GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

รักษ์สุขภาพเพื่อป้องปรามโอกาสเสี่ยงวัณโรค

การทำงานในโรงพยาบาลทำให้เรามีโอกาสสัมผัสหรือได้รับเชื้อโรคบางอย่างจากผู้ป่วยได้แต่การที่เราได้รู้จักวิธีการป้องกันรวมทั้งวิธีการดูแลรักษาสุขภาพจะช่วยให้สามารถลดทอนผลกระทบที่รุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจของคนทำงานให้ลดลงได้

ตอนสายๆวันศุกร์ที่3พ.ย.ที่ผ่านมา พี่นกวราภรณ์พยาบาลICโทรมาแจ้งนัดหมายให้ไปพบกับคุณหมอนาฏพธูที่ห้องตรวจสุขภาพประจำปีเจ้าหน้าที่..นึกสงสัยว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเราอีกหรือนี่...เมื่อถึงเวลานัดลงไปก็พบพี่ปัทม์พี่อารมณ์และเพื่อนๆเจ้าหน้าที่อีกเกือบสิบกว่าคน(ซึ่งมีบางส่วนที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยแต่ทำงานอยู่ในห้องแอร์และบางคนมีประวัติสมาชิกในบ้านเคยป่วยเป็นวัณโรคและบางคนดื่มเหล้าสูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ).

.เมื่อครบองค์ประชุม คุณหมอนาฎพธูก็เลยให้ความรู้และอธิบายเหตุที่เชิญมาพบให้ฟังว่าพวกที่มาพบหมอทั้งหมดวันนี้เป็นคนที่ผลการตรวจค้นหาการรับเชื้อวัณโรคทางผิวหนัง(Tuberculin skin testing)แล้วผล/ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรอยที่เกิดขึ้นจากการถูกกระตุ้นในช่วง72ชั่วโมงที่ผ่านมาพบว่าเกินกว่า10mml.และ/หรือ ขยายขนาดเพิ่มขึ้นจากการทดสอบครั้งก่อนเกินกว่า6mml. (รอยของฉันขนาด 10mml.พอดีและเทียบกับที่เคยตรวจครั้งที่แล้วเมื่อสองสามปีก่อน(3mml.)ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า6mml.)ซึ่งคุณหมอจะมีการตรวจดูฟิมล์เอ็กซ์เรย์ประกอบการตรวจร่างกายและสัมภาษณ์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป่วยหรือติดเชื้อวัณโรคเพิ่มเติมให้ด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการเพิ่งรับเชื้อจากการสัมผัสทางสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ยังไม่เกินกว่า2ปีและไม่ได้เป็นผู้ที่กำลังเริ่มมีอาการป่วยเป็นวัณโรคอยู่เพื่อที่จะได้ตัดสินใจในการใช้ยาป้องกันหรือลดโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค

ในคนทั่วไปที่ติดเชื้อวัณโรคตลอดชั่วชีวิตของเขาที่จะพัฒนากลายมาเป็นการป่วยเป็นวัณโรคจะมีอยู่ประมาณ5-10%หากตรวจพบการติดเชื้อและกินยาป้องกันได้ทันภายในช่วงระยะเวลา 2ปีก็จะลดโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยลงไปได้อีกครึ่งหนึ่ง(เหลือเป็น5%)แต่การกินยานี้เป็นการเหมือนการปรามหรือระงับการลุกลามของเจ้าเชื้อวัณโรคเก่าที่เรารับเข้าไปสู่ร่างกายไปแล้วมากกว่า ซึ่งถ้าหากเราไม่มีการดูแลสุขภาพหรือยังคงสัมผัสเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นวัณโรคอยู่ก็ยังคงมีโอกาสรับเชื้อใหม่ๆเพิ่มได้อยู่เสมอ..

ดังนั้นการกินยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลตนเองจะไม่ได้ผล..การกินยาป้องกันหมอจะใช้ยาINHเพียงตัวเดียวแต่กินนานประมาณ6เดือนสำหรับคนที่อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ป่วยและไม่แน่ใจว่าเป็นพวกLatent infectionที่อยู่ในGloden period(2ปี)แพทย์จะไม่แนะนำหรือเคร่งครัดว่าจะต้องกินยาให้ครบ6เดือนก็ได้แต่สำหรับพวกที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย..คุณหมอแนะนำว่าน่าจะกินแต่จะมีนัดFU สัก1เดือนก่อนที่จะจ่ายยาให้ไปรับประทานเพื่อสังเกตอาการและเช็คให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้กำลังป่วยเป็นTB(เพราะถ้ากำลังจะป่วยจริงๆควรต้องใช้ยาเต็มที่เต็มสูตรมากกว่า) โดยอาการผิดปกติที่ถ้าหากเกิดมีขึ้นมาในช่วงระหว่างรอ อาทิเช่น ไข้ต่ำๆตอนบ่ายๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหต เบื่ออาหาร หรือบางคนอาจมีอาการเจ็บแปลบๆที่หน้าอก ไอค็อกๆแค็กๆเรื้อรังตลอดสัปดาห์และนานเกินกว่า 2เดือนที่ผ่านมา(คุณหมอบอกว่านี่เป็นอาการเริ่มต้นที่จะป่วยเป็นวัณโรคซึ่งจำเป็นต้องรักษาอย่างทันที)..หมอหันมามองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนพูดต่อไปอีกว่า

คนทั่วไปถ้าติดเชื้อแล้วถ้าเกิดป่วยเป็นวัณโรคหากไม่รักษาจะมีผล3อย่างคือ

1. 50%จะตายภายในระยะเวลาไม่นานที่เกิดการเจ็บป่วยเป็นวัณโรค

2. 30%หายได้เองอาจมีอาการอยู่2-3อาทิตย์,บางคนหายไปโดยไม่เคยรู้ตัวก็มี ถ้าไม่ได้มาตรวจเอ็กซ์เรย์ประจำปีนานๆบางทีก็จะไม่ทราบ

3. 20%พวกนี้ไม่ได้ตายทันที แต่จะกลายเป็นวัณโรคแบบอื่นๆ เช่นTB ต่อมน้ำเหลือง,TBเม็ดเลือดขาว ซึ่งถ้าไม่รักษาก็จะเสียชีวิตได้ในที่สุด

ฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่เล่นๆเลยนะไอ้เจ้าการติดเชื้อTBนี่เพราะมันจะคอยฉวยโอกาสเมื่อเราสุขภาพไม่ดี หรือภูมิต้านทานอ่อนแอ แต่การตัดสินใจกินยาไม่ว่าคุณหมอจะเชิญชวนว่ามีสีชพู ขนาดยาไม่ใหญ่นักและกินวันละ2เวลาก็ตาม

ฉันกลัวเรื่องผลข้างเคียงที่อาจมีต่อตับหรือการอักเสบของอวัยวะภายในอื่นๆ..คุณหมอก็ใจดีให้ข้อมูลว่าโอกาสที่จะมีปัญหาจากการกินยาจนทำให้เกิดอันตรายกับตับ อยู่ในระหว่าง6-17%เท่านั้น แต่จะเสี่ยงมากขึ้นพวกที่เป็นเบาหวาน ,มีประวัติตับอักเสบ หรือป่วยเป็นโรคตับแข็งอยู่เดิม..น้อยมากที่จะแพ้ยาและมีปัญหากับตับจนทำให้เสียชีวิต

เมื่อถึงคิวตรวจของตัวฉันเอง...จากปัญหายังไม่มีการสร้างระเบียบวินัยในการกินยาของตัวเองผสมผสานกับการที่อยากจะปรับเวลาในชีวิตประจำวันและวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งขันมากกว่านี้(อีกอย่างฉันอยากให้แน่ใจด้วยเพราะว่าถ้ากินยาแล้วก็จะต้องทำให้ได้อย่างถูกต้องและไม่หลงลืมการกินยา..จะตั้งใจไม่ให้อายคนไข้)ก็เลยขอเวลาไปกินยาในปีหน้า..ช่วงนี้ขอทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตนเองก่อนแล้วกัน.

..ส่วนพี่ปัทม์หมอนัดจ่ายยาให้ทานเดือนหน้าฉันก็ขอเป็นแรงใจเชียร์ให้พี่ปัทม์ทานยาโดยไม่มีผลกระทบหรืออันตรายใดๆแต่พี่ปัทม์ก็เปรยว่าผลทางใจในการทำงานก็คงจะลดลงไปบ้างแต่อย่างไรก็จะดูแลตนเองให้ดีเท่าที่จะเป็นไปได้...เราสองศรีพี่น้อง(ฉันกับพี่ปัทม์)ก็คงจะต้องทำใจสู้และได้มีโอกาสฝึกวิทยายุทธ์การสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการกินยาอย่างสม่ำเสมอด้วยตนเองซะแล้ว...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 57261
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

เป็นกำลังใจให้ทั้งseangja และพี่ปัทนะคะลองใช้สมาธิบำบัด ควบคู่ไปด้วยก็ดีนะคะสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้เป็นเยี่ยมเลยค่ะ สารสุขหลั่งบ่อยๆให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากๆ ดูอย่างคนที่ใกล้ชิดป้าเปรี้ยวซิเม็ดเลือดขาวตำกว่าปกติมาหลายปี แต่ทำสมาธิประจำ บริหารจิตไม่เครียด ป้าก็เห็นเขาแข็งแรงกว่าป้าเปรี้ยวซะอีก จิตใจที่เป็นกุศลก็ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างดีอีกด้วย
  • ตามมาเป็นกำลังใจให้กับ seangja และ พี่ปัทม์ค่ะ

ป้าเปรี้ยว

ขอบคุณมากค่ะ และฝากดูแลเรื่องกระตุ้นการกินอาหารที่มีโคเรสเตอรอลน้อยๆให้แก่พี่ น.บ.ของหนูด้วยนะคะ...เป็นห่วงพี่เขามากๆเช่นกัน

MOOmi

ต้อนรับกลับสู่วงการจ้า..ดีใจที่คอมพิวเตอร์ของmoomiไปซ่อมเสร็จแล้ว..ขอบใจมากนะที่เป็นห่วง..จะบอกพี่ปัทม์ให้จ๊ะ