- บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนว่า ผู้ป่วยปฏิเสธแสดงออกมาว่า ไม่สนใจ ไม่ต้องการ กลับเป็นจิตวิญญาณที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน และทำให้ผู้ป่วยไม่สงบสุขแสดงออกในสภาพของคนก้าวร้าว เรียกร้องตลอดเวลา
- หลังจากการ conference case ของทีมการดูแลที่เป็นสหสาขาวิชาชีพ อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งหันไปบอกกับฉันว่า “ขอช่วยไปดูผู้ป่วยรายนี้ด้วยนะ”
- ผู้ป่วยหญิงอายุ 30 ปี ศาสนาพุทธ อาชีพนักวิจัยการตลาด ป่วยเป็นเนื้องงอกที่คอ (ขนาดเท่ากับลูกมะพร้าว) หายใจเองไม่ได้ต้องเจาะคอต่อด้วยเครื่องช่วยหายใจ มีสายให้อาหารทางหน้าท้อง สายน้ำเกลือ และสายปัสสาวะ ตั้งแต่คอลงมาถึงเท้าเป็นอัมพาตผู้ป่วยสามารถพูดโดยไม่มีเสียง (ต้องอ่านจากปาก)
- ประเด็นปัญหา
- 1.ผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่ายเรียกร้องให้พยาบาล/เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลทุก10นาทีและถ้าใครพูดถึงเรื่องแม่ผู้ป่วยจะโกรธไม่ยอมพูดด้วย (ผู้ป่วยเป็นลูกสาวคนเดียวพ่อกับแม่อยู่กรุงเทพฯพ่อกับแม่ไม่เคยมาเยี่ยมผู้ป่วย)
- 2.บุคลากรทีมที่ดูแลรู้สึกBurnout
- วันแรกที่ฉันไปเยี่ยมคุณนัท (นามสมมติผู้ป่วย) น้องพยาบาลหอผู้ป่วยพาฉันไปแนะนำผู้ป่วย “น้องนัทค่ะนี่พี่ฟ่งเป็นพยาบาลห้องฉายแสง มาเยี่ยมและให้กำลังใจ”
- “สวัสดีค่ะน้องนัท ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างค่ะ” ฉันทักทายและเปิดการสนทนา
- “อยากตาย....” น้องนัทพูดไม่มีเสียง สายตาบ่งบอกว่าท้อแท้ไม่มีกำลังใจ
- “บอกพี่ได้ไหมค่ะ ว่ามีอะไรที่ทำให้น้องนัท รู้สึกอยากตาย” ฉันถาม
- “ทรมาน.....” น้องนัทพูดไม่มีเสียงสีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดทรมาน
- “เข้าใจค่ะ พี่เองเคยใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อประมาณ 20 ปีกว่า รู้สึกทรมานนอนอยู่ใน ICU 7 วัน 7 คืน” ฉันแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมโดยแชร์ประสบการณ์
- “.........” น้องนัทพยักหน้าสายตาที่มองมาเป็นมิตร
- “แต่...เอ...เมื่อกี้เห็นน้องๆพยาบาลมารุมมะตุ้มกัน 4-5 คนเพื่อจะให้อาหารทางสายหน้าท้อง มีอะไรหรือค่ะ” ฉันถามเพื่อหาสาเหตุการไม่รับอาหาร
- “แน่น....แน่น...” น้องนัทตอบ
- “แต่พี..ก็ห่วงว่าน้ำย่อยจะกัดกระเพาะ เมื่อกี้ทราบข่าวจากน้องพยาบาลว่า น้องนัทไม่รับอาหารมา 2 วัน” ฉันชวนสนทนาต่อ
- “ค่ะ...” น้องนัทตอบ
- “แบบนี้ดีไหมค่ะลองให้ช้าๆ แค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของขวดก่อน ถ้าแน่นหยุดทันที” ฉันเสนอความคิดเห็น
- “ค่ะ” น้องนัทพูดพร้อมพยักหน้า
- หลังจากนั้นน้องนัทสามารถรับอาหารได้หมดขวด และได้รับครบทุกมื้อ ฉันไปเยี่ยมน้องนัททุกวัน สัมพันธภาพที่ดีทำให้น้องนัทเกิดความไว้วางใจ จนกระทั่งวันที่ 4 ของการเยี่ยม อาจารย์พยาบาลและน้องพยาบาลอยากไปเรียนรู้ ว่าทำอย่างไรผู้ป่วยดูสดชื่นขึ้น ลดความก้าวร้าว และเรียกร้องหาบุคลากรน้อยลง
- “สวัสดีค่ะ น้องนัท วันนี้อาจารย์พยาบาลและน้องพยาบาลอยากมาเยี่ยมให้กำลังใจด้วย” ฉันทักทายและแนะนำอาจารย์พยาบาลและน้องพยาบาล
- “เดี๋ยวพี่อยู่ต่อนะ” น้องนัทพูดเหมือนมีอะไรที่จะบอก
- “ค่ะ” ฉันตอบและสังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างที่น้องนัทต้องการจะบอกกับฉัน อาจารย์พยาบาลและน้องพยาบาลรับรู้ถึงความรู้สึกอันนี้ได้ จึงขอตัวกลับหลังได้สนทนากับผู้ป่วยเล็กน้อย
- “แม่...แม่...แม่... แม่ไม่รักหนู” น้องนัทพูดเสร็จร้องไห้
- “อะไรนะแม่..แม่...” ฉันทวนคำพูดเพื่อต้องการให้น้องนัทพูดต่อ
- “แม่ แม่ไม่รักหนู ทอดทิ้งหนู ไม่เลี้ยงหนู” น้องนัทร้องไห้น้ำตาคลอเป้า ฉันเข้าไปโอบกอดและเอากระดาษทิชชูซับน้ำตาให้
- “พี่เข้าใจนะว่า น้องนัทไม่สบายใจ แล้วทราบมาก่อนว่าถ้าใครเอ่ยถึงแม่ น้องนัทจะโกรธและไม่พูดด้วย จะให้พี่ฟ่งช่วยอะไรบอกมาได้เลยนะ” ฉันเสนอตัว
- “ไม่..ไม่..ไม่สำเร็จ” น้องนัทพูดพร้อมส่ายหน้า
- “ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ จะลองให้พี่โทรคุยกับแม่ไหมค่ะ” ฉันลองเสนอความคิดเห็น
- “......” น้องนัทเงียบและพยักหน้าพร้อมเรียกให้คนดูแลที่เธอจ้างมา ยื่นโทรศัพท์และกดคำว่าม่ามี้แล้วให้ฉันโทรคุยกับคุณแม่
- “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ กานดาวศรี ตุลาธรรมกิจ เป็นพยาบาลผู้ดูแลน้องนัทค่ะ” ฉันแนะนำตัวเอง
- “ลูกคนนี้ทำให้ฉันเจ็บช้ำน้ำใจ ๆๆๆๆๆๆๆ” แม่น้องนัทเธอคร่ำครวญประโยคนี้หลายครั้งด้วยอารมณ์โกรธประมาณ10นาที
- “ค่ะ พยาบาลไม่ทราบว่ามีอะไรกัน แต่จะบอกกับคุณแม่ว่าขณะนี้น้องนัทหายใจเองไม่ได้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ตั้งแต่คอจนถึงเท้าเป็นอัมพาตหมดแล้วค่ะ” ฉันพูดให้ข้อมูล
- “ค่ะ ยังไม่แน่ใจว่าจะมาได้ไหม” แม่น้องนัท
- “ถ้ามีอะไรก็ให้โทรเบอร์โทรศัพท์ของพยาบาลนะ.........อภัยทานเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะกับลูกของเรา”
- ปรากฏว่าคืนนั้นแม่น้องนัทนอนไม่หลับกับคำพูดที่ฉันได้เตือนสติ รุ่งเช้าเธอโทรมา
- “ใครเป็นคนให้โทร” แม่น้องนัทถามเสียงดุๆ
- “ก็น้องนัทค่ะ เพราะพยาบาลไม่มีเบอร์โทรค่ะ และโทรศัพท์ของนัทด้วย แต่ก่อนอื่นพยาบาลจะบอกว่า ก่อนที่จะโทรนัทร้องไห้เรียกแม่..แม่..แม่...แสดงว่านัทคิดถึงแม่มาก” ฉันถือโอกาสให้ข้อมูล
- “ฉันรอคำนี้มาหลายปีแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆ...เดี๋ยวฉันจะไปหานัท” แม่น้องนัทร้องไห้คร่ำครวญ
- “ค่ะ แต่ถ้าจะมา ต้องขออโหสิกรรมกัน น้องนัทคงเหลือเวลาไม่นาน” ฉันเสนอความคิด
- “ได้ค่ะ...ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปหาดใหญ่” แม่น้องนัทตอบด้วยความดีใจ
- หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จฉันขึ้นไปหาน้องนัทและบอกว่า “แม่นัทจะมาพรุ่งนี้นะ แต่พี่ต้องการให้นัทขอขมาขออโหสิกรรมกับแม่ ในฐานะที่เป็นลูก แม่ให้ชีวิตเรามา พี่ไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างนัทกับแม่”
- “ได้ค่ะ นัทจะขอขมาและขออโหสิกรรม” นัทตอบด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา
- วันที่สองแม่ลูกได้พบกันขอขมาขออโหสิกรรม เป็นภาพที่ฉันประทับใจ แม่เข้าไปกอดลูก หอมแก้ม กระซิบบอกความในใจ หลังจากนั้น 5 วัน น้องนัทก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
“แม่...แม่...แม่....แม่ไม่รักหนู”
2 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สุภรัตน์ รัตนงาม · 14 ส.ค. 2557
ขจิต ฝอยทอง · 14 ส.ค. 2557
กานดาน้ำมันมะพร้าว · 14 ส.ค. 2557
PoOmDeE · 14 ส.ค. 2557
ติดตามอ่านบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ pal care มาหลายบันทึกด้วยความสนใจ . มีการดูแลแบบนี้กับคนไข้ระยะสุดท้ายในทุก รพ. หรือเปล่าคะ ทำไมคนไข้หนักที่หมดหวังแล้วจึงยังร้องกลับบ้าน อ่านแล้วส่วนตัวคิดว่าถ้าตนเองเจ็บหนักใกล้ตาย คงอยากนอนตายที่ รพ. มากกว่าเพราะมี แพทย์ พยาบาลที่เข้าใจ และสามารถช่วยจัดการอะไรให้ได้หลายอย่างนะคะ ขอบคุณนะคะ ความจริงกลัวมากที่จะนอน รพ. อ่านแล้วลดความกลัวลงได้ค่ะ
พี่ไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งคำถามเพื่อประเมิน แต่ดูแลเรื่องทั่วไปก่อนจน...น้องนัทไว้วางใจ แล้วเปิดใจเรื่องจิตวิญญาณเอง
ค่ะ ก่อนเข้าไปเยี่ยมน้องนัท พี่ได้ข้อมูลว่าน้องนัทมีลักษณะวาดระแวงไม่ไว้ใจกับผู้ที่เข้าไปดูแลสูง ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล ฉะนั้นเราต้องสร้างความไว้วางใจจะไม่รีบเปิดใจประเด็นเรื่องแม่