ความน่าเชื่อถือของศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง

วาทิน ศานติ์ สันติ / ๒๕๕๖

ความนำ

นักวิชาการให้ความสำคัญกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง เป็นอย่างมากนับตั้งแต่การให้ค่าของศิลาจารึกหลัก ๑ ว่าเป็นมรดกโลกทางความทรงจำของโลก พ.ศ. ๒๕๔๖ ผนวกกับเนื้อหาของศิลาจารึกที่ตั้งใจแสดงให้เห็นภาพของรัฐอุดมคติที่มีแต่ความสุขสงบและแสดงอาณาเขตกว้างใหญ่ไพรศาล นักวิชาจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับอายุของศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่าไม่ได้สร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหงจริง ที่ระบุศักราชไว้ว่า พ.ศ. ๑๘๓๕ อีกทั้งยังตั้งคำถามเชิงลึกว่า หากสร้างในสมัยหลักจะมีเบื้องหลังการสร้างขึ้นมาอย่างไร

ข้อสงสัยบางประการ

ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงมีข้อสงสัยหลายประการจนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักวิชาการถกเถียงในแง่ความน่าเชื่อถือ เนื่องจากภูมิหลังอันหน้าสงสัยเช่น ผู้ค้นพบคือ วิชรญาณภิกขุหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเป็นผู้อ่านได้พระองค์แรก ต่อมามีนักวิชาการชาวต่างชาติอย่าง ยอร์ส เซเดส เป็นผู้สนับสนุน เนื้อหาบอกถึงความสงบสุข ความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่ในศีลธรรม วัดวาอารามงดงามใหญ่โตมากมาย อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีกษัตริย์เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ปกครอง ฯลฯ ทั้งมวลทำให้รัฐสุโขทัยกลายเป็นรัฐในอุดมคติ อีกทั้งยังถูกใช้เป็นหลักฐานเสนอกับชาติตะวันตกว่า ประเทศไทยมีความเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ใครจะมายึดเอาง่าย ๆ ถูกยกย่องให้กลายเป็นรัฐแรกของประเทศไทยและของคนไทย สร้างประวัติศาสตร์จนทำให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยโด่งดัง ธิดา สารยา ให้ความหมายเกี่ยวกับการเกิดรัฐสุโขทัยว่า

“...การเกิดสุโขทัยจึงเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองของเผ่าพันธุ์ ชนชาติอันหลากหลายตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เมื่อสุโขทัยเติบโตเป็นบ้านเมืองในแคว้นสุโขทัยจึงมิใช่ “อาณาจักรแรก” ของไทยหรือในประวัติศาสตร์ไทย” (ธิดา สารยา, ๒๕๔๐ : ๑๗)

จารึกสุโขทัยถูกนำมาใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะ นักวิชาการที่ใช้หลักฐานทางจารึกมากที่สุดและดูเหมือนจะเป็นผู้ถือครองความรู้ฝ่ายเดียวคือกรมศิลปากร องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ผู้ผลิตและเผยแพร่ออกไปอย่างมากมาย บางชุดความรู้ถูกใช้ในการเรียนการต่อมาหลายปี เช่นความรู้จากหนังสือ “เที่ยวเมืองพระร่วง” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งต่อมามีนักวิชาการเช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ สังเกตว่า

“นักประวัติศาสตร์ท่านสร้างขึ้นจากข้อมูล ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกเป็นเรื่องสมมติขึ้นตามความเชื่อในเรื่องเชื้อชาติ และทฤษฎีเรื่องชัยชนะ...ยังไม่มีการวัดค่าของข้อมูลโดยเฉพาะศิลาจารึกว่ามีความแน่นอนเพียงใด ความผันแปลเพียงใด ตามหลักของวิชาวิจัยอีกด้วย จึงคิดว่าอะไร ๆ ที่มีอยู่ในศิลาจารึกเป็นเชื่อได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น” (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๒๖ : ๑๕ – ๑๖)

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกตรวจสอบครั้งใหญ่จากการประชุมสัมมนาทางวิชาการ “ไทยคดีศึกษานานาชาติ” ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตเลีย เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๐ โดย ไมเคิล วิกเกอร์รี่ แสดงความเห็นว่ามีเหตุผลน่าสงสัยว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ จะมีอายุหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงหลายร้อยปี ทั้งนี้ได้อ้างงานเขียนของ พิริยะ ไกรฤกษ์ ว่า

“ผู้เขียนจารึกไม่รู้เรื่องสถาปัตยกรรมของเมืองสุโขทัยสมัยนั้น และอ้างถึงเรื่องกำแพงเมืองสุโขทัยว่า ในเมืองนั้นมีกำแพงเมืองเพียงชั้นเดียวเพิ่งมาสร้างเพิ่มขึ้นชั้นหลัง พ.ศ. ๑๙๘๑ คำว่า ตรีบูร ในหลักที่ ๑ จึงแสดงว่า จารึกนี้เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. ๑๘๙๑” (ประเสริฐ ณ นคร, ๒๕๔๙ : ๔)

ดังนั้นศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีทั้งฝ่ายคัดค้านว่าทำขึ้นภายหลัง และ ฝ่ายสนับสนุนที่ว่าทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงหรือในสุโขทัย

ตัวอย่างผู้คัดค้านใช้เหตุผลเช่น สัณฐานตัวอักษรที่ไม่เหมือนกับจารึกหลักอื่น รูปสระที่วางผิดไปจากธรรมเนียมการเขียนสมัยเดียวกัน การภาษาที่อ่านง่ายกว่าจารึกร่วมสมัยเดียวกัน การคัดลอกข้อความจากจารึกหลักอื่น หรือจากหนังสือเล่มอื่น หรือแม้แต่การใช้ศิลาจารึกที่ว่าทำปลอมเพื่อเป็นเครื่องยืนยันแต่ต่างชาติเพื่อให้เห็นความเก่าแก่ของประเทศสยาม เพื่อลอดพ้นอาณานิคมจากต่างชาติ ฯลฯ ในที่นี้จะขอเสนอทัศนะของนักวิชาการที่มีความคิดเห็นแย้งว่า ศิลาจารึกไม่ได้สร้างในสมัยสุโขทัย โดยจะเน้นแนวคิดหลักของ พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นสำคัญ

พิริยะ ไกรฤกษ์

พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นรองศาสตรจารย์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และเมธีวิจัยอาวุโสด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ พิริยะ ไกรฤกษ์ (๒๕๓๒ : ๒๒๕ - ๒๓๐) ได้สรุปเนื้อหาในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ไว้ในหนังสือ จารึกพ่อขุนรามคำแหง การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยพิจารณาเป็น ประเด็นคือ

๑.ผู้แต่งลาจารึกหลักที่ ๑ ใช้ศัพท์และเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับขนบประเพณี และวัฒนธรรมของสุโขทัยตามที่มีหลักฐานจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ เนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนค่านิยมและโลกทัศน์ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น

๒.กล่าวถึงโบราณสถานวัตถุมีข้อความที่ขัดแย้งกับข้อมูลประวัติศาสตร์ศิลปะ ผู้แต่งพยายามหลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อวัด เพราะผู้แต่งใช้ประสบการณ์ในการไปเยือนสุโขทัยของตนเองมากล่าวถึง จึงทำให้ไม่ทราบว่าในอดีตนั้นโบราณสถานวัตถุมีชื่อเรียกว่าเช่นใด

๓.ผู้แต่งได้ขอยืมการใช้ศัพท์และข้อความจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ มาใช้แต่งข้อความในด้านที่ ๑ มากที่สุด และใช้เพียงเล็กน้อยอีก ๓ ด้าน

๔.การใช้ศัพท์หรือเนื้อหาที่สอดคล้องกับวรรณกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หรือเขียนขึ้นภายหลักปีพุทธศักราช ๑๘๓๕

๕.ผู้แต่งศิลาจารึกหลักที่ ๑ นำรูปแบบของพยัญชนะและสระมาจากศิลาจารึกพระมหาธรรมราชาลิไท รูปอักขรวิธีเช่นเดียวกับอักขระวิธีของฝรั่ง

จึงสรุปการสร้างจารึกพ่อขุนรามคำแหงได้ว่า

“...ผู้แต่งศิลาจารึกหลักนี้นับได้ว่าเป็นผลงานทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่สำคัญที่สุดของสยามในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔...” (พิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๓๒: ๒๒๘)

การยืนยันอายุการสร้างดังกล่าวก็ตรงตามที่ ไมเคิล ไรท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งยืนยันว่า

“จารึกหลักที่ ๑ จะเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจากฝีมือปัญญาชนชาวสยามในคริสตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งช่ำชองพุทธศาสนาและยังคุ้นกับความคิดของนักปราชญ์ก้าวหน้าในยุโรปครั้งคริสตวรรษที่ ๑๙” (สุจิตต์ วงษ์เทศ. บรรณาธิการ, ๒๕๔๖ : ๑๕๗)

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการสร้างและอายยุของศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่า

“แต่จะทำขึ้นเมื่อใด ด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร และท่ามกลางสถานการณ์อย่างไรนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะเป็นประเด็นถกเถียงกันได้สนุกและได้ประโยชน์กว่าที่จะมาอุดปากปิดความคิดคนอื่นไม่ให้คิดว่าทำในสมัยรัชกาลที่ ๔ และเจตนายัดเยียดความงมงายอยู่ว่าพ่อขุนรามคำแหงเคยไปเมืองจีน ๒ ครั้ง” (สุจิตต์ วงษ์เทศ. บรรณาธิการ, ๒๕๔๖ : ๙๐)

วิธีการการวิจารณ์ของ พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้วิเคราะห์เนื้อหาแต่ละด้านพร้อมทั้งยกประเด็นสำคัญสามารถจำแนกได้ ๔ ประเด็นในการพิจารณาคือ (พิริยะ ไกรฤกษ์. ๒๕๓๒ : ๖๖)

  • ๑.การใช้ศัพท์ที่ไม่ปรากฏในศิลาจารึกหลักอื่น ๆ และการใช้เนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยม ขนบประเพณีและวัฒนธรรมของสุโขทัยตามที่มีหลักฐานจากจารึก
  • ๒.การกล่าวถึงโบราณวัตถุสถานที่ขัดแย้งกับข้อมูลประวัติศาสตร์ศิลปะ
  • ๓.การใช้ศัพท์และข้อความที่ยืมมาจากศิลาจารึกหลักอื่น ๆ
  • ๔.การใช้ศัพท์หรือเนื้อหาที่สอดคล้องกับวรรณกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์หรือวรรณกรรมที่เขียนขึ้นทีหลังพุทธศักราช ๑๘๓๕ เป็นปีที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดเกล้าฯ ให้สลักศิลาจารึกหลักนี้

การโต้กลับ

ทั้งนี้ยังมีนักวิชาการออกมาโต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมากมาย ในภายหลังมีการพิสูจน์โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยพิสูจน์จากเนื้อศิลา ความเก่าของรอยขีดข่วน สรุปว่าร่วมสมัยกับสุโขทัย แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งออกมาเช่น หากพบหินชนิดเดียวกันที่อยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์จะพิสูจน์ความเก่าเปรียบเทียบได้หรือไม่ จารึกแต่ละหลักแม้จะทำจากหินทรายแป้งเหมือนกัน แต่องค์ประกอบภายในแตกต่างกัน ไม่สามารถจำแนกแยกแยะความแตกต่างระหว่างหลักหนึ่งที่จมดินอยู่ กับอีกหลักที่อยู่กลางแจ้งได้ และหากสร้างในสมัยสุโขทัยจริง ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

ธวัช ปุณโณทก ได้สรุปในด้านการวิพากษ์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงไว้ว่า

“ข้อความพิรุธในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่คุณไมเคิล ไรท์ ศาสตราจารย์ ไมเคิล วิกเกอร์รีและ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ และนักวิชาการหัวก้าวหน้าอีกจำนวนหนึ่ง...อยู่ในลักษณะไม่ยอมเข้าใจสังคมสมัยอดีต จึงเอาทัศนของคนปัจจุบันไปวิพากษ์เนื้อความและคำไทยโบราณในจารึก...นั่นคือเอาแว่นปัจจุบันส่องหาอดีต...อีกประการหนึ่งศิลาจารึกเป็นเพียงกิตติกรรมประกาศ ผู้สร้างศิลาจารึกมิได้มีวัตถุประสงค์จะเขียนประวัติศาสตร์...ดังนั้นคนรุ่นใหม่มักจะเข้าใจผิดและพยายามกล่าวอ้าง ศิลาจารึกเป็นเพียงพระราชโองการประกาศให้สาธารณชนทราบ...ฉะนั้นเนื้อความในศิลาจารึกนั้นได้รับการพิสูจน์จากคนในยุคนั้น หากเป็นเนื้อความที่ยุคนั้นสมัยนั้นยอมรับไม่ได้ เมื่อผู้สร้างศิลาจารึกหมดอำนาจ คนในมัยคมนั้นย่อมจะทำลายไปแล้ว คงไม่เหลือมาจนถึงปัจจุบัน” (ธวัช ปุณโณทก. ๒๕๔๓ : ๗๕)

จากที่กล่าวมา จึงพอสรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยหรือสร้างขึ้นในภายหลังอย่างเด็ดขาด

ข้อสังเกตุด้านตัวอักษร

อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตให้ข้อสังเกตด้านสัณฐานของตัวอักษรปรากฏในศิลาจารึกวัดบางสนุก พบที่วัดบางสนุก อ.วังชิ้น จ.แพร่ ค้นพบเมื่อ ๒๔๘๔ ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวอักษรของศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง มีลักษณะคล้ายกันเป็นอย่างยิ่ง หากศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งไม่เกินปี พ.ศ. ๒๔๑๑ แล้วศิลาจารึกวัดบางสนุกที่ค้นพบในภายหลัง คือ พ.ศ. ๒๔๘๔ จะมีสัณฐานของตัวอักษรเหมือนกันได้อย่างไร

ในทัศนะของผมเห็นว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง สร้างในสมัยสุโขทัย และการจารึกนั้นไม่ได้จารึกพร้อมกันครั้งเดียว ข้อความในศิลาจารึก จารึกต่อกันเรื่อยมาอย่างน้อย ๓ สมัย สังเกตได้จากสัณฐานของตัวอักษรที่ไม่เหมือนกันของจารึก หรือกล่าวได้ว่าลายมือไม่เหมือนกัน

ภาพที่ เปรียบเทียบตัวอักษรศิลาจารึกวัดบางสนุก (ซ้าย) และศิลาจารึกหลักที่ ๑ (ขวา)

หนังสือประกอบการเขียน

หนังสือ

กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ . กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๒๙. กรมศิลปากร. จารึกสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๒๗. กรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๔๘. กรมศิลปากร. ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหง. กรุงเทพฯ : สำนักงานหาสมุดแห่งชาติกรมศิลปากร. ๒๕๔๗. กรมศิลปากร. ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ จารึกพ่อขุนรามคำแหง. กรุงเทพฯ :หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.๒๕๓๓. กรรณิการ์ วิมลเกษม. ตำราเรียนอักษรไทยโบราณ อักษรขอมไทย อักษรล้านนา อักษรธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: นิติธรรมการพิมพ์. ๒๕๕๒. ไกรฤกษ์ นานา. สยามกู้อิสรภาพตนเอง ทางออกและวิธีการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง เกิดจากพระราชกุศโลบายของพระเจ้าแผ่นดิน. กรุงเทพ : มติชน. ๒๕๕๐. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ. พระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการประดิษฐ์อักษร. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.๒๕๕๕. ปวเรศวริยาลงกรณ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. ขอมและไทยโบราณ อักษรจารึกในเสาศิลา ณเมืองสุโขทัย และ อภินิหารการประจักษ์. กรุงเทพฯ : สำนักงานสงเสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. ๒๕๓๔. ประเสริฐ ณ นคร. ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด : รวมบทนิพนธ์ " เสาหลักทางวิชาการ" ของ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร. กรุงเทพฯ : มติชน. ๒๕๔๙. พิริยะ ไกรฤกษ์. ศิลปะสุโขทัยและอยุธยา : ภาพลักษณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง. ๒๕๔๕. พิริยะ ไกรฤกษ์. จารึกพ่อขุนรามคำแหง การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊ฟ. ๒๕๓๒. เทพ สุนทรศาลทูล. วิจัยข้อเท็จจริงเรื่องศิลาจารึกอักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พระนารายณ์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์. ธวัช ปุณโณทก. การอ่านจารึกสมัยต่างๆ. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.๒๕๕๒. ธวัช ปุณโณทก. คู่มือประกอบการเรียน วิชาการอ่านจารึกสมัยต่างๆ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.๒๕๓๕. ธวัช ปุณโณทก. ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (หลักที่ ๑) ไม่มีปัญญาชนผู้ใดปลอมได้. ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ ๒๑.ฉบับที่ ๑๒ (ต.ค. ๒๕๔๓) หน้า. ๗๒ – ๘๐. ๒๕๔๓. ธวัช ปุณโณทก. อักษรไทยโบราณ ลายสือไทย และวิวัฒนาการของชนชาติไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๗. ธิดา สารยา. “วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ “สุโขทัย” : ทบทวนใหม่”, ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ พลิกประวัติศาสตร์สุโขทัย. กรุงเทพฯ : มติชน ๒๕๔๐. น้อมนิจ วงศ์สุทธิธรรม. วรรณคดีสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๔. วิโรจน์ ผดุงสุนทรารักษ์. อักษรไทยและอักษรขอม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๔๗. เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว. ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง. กรุงเทพฯ : ศิริมิตรการพิมพ์. ๒๕๑๕. สุจิตต์ วงษ์เทศ., บรรณาธิการ. วรรณกรรมการเมืองเรื่อง "อานุภาพพ่อขุนอุปถัมภ์" ศึกศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงไม่ได้แต่งยุคสุโขทัย. กรุงเทพฯ : มติชน. ๒๕๔๖. สุจิตต์ วงษ์เทศ. รามคำแหง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์การเวก. ๒๕๒๐. สุจิตต์ วงษ์เทศ. สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย. กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา. ๒๕๒๖. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ศรีทวารวดีถึงศรีรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ. ๒๕๓๗. สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ. ๒๕๔๙. อโนทัย อาตมา. วิพากษ์คดี ‘ศิลาจารึกพ่อขุนราม’ บ้างก็ว่าปลอม บ้างก็ว่าจริง. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.

๒๕๔๗.

สื่อออนไลน์

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, ศุภรัตน์ ตี่คะกุล.จดหมายเหตุกรุงศรีฯ เมืองโบราณลุ่มแม่น้ำยม. สื่อออนไลน์.http://www.krungsri.com /KrungsriDocumentlary /july51.htm. วันที่ค้นข้อมูล : ๘ สิงหาคม๒๕๕๖. ชัชวาล ปุญปัน. ข้อพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สื่อออนไลน์.http://www.reocities.com/midnight2544/newpage22.html. สืบค้นเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน). ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. สื่อออนไลน์.http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/index.php. สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖.