Why? ไม่ได้แปลว่า “ทำไม

WHY?

เคยไหมครับที่เวลาทำอะไรที่เราอยากจะทำ เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ดีและเราสมควรที่จะทำมัน แต่ทำไมมีความรู้สึกว่ามันยากซะเหลือเกิน เมื่อทำอะไรใหม่ๆมักจะไม่สำเร็จ ถึงจะสำเร็จก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆที่ไม่ต้องใช้ความพยายามและทักษะอะไรเลย มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?

ความคิดเหล่านี้เคยแว๊บเข้ามาในสมองคุณรึป่าว
“ทำไมการลดความอ้วนมันยากอย่างนี้เนี้ย"
“ฉันไม่มีทางทำได้หรอก"
“มันยากมากเลยนะ"
“คนอื่นๆเขาก็ยังไม่ทำกันเลย"
“ได้แค่นี้แหละฉันทำดีที่สุดแล้ว"
“ฉันจะทำได้รึป่าวนะ"
เชื่อไหมครับเป็นเพราะความคิดเหล่านี้แหละที่มันดูดความสามารถของคุณไปเสียหมดจนทำอะไรก็ผิดพลาดทำอะไรก็ไม่สำเร็จยังไงหละครับ “แล้วจะทำยังไงดีหละ" ถ้าคุณถามแบบนี้ละก็คุณเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นแล้วหละครับ แต่ถ้าคุณถามว่า
“แล้วอะไรหละทำให้ฉันล้มเหลว"
คำถามแบบนี้คุณก็ยังมีโอกาสที่จะสำเร็จนะถึงจะช้ากว่าคำถามแรกนิดหน่อย
“แล้วจะเอายังไงเนี้ยเริ่มงงแล้วนะ"
อย่าเพิ่งหงุดหงิดครับเรามาเข้าเรื่องเลยละกัน

สำหรับบทความบทนี้ผมจะมาเปิดเผยความลับที่ไม่มีใครยอมเปิดเผยให้กับคุณมาก่อนคุณอาจเคยได้ยินว่าคนที่จะสำเร็จต้องมี Why? แล้วมันคืออะไรกันหละ “Why" แปลว่า “ทำไม" งั้นเราต้องตั้งคำถามว่าทำไมถึงจะสำเร็จใช่ไหม? แล้วทำไมต้องตั้งคำถามว่า “ทำไม" ด้วยหละ คุณจะเชื่อผมไหมครับถ้าผมจะบอกคุณว่า
Why? ไม่ได้แปลว่า “ทำไม""
หลายคนอาจบอกว่า
“อ้าว Why ก็ต้องแปลว่าทำไมสิ อย่ามาหลอกผมเลยผมเรียนมา"
ถูกต้องครับในโครงสร้างของภาษาแล้ว Why เทียบกับภาษาไทยเข้ากับคำว่าทำไมมากที่สุด แต่ Why ก็ยังแปลว่า “เหตุผลที่, ไฉน, เพราะเหตุใด, เหตุไฉน" บางกรณียังแปลว่า “เพราะอะไร" อีกนะ เห็นไหมครับว่า Why มีความหมายมากมายนัก เอาหละครับที่ผมบรรยายมายาวเหยียดนี่แค่ผมจะบอกความลับของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่บุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลกส่วนมากเขาก็ใช้กัน อย่าง เซอร์ไอแซค นิวตั้น, อัลเบิร์ด ไอสไตน์, โทมัส เอดิสัน, พี่น้องตระกูลไรท์ หรือไม่ว่าจะเป็นฮีโร่ในยุคปัจจุบันอย่าง ไมเคิล จอแดน, สตีฟจ๊อบ, วอเรน บั๊บเฟต, ของคนไทยก็มีนะครับ อย่างพี่ แอ๊ด คาราบาว ซี่งตอนนี้เป็นศิลปินแห่งชาติไปแล้ว คุณตัน ภาสกรนที ซึ่งผมว่าทุกคนรู้จัก คุณ ต๊อบ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เถ้าแก่น้อย และอีกมากมายซึ่งถ้าหากผมบอกหมดละก็คนไม่ต้องเข้าเนื้อหากันพอดี โอ้! Why? แค่คำเดียวมันเจ๋งมากขนาดนั้นเลยเหรอ ใช่ครับ มันเจ๋งมาก ผมรับรองได้เพราะผมทดลองมาแล้ว

ในช่วงกลางปี ๒๕๕๗ ผมได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายเรื่อง Start your business wish why บรรยายโดย คุณ นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร การได้เข้าฟังการบรรยายในครั้งนั้น ด้วยค่าตั๋วเข้างาน ๕๐ บาท มี อาหารว่าง พร้อมข้าว ๑ มื้อ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก ถึงแม้ผมจะฟังบรรยายยังไม่จบ แต่ผมก็ได้อะไรจากการบรรยายครั้งนี้มากมายกว่าที่ตั้งใจไว้ซะอีก เพราะตั้งใจว่าจะไปเรียนรู้เรื่อง NLP ( Neuro linguistic programming ) แต่สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้กลับเป็นเรื่องของการตั้งเป้าหมาย กับการทำให้เป้าหมายมีพลังยิ่งขึ้น การใช้พลังของความคิด ทั้งความคิดด้านบวกและความคิดด้านลบหรือที่เรียกว่า “พลังแฝด" และที่สำคัญที่สุด ผมได้รู้ว่าการที่เป้าหมายของเราจะเข้มแข็งเราต้องมี Why? แล้วผมก็ได้ทดลองเขียน Why? ของตนเอง ได้รับรู้พลังที่ยิ่งใหญ่ของ Why? โอ้ว ช่างเป็นคอสที่วิเศษอะไรอย่างนี้

หลังจากการฟังบรรยายในครั้งนั้นผมได้มีโอกาสจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในหน่วยในเรื่อง “การปฐมพยาบาลในสนามรบ" ระยะเวลา ๕ วัน โดยผู้เข้าอบรมจำนวน ๑๖ คน ไม่มีความรู้พื้นฐานเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเข้ามาอบรมด้วยความไม่สมัครใจ ผมมีโจทย์ที่หลายๆคนคิดว่าทำไม่ได้ หลายๆคนบอกว่าทำๆไปแล้วถ่ายภาพส่งๆให้มันจบๆไม่ต้องหวังผลมากมาย หลายๆคนบอกว่า การอบรมนี้ไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับผมเมื่อรับหน้าที่รับคำสั่งมาแล้วผมต้องทำให้ได้และต้องได้รับประโยชน์สูงที่สุด ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแผนการฝึกอบรมผมมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมสามารถทำได้และผมต้องทำได้ ผู้เข้าอบรมต้องทำได้

เปิดการอบรมวันแรกผมใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง บรรยายเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในการอบรมเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการบรรยายโดยเน้นความสำคัญว่า

  • ๑.ทำไมผู้เข้ารับการฝึกต้องเข้ามาฝึกอบรมหลักสูตรนี้ อธิบายถึงความเป็นมาทำไมหลักสูตรนี้ถึงเกิดขึ้น หลักสูตรมีความสำคัญอย่างไร
  • ๒.ผู้เข้ารับอารอบรมมีความสำคัญอย่างไร บรรยายให้ผู้เข้าอบรมเล็งเห็นถึงคุณค่าของตนเอง มองเห็นความสำคัญของตนเอง
  • ๓.ความรู้ที่จะได้รับในครั้งนี้ผู้เข้ารับการอบรมจะสามารถเอาไปใช้ในกรณีใดบ้าง พร้อมยกตัวอย่างกรณีในสนามรบ ทั้ง ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งชายแดนกัมพูชา โยงเข้ามาถึงปัญหาชายแดนที่เรารับผิดชอบอยู่ว่ายังมีความล่อแหลมต่อการปะทะอย่างไร อธิบายไปถึงว่าหากไม่มีการรบ ผู้เข้ารับการอบรมจะมีโอกาสในการใช้ความรู้ในกรณีใดบ้าง ยกตัวอย่างอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นและพบเจอบ่อยๆ

สิ่งที่ผมได้บรรยายตลอดเกือบ ๒ ชั่วโมง คือสิ่งที่ผมเรียกว่า การเสริมสร้าง Why? ให้เกิดขึ้นในใจของผู้เข้าอบรม สาเหตุที่ผมไม่ได้ใช้วิธีกระตุ้น Why? ในตัวของพวกเขาให้เกิดขึ้นมาเองเพราะว่า ผมเข้าใจธรรมชาติของทหารดีว่า การกระตุ้นให้ทหารเกิดจินตนาการขึ้นมาเองนั้นมันยากกว่าการอธิบายให้เขาเกิดจินตนาการตามที่เราอยากสื่อ เพราะชีวิตของทหารนั้นถูกปิดกั้นจินตนาการไว้และยัดเยียดค่านิยมแบบทหาร จนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

การอบรมในครั้งนั้นผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความตั้งใจศึกษามากกว่าที่ผมคาดการไว้ การเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรมมีการพัฒนาได้รวดเร็วถึงขั้นเร็วมาก อาจพูดได้ว่ารวดเร็วกว่านักเรียนในสถาบันการศึกษาทางการแพทย์เสียอีก หลายคนอาจบอกว่า “โห่... โม้ป่าว" จริงๆนะครับผมวัดจากการฝึกอบรมในเวลา ๕ วัน ผู้เข้ารับการอบรมสามารถ จ่ายยา, ฉีดยา, ทำแผล, ให้น้ำเกลือ, ปฏิบัติการพยาบาลในสนามรบ, ได้ใกล้เคียงการเจ้าหน้าที่ เสนารักษ์ เลยทีเดียว เห็นไหมครับว่า Why? คำเดียวมีพลังมากมายขนาดไหน นี่ขนาดยังไม่ใช่ Why? ที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการของเข้าเองนะเนี้ยยังวิเศษขนาดนี้เลย ถ้าหากเป็น Why? ที่เกิดขึ้นจากในจิตใจ เกิดจากสิ่งที่เขาต้องการจริงๆมันจะวิเศษแค่ไหน

“โอ้โห ถ้าหากมันวิเศษขนาดนี้ทำไมไม่บรรจุเข้าในในการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาหละครับ" นั่นหนะสิครับ อาจเป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก หลายๆคนอาจจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์ทางจิต เป็นเรื่อง ไสยศาสตร์ งมงาย ผู้ถ่ายทอดจึงบอกไม่หมด จะเอามาบอกแต่วิธีการปฏิบัติในแต่ละกรณี บางสถานการณ์ ให้ผู้นำไปใช้นำไปใช้ได้ หรืออะไรทำนองนี้แหละ ครูในโรงเรียนก็เคยเรียนมาทุกคนในวิชา จิตวิทยาเบื้องต้น แต่ไม่เห็นใครเอามาใช้............... อ๊ะ............... ช่างเหอะครับ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าว่าเราจะดึงพลังอันมหาศาลที่อยู่ในตัวเราออกมาใช้ได้อย่างไรกัน

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ฟังเพลงของวง “Bodyslam"
“ว๊าก........................ฉันไม่ชอบฟังเพลงวงนี้เลยนะจะทำยังไงดี"

ผมล้อเล่นเฉยๆหนะครับหากคุณไม่ชอบวงนี้คุณก็สามารถดึงพลังในตัวคุณออกมาได้เช่นกัน ที่ผมพูดถึงวง Bodyslam ก็เพราะว่าเพลงของวงนี้มีเนื้อหาส่วนมาก เกี่ยวกับ ความรัก ความเชื่อ และความฝัน ซึ่งผมอยากจะบอกคุณผู้อ่านว่า ๓ สิ่งนี้แหละครับคือความลับแห่งความสำเร็จ เอาหละครับเรามาดูกันเลยว่าสิ่งแรกคืออะไร

สิ่งแรกคือ ความฝันครับ คุณมีความฝันอะไรบ้างครับ ผมเชื่อว่าคนทุกคนมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเสียดายที่หลายคนลืมมันไปแล้ว แล้วมาปลอบใจตัวเองว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่" บางคนบอกว่า “ผมไม่เคยลืมความฝันของตัวเองนะ ผมกำลังวิ่งตามความฝันความฝันของตัวเองอยู่นะ แต่ผมแค่ลดความฝันของตัวเองลงมาให้ผมเอื้อมถึงได้ จากที่อยากได้รถยนต์เฟอร์รารี่ ราคา ๔๐ ล้าน ก็ลดลงมาเหลือ อีโก้คาร์ ราคา ๔ แสนกว่าก็พอละ" แล้วก็ทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมพอเพียงครับ" แหม........พ่อเจ้าประคูนรุณช่อง พ่อพอเพียง แต่กู้เงินมาซื้อนี่อะนะพอเพียงชองคุณ คำว่าพอเพียงของคุณก็เป็นแค่ข้ออ้างทั้งนั้นแหละครับหากว่าคุณยังมีความอยากได้อยากมี แล้วก็ไปกู้เงินมาสนองความต้องการของคุณ ลดความฝันของตัวเองลงมาเพื่อให้เหลือเงินเดือนที่น้อยนิด จะเพียงพอเพื่อให้ผ่อนไหวหละก็ นี่เหรอครับคือความพอเพียง ที่คุณลดความฝันของคุณลงมาเพราะคุณละทิ้งความเชื่อที่คุณเคยเชื่อว่าคุณจะต้องทำได้ คุณลดความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง คุณล้มเลิกไม่สนใจความฝันของคุณอีกต่อไปเพราะคุณเชื่อจากที่ คุณพ่อบอกคุณว่าทำไม่ได้ คุณแม่บอกคุณว่าทำไม่ได้ รุ่นพี่ที่ทำงานบอกคุณว่าทำไม่ได้ รุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าบอกคุณว่าทำไม่ได้ เพื่อนคุณบอกว่าทำไม่ได้ แล้วคุณก็กลับมาบอกกับตัวเองว่าคุณทำไม่ได้หรอก “ทำไมหล๊ะ" ก็ทุกคนบอกว่าทำไม่ได้ไง “ หมดกันแล้วครับตอนนี้ สิ่งที่คุณฝัน สิ่งที่คุณเชื่อ สิ่งที่คุณรัก " มันจบสิ้นลงตรงที่คุณบอกกับตัวเองว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก" แล้วหละครับ กล้าๆหน่อยสิครับ คุณเกิดมาเพื่ออะไรกัน คุณเกิดมาเพื่อ เรียน ทำงาน ซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่งงานมีครอบครับ ใช้หนี้ที่กู้มาซื้อบ้านซื้อรถ แล้วก็ เวลาก็ร่วงเลยไปคุณอายุ ๖๐ ปี เกษียน ออกมาเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน คำสุดท้ายนี้ผมขอแรงสักนิสส..นึงนะครับ ๑๘+ นะครับ “รอวันตาย" พอคุณอ่านจบตรงนี้แล้วผมขอให้คุณ สงบนิ่ง ๑๐ นาที ไว้อาลัยให้กับความฝันของคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ครับ
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V
V

เอาหละครับ ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความบ้าๆบอๆของผมมาถึงย่อหน้านี้คุณก็เป็นคนที่ เยี่ยมยอดที่สุดคนหนึ่งแล้วหละครับ ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า “ผมรักคุณนะครับ" และผมก็ยังเชื่ออีกว่าความบ้ากับความสำเร็จของคนเรานั้นต่างกันแค่เส้นบางๆแค่นั้นแหละครับ อัลเบิร์ด ไอสไตน์ ก็ได้ชื่อว่าคนบ้านคนหนึ่งนะครับ บ่อยครั้งที่เขาเดินทำท่าเหมือนครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่จากที่ทำงานมาถึงหน้าบ้าน แล้วยืนคิดอยู่นาน คนในบ้านต้องคอยดูว่าเขากลับมาทานข้างเที่ยงแล้วหรือยัง เพื่อที่จะพาเขาเข้ามาทานข้าวในบ้าน ส่วน โทมัส อันวา เอดิสัน คนนี้ก็บ้าไม่แพ้กันครับ จะมีคนดีๆที่ไหนประดิษฐ์หลอดไฟล้มเหลวมาแล้ว “พันครั้ง" แล้วยังประดิษฐ์ครั้งต่อไปอีก ส่วนผมหนะเหรอ ผมไม่ได้บ้านะครับ

มาถึงจุดนี้แล้วผมเชื่อว่าผู้อ่านย่อหน้านี้ในความคิดของคุณคงจะเต็มไปด้วยความฝันที่ห่างหายไปจากสมองเรานานมากๆ แต่มันก็ยังยังสว่างไสวอยู่ในหัวใจของเราตลอดเวลา เอาหละครับ เรามาทำความฝันของเราให้เป็นจริงขึ้นมากันเถอะ ขั้นตอนนี้ผมอยากให้คุณหากระดาษมาสักแผ่นนึง แล้วเขียนสิ่งที่คุณต้องการออกมาครับเอาแบบที่ว่าจำเพาะเจาะจงเลยนะครับ เช่น อยากมีเงินฝากในบัญชีสองแสน บาท, มี รถยนต์หนึ่งคัน, มอเตอร์ไซด์สักคัน, สอนนักเรียนให้ดีขึ้น, ทำงานได้ดีขึ้น, ได้เลื่อนขั้น หรือว่าเป็นได้มีเวลากลับไปดูแลพ่อแม่ ก็ได้นะครับ

ได้แล้วนะครับ เรามาต่อกันเลย ทีนี้ผมอยากให้คุณเขียนรายละเอียดสิ่งที่คุณต้องการลงไปครับ อย่างเช่น มีเงิน ๒ แสนในบัญชี ก็ให้เขียนว่า บัญชีเงินฝากของธนาคารอะไร ถ่ายเอกสารสมุดบัญชี แล้วเติมตัวเลขลงไปไว้ดูก็ได้ครับ ถ้าเป็นรถ ก็ให้เขียนยี่ห้อ รุ่น ระบบต่างๆที่อยากได้เขียนลงไปให้หมดเลยครับ หรือว่าสิ่งที่คุณต้องการคือเวลา ให้คุณเขียนว่า ต้องการเวลากี่วัน วันไหนบ้าง ถ้าลง วันเวลา ได้ยิ่งดีครับ

ต่อไปเป็นส่วนที่สำคัญมากๆครับคือ เขียนว่า

  • ๑.คุณต้องการสิ่งนั้นเพื่ออะไร
  • ๒.สิ่งนี้สำคัญอย่างไร
  • ๓.หากคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการจะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • ๔.คุณจะได้มันเมื่อไหร่

เสร็จแล้วก็จงเชื่ออย่างหมดใจว่าคุณต้องได้มันแค่นี้แหละครับง่ายรึป่าว “อธิบายมายืดยาววิธีปฏิบัติมีแค่นี้อะนะ" ครับแค่นี้แหละครับ พอคุณนึกถึงภาพสิ่งที่คุณต้องการ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกบันทึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณ แล้วเรื่อง วิธีการที่จะได้สิ่งนั้นคุณก็ปล่อยให้จิตใต้สำนึกของคุณจัดการมันเอง ทีนี้สิ่งที่เหลือก็แค่ทำตัวสบายๆ เมื่อมีโอกาสที่จะได้สิ่งที่เราต้องการก็รีบคว้าโอกาสนั้นไว้ซะ แล้วทุกสิ่งที่คุณต้องการก็จะเข้ามาหาคุณเองครับ

ทีนี้ผมจะอธิบายการทำงานของมันให้คุณอ่านนะครับ ผมจะเปรียบเป้าหมายเหมือนเป้ายิงปืนนะครับ แต่ถ้าคุณไม่เคยยิงปืนก็ยังไม่ต้องตกใจนะครับมองภาพนี้ดูนะครับ


ภาพนี้มีวงกลมอยู่ ๓ วง เขียนว่า Why, How และ What จรงกลางเป็นจุดดำๆ เขียนว่า Why ตัวสีแดงนะครับ เวลาเรายิงปืนเราจะเล็งเป้า ตรงกลางเป็นหลักครับ หากเราเล็งตรงกลางยิ่งชัดเจน สิ่งรอบข้างก็ยิ่งเบลอ แต่ถ้ามันจะเบลอก็ช่างมันเถอะครับขอแค่เป้าตรงกลางเราชัดก็พอ คำถาม? ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียวครับ หาก Why ของคุณชัดเจนแล้ว วิธีการคุณปล่อยให้เบลอไว้นั่นแหละครับดีแล้ว ปล่อยให้จิตใต้สำนึกของคุณประเปลี่ยนวิธีการไปตามสถานการณ์ แล้วพอเวลาที่คุณตั้งเป้าหมายไว้มาถึง คุณก็จะเห็นได้เองครับว่า มันสำเร็จแล้ว พูดไปก็เหมือนโม้อีกแล้ว อะ............ผมจะเล่าให้คุณฟัง

ส่งท้ายบทความนี้นะกัน เมื่อ ปี ๒๕๕๔ ผมทำงานอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ จากวิถีชีวิตที่ได้สัมผัส จากงานที่ทำ จากความหวาดระแวงที่เจอ ทำให้ผมคิดขึ้นมาว่า ผมไม่อยากมีชีวิตแบบนี้ ผมอยากใช้ชีวิตที่สงบสุข ผมเลยวางแผนไว้ว่าผมจะซื้อที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทำสวนมะนาว ๓๐๐ ต้น ภายใน ๔ ปี เพื่อให้เป็นธุรกิจของครอบครัว แล้วผมก็สามารถลาออกไปใช้ชีวิตอันสงบสุขเมื่อไหร่ก็ได้ด้วย หลังจากนั้นผมก็พยายามหาซื้อที่ดินที่ผมฝันไว้ หาซื้อยังไงก็หาซื้อไม่ได้ พอปี ๒๕๕๕ คุณพ่อ ของผมเกษียนก่อนกำหนด ออกจากราชการไปแล้วท่านก็เริ่มทำสวนมะนาว จากที่ดินแห้งแล้งที่พี่สาวผมซื้อไว้ อาจเป็นเพราะผมเคยเล่าความฝันให้ท่านแล้วไปกระตุกต่อมไอเดียท่านขึ้นมา พอถึงตอนนี้ใช้เวลาจากที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ ๒ ปี ผมมีสวน มะนาว ตามที่ผมต้องการ พร้อมกับพืชอื่นๆที่สามารถเก็บผมผลิตได้ตลอดทั้งปี เห็นไหมครับผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง บางครั้งเราอาจจะหาเหตุผลได้ยาก แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้วหละครับ แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ ใส่ Why ลงไป แล้วก็ลืมมันไป พอถึงเวลามันก็สำเร็จขึ้นมาเองโดยที่ผมใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางครั้งมันกลายเป็นเรื่องง่ายจนหน้าตกใจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชาร์ตแบตหัวใจ



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

WHY..DOING FIX...อ่านแล้วลองเขียน..อิอิ

พอดีผมกำลังฝึกเขียนบทความครับ แล้วมีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำให้มาเขียนที่เว็บนี้เพราะมีผู้รู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้มากมาย ผมเลยลองเข้ามาเขียนดู
ยังไงผมขอรับคำแนะนำจากทุกท่านเพื่อพัฒนางานเขียนด้วยครับ

เขียนเมื่อ 

ชอบครับ...แต่สายตาไม่ค่อยดี เพิ่มขนาดอักษรให้สัก 18 ได้ไหมครับ...ขอบคุณๆ

หัวข้อน่าสนใจ เพราะหลายครั้งที่ยามหมอๆเยียวยาจิตใจคนไข้ไม่ควรถามว่า ทำไม ขอบพระคุณมากครับ