บันทึกชุด “สอนอย่างมือชั้นครู” ๓๔ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Teaching at Its Best : A Research-Based Resource for College Instructors เขียนโดย Linda B. Nilson ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ปรับปรุงครั้งที่ ๓ ผมขอเสนอให้อาจารย์ในสถาบันการศึกษาไทยทุกคน หาหนังสือเล่มนี้อ่านเอง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะหากติดตามอ่านจากบันทึกใน บล็อก ของผม ซึ่งลงสัปดาห์ละตอน จะใช้เวลากว่าครึ่งปี และการอ่านบันทึกของผมจะแตกต่างจากการอ่านฉบับแปล หรืออ่านจากต้นฉบับโดยตรง เพราะบันทึกของผมเขียนแบบตีความ ไม่ได้ครอบคลุมสาระทั้งหมดในหนังสือ

          ตอนที่ ๘ นี้ ตีความจาก Part Two : Managing Your Courses มี ๕ บท ตอนที่ ๘ ตีความจากบทที่ 7. Preventing and Responding to Classroom Inactivity

          สรุปได้ว่า อาจารย์ต้องมีทักษะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติที่ก่อกวนชั้นเรียน โดยพัฒนาบุคลิกที่น่าเคารพนับถือของตนเอง ร่วมกับนักศึกษากำหนดกติกาของห้องเรียน และจัดการผู้ละเมิด ทันที ไม่ปล่อยให้คาราคาซังและลุกลาม ทั้งหมดนี้ อาจารย์ดำเนินการภายใต้ความเข้าใจร่วมกันกับนักศึกษาว่า เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักศึกษาเอง

          เมื่ออ่านอารัมภบทของบทนี้ ผมตกใจว่านักศึกษาอเมริกันร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือในเรื่องพฤติกรรม ไร้มรรยาท ผมนึกไม่ถึงว่าพฤติกรรมไร้มรรยาทในการเรียนจะยาวเหยียดถึงขนาดนั้น และคิดว่าอาจารย์ไทย ยังโชคดีกว่า เพราะถึงแม้จะมีนักศึกษาไม่ตั้งใจเรียนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคายในชั้นเรียน เช่นสวม ชุดนอนมาเรียน และที่ร้ายที่สุดคือทำร้ายกัน จนถึงฆ่ากัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เกิดนานๆ ครั้ง

          ผู้เขียนบอกว่าพฤติกรรมไร้มรรยาทในชั้นเรียนเพิ่งมาระบาดหนักในมหาวิทยาลัยอเมริกาในช่วง ทศวรรษที่ ๘๐ นี้เอง และอธิบายสาเหตุว่าเป็นเพราะสังคมและนักศึกษา มองการศึกษาเป็นสินค้าที่ตนใช้เงินซื้อ และมองอาจารย์เป็น “ผู้ให้บริการ” และตนเองเป็น “ผู้บริโภค” รวมทั้งสังคมวัตถุนิยมมีโลภโกรธหลงมากและรุนแรง มีข่าวความไร้จริยธรรมของผู้มีอำนาจในสังคมออกมาในสื่อมวลชนบ่อย จนทำให้ผู้คนหย่อน ความเคารพหรือเชื่อถือต่อผู้มีอำนาจ เป็นโรคติดต่อมายังเยาวชน เกิดกระแสต่อต้านผู้มีอำนาจ


ป้องกันพฤติกรรมไร้มรรยาทในห้องเรียน

          หลักการคือต้องสร้างความรู้สึกเคารพยำเกรง และในขณะเดียวกันก็ให้นักศึกษารู้สึกว่าอาจารย์มีความ เมตตา เอาใจใส่ต่อศิษย์ และพร้อมที่จะช่วยเหลือนักศึกษา

          อาจารย์ต้องรู้จักนิสัยของตนเอง ถ้าเป็นคนใจดี ต้องฝึกบุคลิกของตนเองให้เป็นคนน่าเชื่อถือเคารพยำเกรง และมีความเมตตาในขณะเดียวกัน ทั้งด้านท่าทาง การแต่งกายที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นทางการ น้ำเสียง รวมทั้งมีวิธีสื่อสารเพื่อสร้างความ น่าเชื่อถือ ในวิชาความรู้ที่ตนสอน แต่ต้องไม่เป็นการคุยโม้โอ้อวด

          หากอาจารย์มีนิสัยเข้มงวดและดุ ก็ต้องฝึกบุคลิกให้นักศึกษารู้สึกสบายใจที่จะเข้าหาขอคำปรึกษา โดยแต่งกายให้ดูไม่เป็นทางการมากนัก ฝึกพูดให้เสียงนุ่มลง แสดงท่าทีผ่อนคลายขณะสอน หาโอกาสคุย ส่วนตัวกับนักศึกษา เพื่อสร้างความคุ้นเคย

          อะไรก็ไม่มีคุณค่าเท่าความเมตตาหวังดี ที่แสดงออกทั้งทางวาจา และทางอวัจนะภาษา ความจริงใจ และการสอนแบบสื่อสารสองทาง (interactive teaching)

          นั่นคือ การป้องกันพฤติกรรมไร้มรรยาท และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ที่ดี ที่มาจากฝั่งอาจารย์ อันจะมีผล ทางจิตวิทยาต่อนักศึกษา

          ต้องมีการป้องกัน และส่งเสริม จากฝั่งนักศึกษาเองด้วย โดยอาจารย์ชวนนักศึกษาให้ทำกระบวนการ ร่วมกันกำหนดกติกา หรือข้อตกลง ความประพฤติและความรับผิดชอบในห้องเรียน ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ใน ผลการเรียนของตัวนักศึกษาเองเป็นหลัก โดยอาจารย์ต้องมีวิธีอธิบายว่าแต่ละข้อตกลงมีความหมาย ต่อผล การเรียนของนักศึกษาอย่างไร กิจกรรมนี้ควรทำในวันแรกของชั้นเรียน

          ข้อตกลงนี้ อาจเรียกว่า กติกาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิของนักศึกษา โดยในกระบวนการยกร่าง หรือทำความตกลง นักศึกษาจะค่อยๆ ตระหนักว่า สิทธิย่อมคู่กันกับความรับผิดชอบ สิทธิในการที่จะได้ มีห้องเรียนที่เป็นระเบียบเรียบร้อยน่าเข้าเรียน ย่อมคู่กันกับความรับผิดชอบร่วมกันที่นักศึกษาจะต้องไม่ละเมิด กติกาที่ตกลงกัน สิทธิที่จะได้รับการประเมินอย่างแม่นยำ ย่อมคู่กันกับการทำข้อสอบหรือชิ้นงานอย่างเต็มความ สามารถ สิทธิที่จะได้รับ feedback ที่ดีและในเวลาที่เหมาะสม ย่อมคู่กับการส่งการบ้านหรือชิ้นงานตรงเวลา และนำเอา feedback ไปปรับปรุงการเรียน ฯลฯ

          เมื่อมีกติกาแล้ว อาจารย์จะต้องช่วยกันกับนักศึกษาส่วนใหญ่ จัดการผู้ละเมิดอย่างเอาจริงเอาจัง และที่สำคัญกว่านั้น คือใช้จิตวิทยาเชิงบวก ให้รางวัลแก่พฤติกรรมเชิงบวก เช่น กล่าวคำขอบคุณนักศึกษาที่ มาเรียนตรงเวลา และเริ่มชั้นเรียนทันที ไม่รอคนมาสาย


พฤติกรรมดีสร้างได้

          โดยอาจารย์เป็นฝ่ายริเริ่ม ฝ่ายรุก หรือทำเป็นตัวอย่าง หรือพึงตระหนักว่า บ่อยครั้งความไม่เป็น ระเบียบเรียบร้อยในชั้นเรียน เริ่มจากความไม่เอาไหนของอาจารย์เอง เช่น ความหยาบคาย เสียดสี ลดตัวงมาเล่นหัวกับนักศึกษา ไม่สนใจ ไม่ไวต่อความรู้สึก ไม่ยืดหยุ่น กล่าวคือ กิริยามารยาทที่ไม่ดีของอาจารย์ จะเป็นตัวก่อพฤติกรรมไม่ดีของนักศึกษา และในทางตรงกันข้าม ความสุภาพ และพฤติกรรมดีอื่นๆ จะสร้าง พฤติกรรมดีของนักศึกษา แม้จะไม่เสมอไป

          ตัวอย่างเช่น ถ้าอาจารย์ไม่ต้องการให้นักศึกษาพูดแทรกระหว่างที่เพื่อนกำลังพูดเสนอความเห็น ในชั้นเรียนอยู่ อาจารย์ต้องไม่พูดแทรกหรือพูดตัดบท เป็นตัวอย่างไม่ดี หากต้องการให้นักศึกษาตรงต่อเวลา อาจารย์ต้องมาที่ห้องเรียนก่อนเวลา และเตรียมเขียนกระดานหน้าชั้นไว้ล่วงหน้า เป็นต้น

          ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกา จากความเห็นของนักศึกษา บอกว่าพฤติกรรมของอาจารย์ที่ ไม่สบอารมณ์ของนักศึกษา ที่พบบ่อย ๖ อย่างคือ (๑) เข้าห้องเรียนสาย (๒) ไม่อยู่ที่ห้องตามเวลาที่บอกไว้ (๓)ดูถูกนักศึกษา ว่าโง่ (๔) ไม่รู้จักนักศึกษา (๕) พูดกับกระดานดำ ไม่พูดกับนักศึกษา หรือยืนบังข้อความ ในกระดาน (๖) ไม่ดำเนินตามเอกสารรายวิชา พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ข้ออื่นๆ ที่นักศึกษากล่าวถึง ได้แก่ (๗) ไม่เตรียมตัวสอน (๘) ไม่เป็นระบบระเบียบ (๙) สอนเข้าใจยาก (๑๐) ไม่กำกับดูแลชั้นเรียน (๑๑) บรรยายเร็วเกิน (๑๒) พูดเสียงเบาและไม่มีจังหวะ ไม่มีการเน้น (๑๓) บรรยายแบบอ่านบันทึกการสอน (๑๔) เริ่มสอนก่อนเวลา และเลิกช้า (๑๕) ไม่ตรวจการบ้าน (๑๖) ให้การบ้านมากเกินไป

          หลังจากทำข้อตกลงในชั้นเรียนวันแรก ว่านักศึกษาไม่ควรประพฤติอย่างไรในชั้นเรียนแล้ว ในวันต่อมา อาจารย์ควรขอให้นักศึกษาร่วมกันบอกว่า ไม่อยากให้อาจารย์ทำอะไรบ้าง แล้วอาจารย์เอารายการเหล่านั้นมา พลิกกลับเป็นสิ่งที่อาจารย์ควรปฏิบัติ

          พฤติกรรมที่สำคัญที่อาจารย์จะทำคุณประโยชน์ต่อนักศึกษาไปตลอดชีวิตคือ การไม่ยอมรับผลงานที่ทำ แบบชุ่ยๆ หรือผลงานคุณภาพต่ำ อาจารย์ต้องบอกนักศึกษาอย่างชัดเจนว่า อาจารย์จะยอมรับผลงานที่ได้ มาตรฐานเท่านั้น ไม่ยอมรับผลงานคุณภาพต่ำอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นคือการทำลายอนาคตของนักศึกษา เพราะจะสร้างนิสัยทำงานชุ่ยๆ แบบขอไปที ไม่เป็นคุณต่อชีวิตระยะยาว


ทำให้ชั้นเรียนน่าสนใจ

           นี่คือทักษะที่อาจารย์จะต้องฝึกฝน และหมั่นปรับปรุง และจะกล่าวโดยละเอียดในหนังสือบทที่ ๑๒ ได้แก่ (๑) ฝึกการออกเสียงให้ชัดเจนน่าฟัง มีจังหวะ มีการเน้น เร็วช้าเหมาะสม (๒) ใช้ภาษากาย สีหน้าท่าทาง การเคลื่อนไหว (๓) ใช้เครื่องช่วยโสตทัศน์ ช่วยอำนวยความเข้าใจ และความน่าสนใจ (๔) ฝึกทักษะในการจัด บรรยากาศ อารมณ์ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย (๕) ฝึกลดหรือขจัดการพูดแบบติดอ่างเอ้ออ้า (๖) ไม่พูดยาวจนน่าเบื่อ


จัดการพฤติกรรมไร้มรรยาท

           เมื่อโดนนักเรียนลองดีในห้องเรียน อย่าแสดงท่าทีหรืออารมณ์โกรธ ให้ตั้งสติให้ดี หายใจยาวๆ อย่าอารมณ์เสีย เพราะเท่ากับเป็นการงับเหยื่อที่นักศึกษาล่อ และรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน มาตรการจะต้องยิ่งแรงขึ้น

          ด้วยสีหน้ายิ้มๆ และท่าทางเอาจริง บอกนักศึกษาให้หยุดพฤติกรรมก่อกวน โดยเป้าหมายสำคัญคือ รักษาบรรยากาศของห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาทั้งห้อง

ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า คำแนะนำตามในหนังสือที่จะสรุปดังต่อไปนี้ อยู่บนฐานของวัฒนธรรม อเมริกัน หากจะใช้กับนักศึกษาไทยควรปรับให้เข้ากับนักศึกษาไทย โดยอาจารย์ต้องเข้าใจความรู้สึกนึกคิด ของนักศึกษากลุ่มนั้นๆ ต้องระมัดระวังว่า ในบางเรื่องนักศึกษาอาจคิดไม่เหมือนอาจารย์ ต้องระมัดระวัง ไม่ให้ช่องว่างระหว่างวัย ก่อปัญหาลุกลาม

            ขอเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวว่า หลักการที่ควรยึดถือคือ (๑) ความเมตตาเจือเด็ดขาด (๒) มีข้อมูล ประกอบ (๓) จัดการเป็นกรณีๆ ไป คือแยกแยะระหว่างนักศึกษาที่มีความจำเป็นจริงๆ นักศึกษาที่ไม่มีวินัย ควบคุมตัวเองไม่ได้ ออกจากนักศึกษาที่ชอบก่อกวน (๔) หาทางให้นักศึกษาร่วมแก้ปัญหา (๕) ยึดประโยชน์ของชั้นเรียนเป็นหลัก (๖) ระมัดระวัง อย่าให้เป็นการลุแก่โทสะ ลุแก่อำนาจ และทำเพื่อตนเอง ของตัวท่านเอง


นักเรียนคุยกันในชั้นเรียน

          ห้องเรียนสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกัน สมัยก่อนต้องเงียบ ทุกคนฟังครู สมัยนี้นักเรียนต้องคุย และปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดกัน แต่ในบางช่วงนักเรียนทั้งชั้นก็ต้องฟังเพื่อนคนหนึ่ง หรือฟังครู หากมีนักเรียนคุยกันระหว่างครูพูด วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือครูหยุดพูด ปล่อยให้เสียงคุยของนักเรียนดังไปทั่วห้อง เพื่อนๆ จะหันไปดู และนักเรียนที่คุยจะรู้ตัวและหยุดคุย

           อาจารย์อาจหยุดพูดพร้อมกับจ้องพร้อมรอยยิ้มไปยังนักศึกษาคู่ที่คุยกัน โดยเฉพาะคนที่กำลังพูด เป็นสัญญาณว่านักศึกษาผู้นั้นกำลังทำผิดข้อตกลงของชั้น หรือพร้อมกันนั้น อาจารย์เดินไปยังนักศึกษา ที่กำลังพูด หรืออาจทำให้เป็นเรื่องตลก โดยเชื้อเชิญให้นักศึกษาที่กำลังพูด ให้พูดต่อชั้นแทนอาจารย์ หรืออาจารย์อาจพูดว่า เรื่องที่อาจารย์กำลังพูดนี้นักศึกษาควรตั้งใจฟัง เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และจะออกข้อสอบ


เข้าเรียนสาย และ/หรือ ออกก่อน

           อาจารย์ต้องเริ่มสอนตรงเวลา และเลิกตรงเวลา หากนักศึกษามีนิสัยเข้าเรียนสาย อาจแก้โดยจัด การทดสอบแบบมีคะแนนเก็บ ตอนเริ่มเรียน หรือก่อนเลิกเรียนเล็กน้อย เพื่อแก้ปัญหานักศึกษาออกจากห้อง ก่อนกำหนด

            นักศึกษาอาจมีความจำเป็น เพราะติดทำงานหาเลี้ยงชีพ เพราะวิชาก่อนหน้าเลิกช้า หรือต้องรีบไป เรียนวิชาต่อไปซึ่งอยู่ไกล ฯลฯ อาจารย์ควรหาโอกาสถาม (นอกห้องเรียน) นักศึกษาที่มีปัญหาเรื้อรังและดูไม่ใช่คนเกเร หรืออาจถามจากเพื่อนสนิทของเขา

           หลักการคือ แก้ปัญหาเพื่อให้รบกวนการเรียนของชั้นให้น้อยที่สุด เช่นจัดที่นั่งให้ใกล้ประตูเข้าออก ทางที่ดีที่สุดคือ ทำความตกลง และร่วมกันกับนักศึกษา กำหนดกติกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันแรกของการเรียน วิชานี้


การทุจริต

           เรื่องนี้สำคัญมาก จนต้องแยกเป็นบทหนึ่งต่างหาก และอยู่ในบันทึกที่ ๙


ถามคำถามเพื่อเป็นการเฉลยการบ้าน

           นี่คือพฤติกรรมของนักศึกษาเจ้าเล่ห์ ที่ไม่ต้องการทำงานหนัก ต้องการคำเฉลยไว้ล่วงหน้า อาจารย์ ต้องฝึกไม่ตอบคำถามแบบนี้ ใช้วิธีตอบแบบตั้งคำถามกลับ เป็นแนวทางให้นักศึกษาไปคิดหรือค้นต่อเอง ทักษะในการ “ตอบแบบไม่ตอบ” เพื่อกระตุ้นการคิดหาคำตอบด้วยตัวเองของนักศึกษานี้ เป็นรูปแบบของ “การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑” และ “การทำหน้าที่ครูแห่งศตวรรษที่ ๒๑”


ตั้งคำถามและโต้แย้งไม่ยอมจบ

           นักศึกษาที่มีพฤติกรรมแบบนี้ เป็นคนมีปัญหาด้านจิตวิทยา อาจต้องการเรียกร้องความสนใจ หรือเป็นคนต่อต้านอำนาจ อาจารย์ควรตอบแบบตัดบท แล้วดำเนินการสอนต่อไป โดยกระซิบบอกนักศึกษา ให้มาคุยกับอาจารย์หลังเลิกเรียน แล้วอาจารย์บอกให้ทราบว่า พฤติกรรมเช่นนั้น เป็นการรบกวนการเรียนของชั้นเรียน

            อาจป้องกันพฤติกรรมเช่นนี้ โดยเปิดให้นักศึกษาเขียนตั้งคำถามใส่กล่องรับคำถาม แล้วอาจารย์เลือก คำถามดีๆ มาตอบในชั้นเรียนต่อไป หรืออาจเปิดให้นักศึกษาส่ง อีเมล์ มาถามอาจารย์โดยตรง หรือถามในเว็บไซต์ของชั้น


ตั้งคำถามเพื่อต้อนอาจารย์

            นักศึกษาแบบนี้ร้ายกว่าพวกตั้งคำถามและเถียงไม่ยอมจบ เพราะตั้งใจทำให้อาจารย์เสียหน้า วิธีแก้คือตั้งคำถามกลับ ว่าความเห็นหรือความรู้ของเขาในเรื่องนั้นเป็นอย่างไร พร้อมให้บอกแหล่งอ้างอิง รวมทั้งอาจารย์ต้องบอกนักศึกษาทั้งชั้นว่า ความเห็นของอาจารย์เป็นอย่างไร ยืนยันด้วยหลักฐานอะไร

           ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า อาจารย์ควรพลิกกลับสถานการณ์ให้กลายเป็นบวก คือให้ชั้นเรียนได้ พิจารณาความรู้จากหลากหลายแหล่ง และได้เรียนรู้วิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของความรู้และแหล่งความรู้ รวมทั้งได้เรียนรู้ว่า เรื่องที่ซับซ้อน สามารถมองได้หลายมุม และในเรื่องที่ซับซ้อนนั้น หนึ่งคำถามมีได้ หลายคำตอบ


ขอให้อาจารย์แก้เกรด

           เรื่องนี้อาจารย์ต้องทำความตกลงไว้ตั้งแต่วันแรกของชั้นเรียน ว่าทำได้หรือไม่ ทำอย่างไร คำแนะนำคือ ให้ทำได้ โดยต้องทำคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้เป็นหลักฐาน ว่าอาจารย์กับนักศึกษา ไม่ได้งุบงิบกันสองคน รวมทั้งต้องตกลงกันไว้ด้วยว่า การแก้เกรดของนักศึกษาคนเดียวทำได้หรือไม่ หากทำได้ ในกรณีใด ในกรณีใด หากจะแก้เกรดของนักศึกษาคนใดคนหนึ่ง ต้องแก้ทั้งห้อง การยื่นคำขอต้องยื่นภายใน ๔๘ ชั่วโมงหลังประกาศเกรด รวมทั้งต้องระบุคำโต้แย้ง พร้อมหลักฐานประกอบ (เช่น หนังสือ … หน้า …)

            ผมชอบยุทธศาสตร์ทำให้การแก้เกรดไม่เป็นความลับ คือต้องเปิดเผยโปร่งใส

            ในทางปฏิบัติ นักศึกษามักมาหาอาจารย์ด้วยอารมณ์ความรู้สึกผิดหวังหดหู่และสับสน เป็นหน้าที่ ของอาจารย์ ที่จะต้องปลอบโยนให้นักศึกษาคลายอารมณ์ดังกล่าว แล้วจึงเริ่มคุยกันเรื่องเกรด อาจต้องนัด วันรุ่งขึ้น หรือวันต่อไป แต่ไม่ควรปล่อยให้ช้ากว่านั้น ในการเจรจาอาจารย์ต้องแสดงท่าทีให้ความเห็นอกเห็นใจ และเมตตาให้มากที่สุด แต่ก็ต้องยึดมั่นในหลักการ และแม้เมื่อตกลงไม่แก้เกรด ก็ต้องหาทางให้นักศึกษา มีทางออกอย่างไม่เสียหน้า

           ในการเจรจาเรื่องต่างๆ กับนักศึกษา ให้ระมัดระวังการอยู่ในห้องมิดชิดสองต่อสอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีอาจารย์หนุ่มกับนักศึกษาสาว (หรือกลับกัน) ทางที่ดีอาจหาห้องที่ค่อนข้างเป็นที่สาธารณะ หรือให้มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย อาจเป็นเพื่อนอาจารย์หรือนักศึกษา


ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในชั้นเรียน

           สมัยนี้พฤติกรรมนี้ ปฏิบัติกันทั่วไป ไม่เฉพาะในห้องเรียน และจะสั่งห้ามก็คงไม่ได้ผล ทางที่ดีคือ ทำความเข้าใจกับนักศึกษา เมื่อถึงตอนสำคัญว่า ใครกำลังหลับขอให้ตื่น ใครกำลัง ไลน์กับเพื่อนขอให้หยุดก่อน เรากำลังทำความเข้าใจเรื่องสำคัญมาก หากไม่เข้าใจตอนนี้แล้ว บทเรียนต่อๆ ไปก็จะยาก หรือไม่เข้าใจลึกซึ้ง ตลอดไป

           คือให้ใช้ท่าทีช่วยรักษาผลประโยชน์ของนักศึกษา ให้เขาตั้งสติอยู่กับการเรียน โดยอาจารย์ใช้ท่าที เชิงบวก คอยให้สติศิษย์ เป็นระยะๆ


ขาดเรียน

           สาเหตุที่พบบ่อย ๓ ประการของการขาดเรียนคือ (๑) ไม่เช็คชื่อ และการขาดเรียนไม่มีผลต่อเกรด (๒) อาจารย์ไม่ได้เอาใจใส่การขาดเรียนของศิษย์ (๓) มีเนื้อหาให้เรียนที่อื่นอยู่แล้ว

           จะเห็นว่า นักศึกษาอเมริกัน ก็ไม่ได้ขยันหรือเป็นผู้รับผิดชอบสูงกว่านักศึกษาไทย

           แต่ผมก็มีความเห็นส่วนตัวว่า หากนักศึกษามีความรับผิดชอบ และเห็นว่าการเข้าชั้นเรียน ไม่จำเป็น สำหรับตน เพราะตนมีวิธีเรียนแบบอื่น อาจารย์ก็น่าจะอนุโลม ดังกรณีสมัยผมเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ ๒ กลุ่มที่ ๑ (หมายความว่าสอบได้คะแนนอยู่ในกลุ่มสูงสุดของชั้น) ในปี ๒๕๐๔ มีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่ออนันตสิน เตชะกำพุช ที่พวกเรานับถือว่าเป็นคนที่มีสมองอัจฉริยะ ชอบวิชาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ไม่สนใจเข้าเรียนวิชาอื่นๆ แต่ก็ติดตามความรู้และสอบได้ ช่วงหนึ่งอนันตสินหายหน้าไป ไม่มาเรียนเป็นเดือน เมื่อมาเรียนก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก บอกเพื่อนๆ ว่าตนทำโจทย์วิชาแคลคูลัสในตำราเรียนวิชานี้ จบหมดแล้ว อนันตสินเลือกเรียนสาขาฟิสิกส์ และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ได้ที่หนึ่งของชั้น และได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปเรียนต่อปริญญาเอก ต่อมาเป็น รองศาสตราจารย์ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           วิธีป้องกันการขาดเรียนของนักศึกษาในสมัยนี้ ต้องใช้หลายมาตรการประกอบกัน ได้แก่ สอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ ถาม-ตอบ หรือแสดงข้อคิดเห็น ที่ไม่เน้นถูก-ผิด แต่เน้นข้อคิดเห็นจากหลายมุมมอง, มีการทดสอบสั้นๆ บ่อยๆ และเก็บคะแนน, แบ่งกลุ่มทำงาน (ทำโจทย์) เป็นระยะๆ พร้อมกับให้นักศึกษาผลัดกันให้คะแนนผลงาน, ฯลฯ


แสดงความไม่เคารพในกรณีทั่วๆ ไป

          นี่คือการแสดงนิสัยอันธพาล ต่อต้านผู้มีอำนาจ ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องของปัญหาทางอารมณ์ที่อยู่ลึกๆ ในตัวนักศึกษาผู้นั้น

           แม้การกระทำที่ก่อกวนซ้ำๆ จะสร้างความเดือดร้อน ผมเองมีความเห็นว่า อาจารย์ควรทำความเข้าใจ จิตใจมนุษย์ที่มีปัญหา ให้ความเมตตาเห็นอกเห็นใจ (อยู่เงียบๆ) โดยทำ ๒ อย่าง (๑) หาโอกาสคุยกับนักศึกษา ผู้นั้น เป็นการส่วนตัว เพื่อหาทางไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีก (๒) แจ้งผู้รับผิดชอบของมหาวิทยาลัย ให้พิจารณา เยียวยาความผิดปกติทางจิตใจ


แสวงหาความช่วยเหลือ

          ผู้ที่ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ได้ คือ เพื่อนครู นักศึกษาที่เป็นผู้มีวุฒิภาวะ และเจ้าหน้าที่ด้านกิจการ นักศึกษาโดยตรง คนเหล่านี้อาจมีข้อมูลรายกรณีมากกว่า หรือมีประสบการณ์ป้องกันและแก้ปัญหามามากกว่า

วิจารณ์ พานิช

๔ ส.ค. ๕๗