือ

Social-โดยเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน้องปังเอง เช่น การพูดคุยกัน การเล่นเกมด้วยกัน ฟังเพลงด้วยกัน

โดยสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด(Therapeutic process)ที่เธอนำมาใช้ในการฟื้นฟูนี้คือ การใช้สื่อการรักษา Therapeutic use of selfโดยการเป็นผู้กระตุ้นและสนับสนุนให้กำลังใจกับน้องปัง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในตนเอง(Self-esteem),การวิเคราะห์กิจกรรม(activity analysis), การแนะนำผู้ปกครอง(Client-family relationship),การแนะนำความรู้ต่างๆที่ทำให้เกิดผลดีกับตัวน้องปัง (teaching & learning process), การปรับสิ่งแวดล้อมที่ทำให้น้องปังไม่อยู่ในภาวะเครียด และให้น้องผ่อนคลายมากที่สุดทั้งการปรับบุคคลและปรับสถานที่(Environmental modification & adaptation)


หลังจากที่น้องเข้ารับการฟื้นฟูกับเธอเป็นเวลา1 เดือนครึ่งน้องมีสีหน้ายิ้มแย้มขึ้น ไว้วางใจเธอมากขึ้น มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นจากระดับ2เป็นระดับ3แล้ว ผู้ปกครองเล่าว่าน้องมีแรงจูงใจในการพยายามทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองมากขึ้น โดยบอกว่าทำเองได้บางครั้ง สามารถบ้วนปากได้ดีขึ้น อาหารติดค้างในกระพุ้งแก้มลดน้อยลง 


เวลา1เดือนครึ่งที่ผ่านมานี้เธอดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆในการทำให้น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆเพิ่มขึ้น หลังจากนี้เธอต้องกลับไปแล้ว เธอก็ได้หวังว่าต่อจากนี้ในอนาคตน้องปังจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่านี้ สามารถทำอะไรต่างๆได้ด้วยตนเองมากกว่านี้ และที่สำคัญเธอหวังว่าน้องปังจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปได้อย่างมีความสุข^__________________^



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดศึกษา



ความเห็น (0)