จาริกบุญหลังคาโลก : ปราสาทสีเงินในหุบเขาพญาครุฑ (Silver Castle in the Garuda Valley)

นอกจากการเดินภาวนารอบภูเขา ไกรลาสอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Kailash) และสวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิที่ทะเลสาบมนัสโรวาร์ (Holy Manasarovar Lake) ตามที่ได้กล่าวถึงในตอนก่อน ๆ แล้ว สถานที่ที่เราไปเยือนและสวดมนต์ภาวนาก็คือ เมืองชุงลุง งูคา "ปราสาทสีเงินแห่งหุบเขาพญาครุฑ" ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชางชุง ทิเบตโบราณมาก่อน


ปราสาทสีเงินในหุบเขาพญาครุฑ ชื่อเป็นภาษาทิเบตว่าชุงลุง งูคา (Kyunglung Ngulkar Karpo) มีรูปร่างคล้ายปีกพญาครุฑ ตั้งอยู่เหนือริมฝั่งแม่น้ำสุตเลจ (Sutlej river) ซึ่งอยู่ทางตะวันตก ไม่ไกลจากเขาไกลาสและทะเลสาบมนัสโรวาร์นัก ลักษณะพิเศษของชุงลุง งูคาคือเป็นภูเขาที่สร้างเป็นถ้ำเล็ก ๆ มากมายกว่าร้อยถ้ำ ส่วนใหญ่มีขนาดประมาณ 4 ตารางเมตร คาดว่าคงใช้ในศาสนพิธีของวิถีแห่งจิตวิญญาณพุทธเพิน (Bon Buddhism)  หรือยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) ซึ่งเป็นศาสนาพุทธนิกายหนึ่งที่ชาวทิเบตส่วนใหญ่นับถืออยู่ขณะนั้น มีอาณาจักรโบราณชางชุง (Zhang Zhung) เป็นต้นกำเนิดอารยธรรมโบราณของทิเบต ชางชุงได้สร้างปราสาทไว้บนยอดเขาสูง มองเห็นได้เด่นชัด แม้อาณาจักรนี้จะหายสาบสูญไปเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยของความเจริญ น่าทึ่งของสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างด้วยโคลน ดินเหนียว และอารยธรรมโบราณที่ยังคงมีให้เห็นอยู่


คณะเราได้ไปวัดกู้เกียมโบ หรือกูรเกียม (Gurugyam/ Gurugem) ซึ่งเป็นวัดในนิกายพุทธเพิน (Yungdrung Bon) ได้ทำบุญถวายดวงประทีป สวดมนต์ และถวายสักการะรูปของพระคุรุอาจารย์ เทรนปา นัมคา (Drenpa Namkha) คุรุอาจารย์สายซกเช็น (Dzogchen) ซึ่งปรากฏบนก้อนหิน เก่าแก่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ มีอายุกว่า 2000 ปี ที่ถูกฝังไว้ใต้ดินบริเวณนั้น ได้ชมและนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำ ได้ชมสิ่งของ เครื่องใช้สมัยโบราณอายุเป็นพัน ๆ ปีที่ขุดพบบริเวณถ้ำ ทางวัดได้เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด ชุงลุง งูคา หรือปราสาทเงินแห่งหุบเขาพญาครุฑยังใหม่ต่อคนต่างถิ่นมาก ถนนที่จะมาที่นี่ยังไม่ได้รับการพัฒนานัก ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝุ่นตลบไปตลอดเส้นทาง จะมีก็แต่ชาวพุทธทิเบตและชาวพุทธรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ที่เข้าไปจาริกบุญ

ยังไม่มีนักธรณีวิทยาระดับโลกเข้ามาสำรวจพระพุทธรูปและสิ่งของเครื่องใช้โบราณที่ขุดพบในบริเวณนี้


เราโชคดีมีมูลนิธิพันดารานำ ไป และมีอาจารย์ ดร. กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล ประธานมูลนิธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมของทิเบต และอาจารย์มิว เยินเต็น (Meu Yontan) ซึ่งเป็นอาจารย์ชาวทิเบตเป็นผู้นำจาริกบุญ ทุกอย่างจึงเป็นความสะดวกสบายไปหมด เรามีหน้าที่ดูแลตัวเองให้แข็งแรง ให้พร้อมที่จะไปได้ทุกที่ ที่อาจารย์นำไปเท่านั้น ที่วัดนี้ นอกเหนือจากไกด์มืออาชีพชาวทิเบตที่มีความรู้ และพูดภาษาอังกฤษได้ดี คณะเรายังมีพระที่ดูแลวัดเป็นมัคคุเทศก์นำทางให้ ได้เข้าไปฟังเรื่องราวเกี่ยวกับหุบเขาแห่งนี้ภายในถ้ำ ซึ่งปกติถ้ำนี้เป็นที่เก็บสมบัติมีค่าและพระพุทธรูปเก่าแก่จำนวนมาก จึงใส่กุญแจประตูถ้ำไว้ตลอดเวลา


ระหว่างทางที่เดินขึ้นเขาเพื่อไปชมและนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิในถ้ำ เราจะเห็นหินที่สลักมนตราทิเบตที่เขามักนำไปวางในที่ ๆ ศักดิ์สิทธิ์บนที่สูง บางทีก็มีเขาของจามรี (yak) ด้วย เพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นการอุทิศบุญกุศลให้จามรี ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิด มีความผูกพันกับชาวทิเบต ได้ใช้งานระหว่างที่จามรีมีชีวิตอยู่ และได้ใช้ หนัง เนื้อ ขน และกระดูกเมื่อตายไป

เมื่อลงจากเขา เราได้พบคุณยายคนหนึ่งกำลัง เดินอยู่บนถนน คุณยายบอกว่าจะเดินไปเขาไกลาส เพื่อวนรอบเขา เราให้เงินสนับสนุนคุณยาย แต่คุณยายไม่ยอมรับ ส่งคืนให้และยิ้มอย่างใจดี ประทับใจจริง ๆ ค่ะ วันที่พบคุณยาย พวกเรายังไม่ได้เดินภาวนารอบเขา พอวันหลังได้มีประสบการณ์นั้นแล้ว จึงรู้ว่ามันยากมาก และเหนื่อย เหนื่อยแทบขาดใจ  จึงรู้ว่าเราได้พบสุดยอดคุณยายจริง ๆ ด้านล่างริมทางเดินขึ้นเขา เราพบชาวบ้านเป็นกลุ่ม ๆ กำลังขุดดินและและเพ่งพิจารณาหิน เพื่อค้นหาดินเปรี้ยว ซึ่งใช้เป็นยารักษาโรคได้

มีความสุขจากการจาริกบุญกับทริปนี้จริง ๆ

นำบุญมาฝากทุกคนค่ะ