การใช้จุลินทรีย์พลายแก้วปราบโรคแคงเกอร์แตกต่างจากจุลินทรีย์หมักกากน้ำตาล


จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วที่ค้นพบโดยนายพลายแก้ว เพชรบ่อแก นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นได้ช่วยทำงานปัญหาพิเศษกับท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น เกิดความอยากรู้ว่าในส้มตำจะมีเชื้ออะไรอยู่บ้าง จึงได้นำมาแยกเชื้อและได้เจ้าบาซิลลัส พลายแก้วจากกุ้งแห้งโดยบังเอิญ ซึ่งพบว่ารอบๆบริเวณโคโลนีของบาซิลลัสพลายแก้วไม่มีเขื้อราใดๆ สามารถเจริญเติบโตเข้าใกล้ได้จึงได้นำมาปรึกษากับท่านอาจารย์ดีพร้อม

จากนั้นเมื่อได้เชื้อมาท่านอาจารย์จึงให้นายปรเมษ ขวัญอยู่ นิสิตภาควิชาจุลชีววิทยา ทำการทดสอบประสิทธิภาพเชื้อว่าสามารถจะมีความสามารถในการยับยั้งทำลายเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ด้วยได้หรือไม่ ผลการทดลองปรากฎว่าเจ้าบีเอสพลายแก้วนั้นมีประสิทธิภาพดีมากๆในการที่จะยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้หลากหลายชนิด และต่อมาท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติได้พัฒนาเผยแพร่ในวงการเกษตร ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักเพาะเห็ดในการปราบเชื้อราเขียว ราดำ ราส้ม ราเมือก ฯลฯช่วยทำให้นักเพาะเห็ดอาชีพปลดเปลื้องความทุกข์จากการแก้ปัญหาโรคเห็ดแบบไม่ต้องทิ้งก้อนนำไปนึ่งใหม่ เพราะเห็ดก็จัดว่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ถ้านำยาฆ่าเชื้อราในพืชมาฆ่าเชื้อราเห็ด เห็ดก็จะตายตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เชื้อบีเอสพลายแก้วโด่งดังมากๆในวงการเพาะเห็ด

ต่อมาท่านอาจารย์ดีพร้อม ให้นิสิตในภาควิชาอีกท่านหนึ่งคือคุณศุภศิทธ์ เปรมัสเสถียร ไปทำการทดลองหาสูตรที่ขยายจำนวนเชื้อง่ายๆแบบชาวบ้านเพื่อที่จะได้ประหยัดต้นทุน จึงได้สูตรที่คัดเลือกอย่างดีแล้วมาหกถึงเจ็ดสูตรจากตัวอย่างการทดสอบหลากหลายสูตรดังที่ได้ทราบกัน (สามารถดูย้อนหลังได้ใน www.thaigreenagro.com) ต่อมามีการนำเชื้อบีเอสพลายแก้วไปทดสอบในการปราบเชื้อแบคทีเรียแซนโธโมแนส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้มและมะนาว นับเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาโรคแคงเกอร์ในแนวทางชีวภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งโรคกุ้งแห้งในพริกก็ด้วยเช่นกันซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเชื้อราคอลเล็คโทรทริคุ่ม หรือบางพื้นที่เรียกโรคแอนแทรกโนสนั่นเอง

การนำจุลิทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกมาโดยเฉพาะอย่างบาซิลลัสพลายแก้วนี้จึงมีความโดดเด่นและแตกต่างอย่างมากนะครับกับการนำจุลิทรีย์รวมๆหลากหลายชนิดมาหมักขยายกับกากน้ำตาลแล้วนำไปฉีดพ่น เพราะชนิดของจุลิทรีย์ที่อยู่รวมกันมีหลากหลายและมีทั้งชนิดที่ใช้อ๊อกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน อีกทั้งกากน้ำตาลนั้นยังเป็นอาหารของยีสต์ รา โปรโตซัว จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆที่ไม่ค่อยมีบทบาทในการรักษาโรคมากนัก และบางครั้งอาจสร้างจุลินทรีย์ก่อโรคเพิ่มเข้ามาอีกด้วย แล้วก็มาแย่งใช้แหล่งอาหารและพลังงานด้วยจึงยิ่งทำให้จุลินทรีย์ที่เราต้องการอาจจะลดน้อยถอยลงไปมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายพี่น้องเกษตรกรต้องใช้ดุลยพินิจให้มากๆ นะครับในการที่จะนำจุลินทรีย์ที่หมักขยายกับกากน้ำตาลซึ่งจะมีความโดดเด่นในเรื่องการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุช่วยในการทำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหรือแก้น้ำเน่าเสียจากบ่อบำบัดเสียมากกว่า จึงเกรงว่าอาจจะทำความเสียหายทำให้เกิดการระบาดลุกลามของโรคพืชมากยิ่งขึ้นอันนี้ก็ต้องลองพิจารณากันไว้บ้างก็ดีนะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

หมายเลขบันทึก: 575976เขียนเมื่อ 9 กันยายน 2014 15:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 กันยายน 2014 15:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี