คำถาม : ๒ ขอ (ค่ำ) คืนความสุข

     กรณีที่มีการจัดระเบียบหอพัก รอบๆ มหาวิทยาลัย โดยการเข้าตรวจค้นหอพักต่างๆ บริเวณมหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินการจับกุมกรณีที่มีผู้เช่าหอพักชายหญิงอยู่ร่วมห้องเดียวกันนั้น โดยเป็นการเข้าตรวจค้นยามวิกาล เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่สามารถทำได้หรือไม่

     สำหรับเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.๒๕๐๗ สามารถสรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ดังนี้

     คำว่า “หอพัก” หมายความว่า สถานที่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับผู้พักตามพระราชบัญญัตินี้

     ส่วนคำว่า “ผู้พัก” หมายความว่า ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาอยู่และเข้าพักในหอพักโดยเสียค่าตอบแทน

     ประเภทของหอพักตามพระราชบัญญัตินี้ มี ๒ ประเภท ได้แก่ (มาตรา ๖)

(๑) หอพักชาย สำหรับผู้พักที่เป็นชาย (เพศกำเนิด)

(๒) หอพักหญิง สำหรับผู้พักที่เป็นหญิง (เพศกำเนิด)

     ทั้งนี้ผู้จัดการหอพักต้องให้ความร่วมมือแก่สถานศึกษาของผู้พักในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาและความประพฤติของผู้พัก (มาตรา ๒๗) และต้องต้องควบคุมดูแลมิให้หญิงเข้าอยู่ในหอพักชาย และมิให้ชายเข้าอยู่ในหอพักหญิง (มาตรา ๓๐)

     ส่วนกรณีอำนาจของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการเข้าไปตรวจในหอพักนั้น กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าจะต้องเข้าไปในเวลากลางวัน (พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก) เท่านั้น เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็น อาจเข้าไปในยามวิกาลได้ ทั้งนี้โดยคำสั่งของนายทะเบียน และต้องมีบัตรแสดงตนด้วย (มาตรา ๓๐)

     จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงสามารถสรุปได้ว่า เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ครับ เพราะในเวลากลางวันนั้น เข้าไปตรวจก็จะไม่พบการกระทำความผิดตามกฎหมาย จำต้องเข้าไปตรวจค้นในยามวิกาลจึงจะสามารถการกระทำความผิดได้

      ส่วนข้อที่มีผู้ร้องว่าได้มีการเรียกค่าปรับจากผู้ฝ่าฝืนนั้น จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้กำหนดโทษของผู้พักที่ฝ่าฝืนแต่ประการใด เพราะการที่ชายเข้าไปพักในหอหญิง หรือหญิงเข้าไปพักในหอชายนั้น กฎหมายกำหนดเฉพาะว่าเป็นโทษของผู้จัดการหอพัก ซึ่งมีโทษคือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(มาตรา ๓๗)

     ดังนั้นหากเป็นกรณีที่ผู้พักถูกเรียกปรับ จึงเป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

     มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า สถานบริการที่พักอาศัยที่ไม่จำกัดเรื่องเพศของผู้พักนั้น ได้แก่ โรงแรม ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.๒๕๔๗ โดยที่ “โรงแรม” หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ไม่รวมถึง

     (๑) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเพื่อการกุศล หรือการศึกษา ทั้งนี้ โดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน

     (๒) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไปเท่านั้น

     (๓) สถานที่พักอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

     และคำว่า “ผู้พัก” หมายความว่า คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดที่ใช้บริการที่พักชั่วคราวของโรงแรม

     ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการเลือกที่จะประกอบธุรกิจหอพักมากกว่าโรงแรมนั้น จะเห็นได้ว่า การลงทุนในเรื่องของใบอนุญาตประกอบกิจการนั้น มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันมา กล่าวคือ อัตราค่าธรรมเนียมในการตั้งหอพักอยู่ที่ ๒๐๐ บาท ในขณะที่อัตราค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโรงแรมนั้น สูงถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกประเภทกิจการของตน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เก็บรวมมาจากวันเวลาที่ผ่านไป



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ปัจจุบัน

พบว่าอยู่ปนกันจนงงเลยครับอาจารย์