ก่อร่างสร้างห้องเรียนคละอายุจากประสบการณ์ของคุณครูโม
ภาคเรียนที่ ๑ ผ่านไป อะไรก็ยังไม่ได้ ผู้ปกครองมีปัญหามาให้แก้ไม่เว้นแต่ละวัน เน้นที่การทำ Documentation และเข้าใจ Hundreds of Languageเป้าหมายของภาคเรียนนี้ คือ “ปรับตัว ปรับใจ จิตใจแจ่มใส สานสายใยพี่น้อง เพื่อนพ้อง ครู”
ภาคเรียนที่ ๒ ทำให้การเรียนรู้ปรากฏชัดเจน Making Learning Visible เป้าหมายของภาคเรียนนี้คือ “สำรวจรับรู้ พรั่งพรูภาษา สร้างสรรค์ผลงาน เบิกบานกายใจ สานสายใยพี่น้อง เพื่อนพ้อง ครู”
ภาคเรียนที่ ๓ ทำ Project Approach (Regio Emilia) มี ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ สถาบันอาศรมศิลป์ที่เคยทำวิจัยเรื่องนี้มาช่วยดูให้ เป้าหมายของภาคเรียนนี้คือ “เชื่อมโยงประสบการณ์ สื่อสารสร้างสรรค์ รังสรรค์ผลงาน ชื่นบานภูมิใจ สานสายใยพี่น้อง เพื่อนพ้อง ครู”
การสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองและครู
ผู้ปกครอง
- นำเสนอแนวคิดเรื่องชั้นเรียนคละอายุให้ผู้ปกครองรับทราบ ขอโอกาสจากผู้ปกครอง ขอให้ไว้ใจกัน และขอให้ทำจนจบปี
- พยายามเก็บความทุกข์ และความกังวลของผู้ปกครองมาเป็นโจทย์ในการทำงาน
- เมื่อจบปีการศึกษาครูใหญ่พาผู้ปกครองทั้ง ๓ ห้องสะท้อนผลการเรียนรู้ และพัฒนาการที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน
ครู
- สร้างความพร้อมให้คุณครูอนุบาลอีก ๙ ห้องเรียนที่มาบอกว่า “ยังไม่เป็นห้องคละได้ไหมพี่...ยังไม่พร้อม” ด้วยการพาครูห้องอื่นๆ ไปศึกษาห้องคละ และร่วมกันถอดบทเรียนที่ได้รับจากการสังเกตการณ์การเรียนการสอน
- เมื่อจบปีการศึกษา ทำการถอดบทเรียนครั้งใหญ่ เพื่อนำไปจัดทำหลักการและแนวปฏิบัติ โดยคิดทั้งเป้าหมาย และภาพที่ต้องการสร้างนักเรียนด้วย Road Map เดียวกัน
- ครูทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสร้าง Road Map เข้ารับฟังการนำเสนอ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
- สร้างกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน และแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๓ โถง ได้แก่ โถงสายหมอก มีคุณครูบัว – วุฒิภา เป็นแกนนำ และมีครูห้องอื่นๆ เข้าไปเป็นสมาชิก โถงสายน้ำ มีคุณครูรัตน์ – เนาวรัตน์ เป็นแกนนำ และโถงสายน้ำ มีคุณครูอ๊อด – กนกพร เป็นแกนนำ
หน้าที่ของครูในห้องเรียนคละอายุ
- ครูคือผู้อำนวยการและเปิดโอกาส
- ฟัง สังเกต บันทึก เตรียมพื้นที่ เวลา และอุปกรณ์ ให้โจทย์ ตั้งคำถาม ให้กำลังใจ เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจจนการทำงานบรรลุผล
- รอคอย นิ่ง รอฟัง ไม่รีบด่วนเข้าไปช่วย เพราะตัดรำคาญ
การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในชั้นคละ
- น้องเล็ก : โอกาสของการเลียนแบบของ
- พี่กลาง : โอกาสของการทำซ้ำ ลงมือทำด้วยตนเอง
- พี่ใหญ่ : โอกาสของการทำซ้ำ ลงมือทำด้วยตนเอง เป็นแบบอย่าง ถ่ายทอดประสบการณ์ พาน้องทำงาน พาน้องเล่น
ผลการจัดห้องเรียนคละอายุ (เสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง)
น้องเล็ก
- กระตือรือร้น มีแรงบันดาลใจ อยากเป็นพี่
- มีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง
- อยากอ่าน อยากเขียนเร็วขึ้น
- คิดเชิงเหตุผลเป็น คาดเดาสถานการณ์ได้
- มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับพี่ พูดรู้เรื่อง
- นำบทบาทที่โรงเรียนกลับไปใช้ที่บ้าน
- มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
พี่กลาง
พี่ใหญ่
ความรู้สึกของครูแกนนำในการจัดห้องเรียนคละอายุ
คุณครูรัตน์ : ได้เรียนรู้มากเรื่องการต่อสู้กับใจตัวเอง จากการเป็นครูมาเกือบ ๒๐ ปี จึงมีความเคยชินเดิมๆ ความยึดมั่นถือมั่นจึงค่อนข้างสูง การที่จะออกจากกรอบนั้นต้องต่อสู้กับตัวเอง และครูคู่ห้องที่เป็นน้องผู้ชาย การทำงานร่วมคู่ ทำให้เราต้องมาปรับวิธีการคิดและการทำงาน ในเทอมแรกมีความทุกข์มาก ไม่เบิกบาน เครียด จึงได้ทำการปรับตัวเองใหม่ ไม่คาดหวังกับตัวเอง ถอดความยึดมั่นออก และเริ่มเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ทำให้ตอนนี้รู้สึกเบิกบาน และคิดว่าอะไรก็สามารถจัดการได้ทุกอย่าง
คุณครูอ๊อด : โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนเป๊ะในเรื่องของระเบียบและงานกิจวัตร เพราะต้องการให้เด็กได้ จึงรู้สึกเหนื่อย เมื่อหันมาดูใจตัวเองจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เริ่มเรียนรู้ไปกับเด็ก และเกิดการมองใหม่ว่าการไปถึงเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นประตูเดียว แต่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องต่อยอดว่าจะพาเด็กไปถึงที่ไหน เมื่อไร และก็เริ่มไปด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องฉุดลากเด็กไป ครูก็ไม่เหนื่อย เด็กก็ไม่เหนื่อย
คุณครูบัว : รู้สึกว่าท้าทาย เห็นเป็นโอกาสที่ดี พอผ่านไปสักพักก็พบอุปสรรคผู้ปกครอง และการจัดการชั้นเรียนของครูคู่ห้องต้องแก้ไขอยู่เสมอ คุยประชุมทุกวันเพื่อแก้ปัญหาทันที สิ่งที่ได้เรียนรู้และรู้สึกว่าเป็นโอกาสอีกอย่างหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้ทำตามระบบที่โรงเรียนทำกันมา แต่พอมาเป็นห้องเรียนชั้นคละความสนุกมากมาย บางอย่างที่ไม่คิดว่าจะทำได้ก็ได้ทำ ถือว่าเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ไปเรียนกับเด็กๆ ในบางครั้งเด็กก็เป็นครูของเรา ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งมีการหุงข้าวโดยไม่ใช้เตาไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวไปก่อน เพื่อจะได้เรียนไปพร้อมกันกับเด็ก มีเด็กที่คอยบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ จึงถือว่าเป็นโอกาสกับเรา จากทัศนคติที่เคยมีครูว่าหน้าที่ของครูคือการสอนก็เปลี่ยนไป แต่จริงๆ แล้วเรามาเรียนไปพร้อมกับเด็ก เด็กก็เป็นครูของเราได้ ในการทำห้องเรียนชั้นคละมีทั้งสนุกและเครียด แต่ทุกอย่างก็เป็นบทเรียน
แลกเปลี่ยนซักถาม
คำถาม : การประเมินเด็กปลายปีในห้องเรียนชั้นคละ ดูพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลหรือมีการประเมินเด็กอย่างไร
คำตอบ : ประเมินตามพัฒนาการอนุบาล ๑-๓ เขียนพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคล มี check list ตามมาตรฐานวัย
คำถาม : มีการถอดบทเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรที่ไม่ให้ครูหวั่นไหวกับการเข้ามาของผู้ปกครอง
คำตอบ : อุปสรรคสำคัญคือ Line ทำให้ครูจิตตกมาก ถ้ามาหาเราเราสามารถพูดให้ฟังให้เข้าใจได้ แต่พอเกิดใน line มักจะเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าความเป็นจริง
คำถาม : อยากให้ช่วยสะท้อนเรื่องท่าทีการรับฟังผู้ปกครอง
คำตอบ : ในช่วงของการเปิดบ้านให้ผู้ปกครองเข้ามาดู เป็นผู้ปกครองระดับอนุบาล ๒-๓ ครูต้องฟังเขาเยอะๆ เพราะผู้ปกครองอยู่บนความสงสัย สิ่งที่เป็นอุปสรรคก็คือความสงสัย ครูก็จะเก็บความสงสัยของผู้ปกครองนั้นกลับไปประชุม เพื่อนำปัญหาของแต่ละห้องไปสะท้อนกัน จริงๆ แล้วการสะท้อนที่ดีที่สุดคือการสะท้อนปัญหาจากผู้ปกครอง ปัญหาบางอย่างเราอาจมองไม่ค่อยเห็นแต่พอลงลึกไปจริงๆ จะเห็นสาเหตุของปัญหา และต้องช่วยกันวิเคราะห์และแก้ปัญหา อีกทั้งต้องใช้ความใจเย็นและอ่อนน้อมต่อผู้ปกครอง เหมือนกับตัวเราเวลาที่เราไม่สบายใจถ้ามีคนรับฟังเราก็จะคลายความรู้สึกนั้นไปได้ ปัญหาทุกปัญหาจะทำการแก้ทีละข้อ
ครูต้องเปิดใจในการรับฟังผู้ปกครองอย่างแท้จริง ครูต้องตั้งหลักว่าผู้ปกครองไม่ได้มาจับผิดเรา ผู้ปกครองมาเพียงสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้ปกครองชั้นอนุบาล ๒-๓ เขาไม่ได้มาด้วยใจอยู่แล้วในการทำชั้นคละ เขามาด้วยเหตุผลของครู สิ่งที่จะทำให้ผู้ปกครองคลายความกังวลได้คือ สัมพันธภาพระหว่างครูกับผู้ปกครอง ท่าทีครูต้องเปลี่ยนจากยึดมั่นถือมั่นเป็นเปิดใจรับฟัง นอกจากนี้ยังมีแบบสอบถามเวลาผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรม ครูก็จะอ่านจากแบบสอบถามนั้นแล้วมาดูว่าข้อไหนที่เร่งด่วนและครูจะตอบโจทย์นั้นอย่างไร และจะให้ความใกล้ชิดกับผู้ปกครองมากขึ้น จากการพูดคุยและเขียนในสมุดสื่อสาร แต่คนไหนที่เราเห็นว่าเป็นปัยหาหลักๆ เราก็จะตามติด โดยการคุยโดยใช้สัมพัธภาพ และทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าผู้ปกครองนั้นเป็นตัวช่วยเป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง และขอบคุณเขาอย่างจริงใจ
คำถาม : ที่บอกว่าผู้ปกครองตอบรับกลับมาดีนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองที่มีลูกเดี่ยวหรือมีลูกหลายคน และเวลาที่อยู่ในห้องเด็กจะมีความต่างวัยกันสิ่งของที่เล่นอาจจะไม่เพียงพอมีการจัดการอย่างไร ต้องสอนว่าพี่ใหญ่ต้องเสียสละให้น้องไหม พี่ใหญ่แสดงอำนาจไหม
คำตอบ : จากการสะท้อนมีทั้งเป็นแบบลูกเดี่ยวและมีหลายคนที่เป็นน้องเล็ก เรื่องลูกคนเดียวและเด็กที่มีพี่น้องจริงๆ แล้วครูเล็งเห็นว่าเป็นปัญหาและให้ความสำคัญ อย่างเช่นสถานการณ์ที่เป็นพี่โตในห้องแต่ที่บ้านเป็นลูกคนเดียวก็จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวจะมีความยากลำบากอยู่บ้างแต่ว่าครูจะคอยเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตให้กับเด็กได้เห็น ครูอาจจะคอยแนะนำแต่ไม่ได้ได้บอกว่าต้องทำให้น้องเลย จากที่ผู้ปกครองสะท้อนจะบอกว่าพี่จะมีอารมณ์หงุดหงิดบ้างเวลาที่น้องกวนใจ มานำของเล่นไป คุณพ่อคุณแม่จะแนะนำให้พี่ให้ของเล่นน้องไป แต่คุณครูเห็นว่าการดำเนินชีวิตร่วมกันเราคำนึงถึงการเป็นกันและกันไม่ได้คำนึงถึงการเป็นพี่เป็นน้อง ให้เด็กรับรู้ได้ว่าการเป็นพี่เป็นน้องเราสามารถอยู่บนกติการเดียวกันได้
คำถาม : โครงงานในภาคที่ ๓ ที่เรียกว่าโครงงานหยดน้ำ โครงงานเป็นรายห้องหรือเป็นแบบเดี่ยว
คำตอบ : โครงงานเป็นรายห้อง
คำถาม : แล้วเด็กเล็กกับเด็กโตเวลาอยู่รวมกันงานจะออกมาเป็นอย่างไร
คำตอบ : โครงงานที่เกิดขึ้นเกิดจากความสนใจของเด็ก คนที่สามารถทำงานได้นานที่สุดคือพี่โต และน้องกลางที่มีความพร้อม และน้องเล็กจะเข้ามาเป็นระยะ เวลาการทำโครงงานจะเป็นระยะเวลานานแต่จะมีกิจกรรมเล็กๆ ย่อยๆ อยู่ในโครงงานนั้น น้องเล็กก็จะเข้าไปได้ในส่วนที่เขาสนใจเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตามวัย ส่วนพี่โตจะทำงานได้นานและมีผลงานเป็นลำดับ