บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 5 เรื่อง กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้น (Knowledge Management Process) วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 5

วันอาทิตย์ ที่ 24 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่อง กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้น (Knowledge Management Process)

รายวิชา การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ รหัสวิชา 102611 ผู้สอน ผศ.ดร. อดิศร เนาวนนท์

ผู้บันทึก นางสาวรดาการ ปรางสุข รหัสประจำตัว 57D0103204

ป. โท หลักสูตรและการสอน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 หมู่ 1

  • ................................................................................................................................................................
  • 1.การเตรียมตัวล่วงหน้าในการเรียน

ได้ไปศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ KM (KnowledgeProcess) ทำให้ทราบเกี่ยวกับกระบวนการการจัดการที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งมีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาความรู้ (Knowledge Identification) 2) การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) 3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) 4) การประมวลผลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement)

5) การเข้าถึงความรู้ (KnowledgeAccess) 6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing)

7) การเรียนรู้ (Learning)

  • 2.ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับจากการเรียนรู้
  • จากการเรียนรู้ในวันนี้ความรู้ที่ได้รับสรุปพอสังเขป ได้ดังนี้

กระบวนการในการจัดการความรู้ KnowledgeProcess มี 7 ขั้นตอน คือ 1) การค้นหาความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการพิจารณาองค์กรว่ามีความรู้อะไรบ้าง มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ มีเป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายจะต้องใช้อะไร ความรู้อยู่ในรูปแบบใด รวมทั้งต้องรู้ว่ามีความรู้อะไรที่องค์กรต้องการบ้าง และความรู้อยู่ที่ใคร เครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ คือ KnowledgeMapping ความรู้จะอยู่ที่ครู ผู้เรียน และชุมชน ความรู้หรือภารกิจของโรงเรียนอาจเป็นเอกสาร วีดีโอ หรือสื่อต่าง ๆ อยู่ที่ว่าเราจะนำความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรให้ถูกต้องตามที่โรงเรียนต้องการ 2) การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เป็นการสร้าง แสวงหา รวบรวมความรู้ทั้งภายใน/ภายนอก รักษาความรู้เดิม แยกความรู้ที่ไม่ได้ใช้แล้วออกไป (ความรู้ที่ไม่จำเป็นตัดทิ้ง) ตีกรอบให้ชัดเจน สร้างความรู้จากความรู้เดิมโดยแลกเปลี่ยนหรือนำมาจากภายนอก เช่น การศึกษาดูงาน การเชิญวิทยากรมาอบรม ต้องรู้ว่ามีความรู้อะไรบ้าง แล้วดึงความรู้ที่มีอยู่มารวบรวมจัดทำให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการกำหนดโครงสร้างความรู้ แบ่งชนิด แบ่งประเภท เพื่อให้สืบค้น เรียกคืน และใช้งานได้ง่าย เช่น การจัดทำหมวดหมู่เอาไว้ว่าในโรงเรียนของเราครูแต่ละคนมีความรู้ประเภทใดบ้าง จัดทำสารบัญเอาไว้/แยกประเภท เพื่อค้นหาได้สะดวก 4) การประมวลผลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เป็นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน วิเคราะห์ว่าความจำเป็น/ความรู้เรื่องอะไร/มีความสำคัญต่อองค์กรของเราอย่างไร ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ (ความถูกต้อง/ความเหมาะสมของความรู้นั้น) การใช้ความรู้อาจจะเหมาะกับสถานที่หนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะกับอีกสถานที่หนึ่งก็ได้ 5) การเข้าถึงความรู้ (KnowledgeAccess) โดยทั่วไปมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1) การป้อนความรู้ เป็นความรู้ที่ไม่ต้องร้องขอ (Supply – Based) เช่น หนังสือเรียน 2) การให้โอกาสใช้ความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น มีห้องสมุดเล็ก ๆ ห้องสมุดสำหรับครูได้เลือกใช้ข้อมูลที่ต้องการ ผู้ใช้เลือกใช้เฉพาะข้อมูล/ความรู้ที่ต้องการเท่านั้น (Demand – Based) เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เว็บไซต์ ซีดี บอร์ดประชาสัมพันธ์6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบ่งปันความรู้ ความรู้ยิ่งใช้ยิ่งพอกพูนเพิ่มขึ้น สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การจัดทำเอกสาร จัดทำฐานข้อมูล จัดทำสมุดหน้าเหลือง เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะใช้ได้ดีกับความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ส่วนความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ควรใช้กระบวนการ Socialization เช่น จัดทำข้อมูลเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 7) การเรียนรู้ (Learning) วัตถุประสงค์หลักของการจัดการความรู้ (KM) คือ การเรียนรู้ของบุคคล และการนำความรู้นั้นไปใช้/ตัดสินใจ/แก้ปัญหา และปรับปรุงองค์กร ทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นถ้าทำได้ดี แต่หากขาดข้อ 7 ไป ทุกอย่างก็สูญเปล่า ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) Leadership and Strategy ผู้นำองค์กรต้องเข้าใจ – เข้าถึง และตระหนักถึงประโยชน์ (เช่น ในโรงเรียน ผอ. ต้องเข้าถึง และตระหนักในการจัดการความรู้ภายในโรงเรียน) สื่อสารและผลักดันให้มี KM ในองค์กร และควรมีการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของ KM ให้ชัดเจน 2) Culture :วัฒนธรรม กิจกรรมทางด้าน KM เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กรโดยตรง สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุสำเร็จใน KM คือวัฒนธรรมในการแลกเปลี่ยน และแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลในองค์กร คนในองค์กรต้องไม่หวงความรู้ ต้องมีการแบ่งปันความรู้กัน 3) Technology : เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมถึงการนำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่าย และรวดเร็ว เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย 4) Measurements การวัดผลในองค์กร องค์กรไม่สามารถทราบสถานะที่แท้จริงได้ ถ้าไม่มีการวัดผล

5) Infrastructure: การจัดโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สิ่งที่จับต้องได้ ได้แก่ สถานที่/เครื่องมือต่าง ๆ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ โครงสร้างของหน่วยงาน องค์กร/ระบบงาน/ระบบHRM/โครงสร้างของคนในKM /ระบบการประเมินผลงาน

3. ความคิดเห็นประเด็นที่เรียน

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)เป็นการจัดการความรู้ในองค์กรอย่างมีระบบและมีขั้นตอนที่ชัดเจน อยู่ 7 ขั้น ในการจัดการความรู้ในองค์กร เราจะทำอย่างไรจึงจะพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ ในการจัดการความรู้สิ่งที่สำคัญ คือ 1) คน บุคลากร ในองค์กรนั้นๆ ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งความรู้ และแหล่งรวมความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (ปฏิสัมพันธ์ของคนในองค์กร มีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้) 2) สังคม – วัฒนธรรม และองค์กร จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการจัดการความรู้ 3) ระบบการจัดการความรู้ หรือกระบวนการความรู้ (Knowledge Process) เป็นการบริหารจัดการในการนำความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ 4) เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน และนำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

การนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาตนและการปฏิบัติงาน

จากการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) นั้น ก่อนอื่นคิดว่าจะนำไปพัฒนาตนเองก่อน เช่น ค้นคว้าหาความรู้ แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ แล้วนำมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ โดยจะเริ่มจากกลุ่มสาระที่สอนอยู่ คือ กลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ พร้อมทั้งจะพยายามเรียนรู้ในความรู้ที่ได้แชร์/แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน และโรงเรียนให้มากที่สุด พัฒนาองค์กร (โรงเรียน) ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้ได้ ถึงแม้ว่าในองค์กรจะมีความรู้ดี มีความรู้เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราไม่จัดทำระบบข้อมูล ไม่นำความรู้ไปใช้ก็สูญเปล่าไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดและที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ของคนในองค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

4. บรรยากาศการเรียน

  • บรรยากาศในการเรียนรู้ ในวันนี้ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มีความเป็นกันเอง ทุกคนสนุกสนาน และมีความสุขในการปฏิบัติกิจกรรม
  • 5. ความรู้สึกที่มีต่ออาจารย์ผู้สอน
  • อาจารย์จะเล่าประสบการณ์ และความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่หลากหลายให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามกระตุ้นให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์ แล้วหาคำตอบ ทำให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนเป็นอย่างดี มีความเป็นกันเอง อาจารย์เป็นกัลยาณมิตร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อนุทิน



ความเห็น (0)