​คุยเรื่องเกษตรอินทรีย์-วิถีพอเพียง โดยลุงธเนศ

            หลังจากที่ผมได้เขียนเอกสาร "คุยเฟื่องเรื่องปลูกต้นไม้" เผยแพร่ไปแล้ว  มีแฟนคลับที่สนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ที่ผมกำลังทำอย่างต่อเนื่อง อยากได้ความรู้เรื่องนี้ ผมเลยทำเอกสารชุดที่ 2 นี้ขึ้นมา  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อ  ในเรื่อง "คุยเรื่องเกษตรอินทรีย์ - วิถีพอเพียง" ลองอ่านดูนะครับ...  
                                                                 

          เกษตรอินทรีย์คือ การทำเกษตรที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อมโดยเน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมนชีวภาพ เชื้อราชีวภาพไล่แมลงศัตรูพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครวมทั้งไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหลังเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ.2551 ผมได้ดำรงชีวิตอย่างพอเพียงด้วยการทำสิ่งที่ชอบ 5 เรื่องใหญ่ๆคือ ปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และช่วยเหลือสังคม ทำให้ผมมีใจสงบ เยือกเย็น และมีความสุขขึ้นมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลูกต้นไม้ และการทำโครงการแจกต้นไม้ไปปลูกเพื่อลดโลกร้อนและสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง หลายปีที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้ผมและคนรอบข้าง มีความสุขจากการเป็นผู้ให้ รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นแล้ว ยังสามารถจูงใจให้คนรักต้นไม้ได้มากขึ้น
                                         

          บทเรียนจากการปลูกต้นไม้ที่ผ่านมาช่วยหล่อหลอมให้ผมเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของการทำเกษตรแบบอินทรีย์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และได้ถือปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิตปกติไปแล้ว ผมได้ไปอบรม เรียนรู้ ได้ทดลอง ปรับประยุกต์ ต่อยอด พัฒนาเทคนิควิธีการปลูก ดูแลต้นไม้ให้ก้าวหน้าตลอดเวลา
ตอนนี้ผมสามารถทดลองทำปุ๋ยชีวภาพ ดินหมักชีวภาพ ฮอร์โมนชีวภาพ เชื้อราชีวภาพ ตามแนวเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง และนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหลายชนิด อาทิ จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปุ๋ยน้ำชีวภาพมูลค้างคาว ดินหมักสูตรพิเศษ ฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนจานด่วน เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า และเชื้อราบิวเวอเรีย จึงอยากนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ท่านได้ลองไปทำ และนำไปประยุกต์ใช้กัน พอสังเขปดังนี้
      1. จุลินทรีย์หน่อกล้วย เป็นจุลินทรีย์ชีวภาพทำจากหน่อกล้วยธรรมชาติ ใช้ปรับปรุงบำรุงดิน ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ทำความสะอาด ดับกลิ่นห้องน้ำ ท่อระบายนำ คูคลอง คอกสัตว์ และสามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยหรือฮอร์โมนชีวภาพอื่นได้ทุกตัว เพื่อช่วยเร่งให้ปุ๋ยหรือฮอร์โมนเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
        การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะเริ่มจากการทำหัวเชื้อ โดยนำหน่อกล้วยเน้นที่เหง้าและรากมีดินติดบ้างเล็กน้อยก็ได้ สับให้ละเอียด แล้วคลุกกับกากน้ำตาล หมักไว้ 7 วัน แล้วคั้นเอาแต่น้ำเป็นหัวเชื้อ เพื่อนำไปสู่สูตรขยาย โดยนำต้นกล้วยสับให้ละเอียด ใส่ในถังหมัก ใส่น้ำสะอาด พร้อมจุลินทรีย์หัวเชื้อ(ที่หมักไว้) ใส่ยาคูลท์ 1 ขวด แป้งข้าวหมาก 1 ลูกเพื่อเร่งเชื้อจุลินทรีย์ คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 5 วัน ก็สามารถคั้นน้ำไปใช้ได้ ในอัตราส่วน 1 ซี.ซี ต่อน้ำ 1 ลิตร และสามารถขยายต่อไปได้เรื่อยๆ
      2. ปุ๋ยชีวภาพมูลค้างคาว เป็นปุ๋ยน้ำที่หมักจากมูลค้างคาวด้วยวิธีธรรมชาติ ปลอดภัยผู้ใช้ ใช้บำรุงพืชผล เพื่อให้ไม้ผลที่ติดลูกมีขั้วเหนียวไม่หลุดร่วง ใช้เร่งสีไม้ผลให้ดูสวย และเพิ่มความหวานของผลไม้ด้วย รวมทั้งสามารถใช้รองก้นหลุมก่อนปลูกได้ด้วย
        การทำปุ๋ยชีวภาพมูลค้างคาวใช้วัสดุ 4 อย่างคือ มูลค้างคาว(แท้) กากน้ำตาล น้ำ และจุลินทรีย์หน่อกล้วย โดยละลายกากน้ำตาลกับน้ำ แล้วเทมูลค้างคาว และจุลินทรีย์หน่อกล้วย ผสมเข้าไป หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้ ในอัตราส่วน 1 ซี.ซี.ต่อน้ำ 1 ลิตร สำหรับไม้ที่ติดผลแล้วต้องฉีด 15 วันต่อครั้ง หากฉีดบ่อยผลจะแตกเพราะแรงมาก 
      3. ดินหมักสูตรพิเศษ เป็นดินสูตรพิเศษที่ผมคิดค้น ทดลองใช้ และปรับปรุงมาเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพใช้ได้ดีทีเดียว ผมเลยเรียกว่า “ดินลุงธเนศ สูตรพิเศษ” โดยมีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติหลายชนิดคือ ดิน 2 ส่วน ปุ๋ยคอก แกลบดำ ขุยมะพร้าว โดโลไมท์ อย่างละส่วน แล้วเติมจุลินทรีย์หน่อกล้วย และไตรโคเดอร์ม่าลงไป ใส่น้ำลงไปเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน ต้องระวังไม่ให้แฉะ ให้เห็นถึงความชุ่มชื้นแต่ร่วนซุย แล้วนำไปหมักใส่ลงในกระสอบปุ๋ยที่มีความโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ ไม่ต้องใส่เต็มถุง มัดปากถุงให้โปร่งๆ วางในร่มไม่ให้ถูกน้ำแต่ให้อากาศถ่ายเทได้ ทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วันจึงเอาไปใช้ปลูกหรือรองก้นหลุมได้
     4. ฮอร์โมนไข่ หมักจากไข่ไก่ และวัสดุธรรมชาติ ค่อนข้างลงทุนสูง แต่ก็มีประสิทธิภาพสูง ใช้บำรุงต้นพืชได้ตั้งแต่ยังเล็กให้เติบโตแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคและแมลงได้ดี รวมทั้งเพิ่มขนาดและรสชาติผลผลิตให้ดีขึ้นด้วย ถ้าใช้ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะเพิ่มคุณภาพมากขึ้น
       การทำฮอร์โมนไข่ ให้ใช้ไข่ไก่ทั้งเปลือกบดหรือปั่นให้ละเอียด ผสมกับกากน้ำตาล ยาคูลท์ 1 ขวด และแป้งข้าวหมากบดละเอียด 1 ลูก (ไม่ต้องใส่น้ำ) คลุกให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 14 วัน สามารถนำไปใช้ได้ อัตราการใช้ 1 ซี.ซี.ต่อน้ำ 1 ลิตร เป็นฮอร์โมนที่แรงมาก ไม่ควรใส่เกินอัตราส่วนที่กำหนด
      5. ฮอร์โมนจานด่วน เป็นฮอร์โมนสูตรเด็ด ที่ใช้แทนจุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่ได้เลย การทำค่อนข้างลงทุนสูงหน่อย แต่ได้ประโยชน์คุ้มค่า เหมาะทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ผล สำหรับไม้ผลควรใช้เมื่อติดดอกออกผลแล้ว 
       การทำฮอร์โมนจานด่วน ให้ใช้นมจืด(นมกล่อง) 3 ส่วน ผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่อย่างละส่วน ผสมให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 14 วัน นำไปใช้ได้ ในอัตราส่วน 1 ซี.ซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร
       6. เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เป็นเชื้อราที่หมักจากธรรมชาติ ปลอดภัยผู้ใช้ ใช้ฆ่าเชื้อราในดินและเชื้อราในต้นพืชผักทุกชนิด รวมทั้งใช้ในการหมักแปลงหรือรองก้นหลุม ห้ามใช้ร่วมกับเชื้อราบิวเวอเรีย เพราะเป็นเชื้อราเหมือนกันจะฆ่ากันเอง 
       การทำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ให้ละลายกากน้ำตาลกับน้ำ แล้วโรยหัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่าที่ผิวหน้า เขย่าเบาๆไม่ต้องคน ปิดฝาทิ้งไว้อย่างน้อย 48 ชั่วโมง ก็สามารถนำไปใช้ได้ ในอัตราส่วน 1 ซี.ซี ต่อน้ำ 1 ลิตร การทำเชื้อราไตรโครเดอร์ม่ารอบต่อไปก็ใช้วิธีเดียวกันโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาที่ทำไว้แล้วลงไปผสมแทนหัวเชื้อได้เลย
       7. เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นเชื้อราที่หมักจากธรรมชาติ ปลอดภัยผู้ใช้ ใช้กำจัดเพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว หนอน แมลงปากกัดและดูดทุกชนิด(ห้ามใช้ร่วมกับไตรโคเดอร์ม่า)
       การทำเชื้อราบิวเวอเรีย ให้ต้มน้ำให้เดือด แล้วละลายแป้งข้าวโพดในน้ำเย็นเทลงในหม้อต้มน้ำที่เดือด คนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน จนแป้งสุกและเหลวพอๆกับน้ำลาดหน้า แล้วยกลง ทิ้งไว้ 1 คืน ให้แป้งเย็น แล้วโรยหัวเชื้อบิวเวอเรียลงไป เขย่าเบาๆ ไม่ต้องคน ปิดฝาทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน สามารถนำไปใช้ได้ ในอัตราส่วน 1 ซี.ซี.ต่อน้ำ 1 ลิตร การทำเชื้อราบิวเวอเรียรอบต่อไปก็ใช้วิธีเดียวกันโดยใช้เชื้อราบิวเวอเรียที่ทำไว้แล้วลงไปผสมได้เลย

        กล่าวโดยสรุป การทำเกษตรอินทรีย์อาจให้ผลได้ไม่รวดเร็วทันใจเหมือนใช้สารเคมี ดังนั้นผู้ผลิต ผู้ใช้จึงต้องใช้ความอดทน หมั่นเรียนรู้และปรับประยุกต์ไปเรื่อยๆก็จะเกิดผลดีอย่างยั่งยืนทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค สร้างความสมดุลในระบบนิเวศและทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นในระยะยาว อันจะก่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยได้อย่างถ้วนทั่ว 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (0)