กุยโด (Guido) ชาวยิวในอิตาลี มีความฝันอยากจะเปิดร้านหนังสือของตัวเอง เมื่อปี 1939 เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองเรซโซ (Arezzo) โดยทำงานเป็นบริกรในภัตตาคาร ซึ่งมีเคล็ดลับในการเป็นบริกร คือ

"การบริการโดยการแสดงการโค้งให้ลูกค้า....การโค้งลงไปมาก คือ ต้นไม้ที่ตายแล้ว งานบริการไม่ใช่คนรับใช้"

ความเฉลียวฉลาดของกุยโด และความบังเอิญของการใช้ชีวิตและความรัก และการตกหลุมรัก "ตอร่า" หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ มีอาชีพครู และมีคู่หมั้นแล้ว  แต่ด้วยความรักและความจริงใจต่อกัน ทำให้ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกชายที่ชื่อว่า "โจซัว" 

กุยโดสามารถเปิดร้านขายหนังสือได้สำเร็จ ตามที่เขาได้ฝันไว้ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่มีการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2

"ที่นี้ไม่ต้อนรับคนยิว และหมา" เป็นถ้อยคำและทิ่มแทงของคนยิว และความเท่าเทียมกันของคนในโลกเสมอ และแล้วสงครามก็ปะทุขึ้น 

ตอนนั้น  โจซัวอายุได้ 5 ปี กุยโดและโจชัวถูกพาตัวไปเข้าค่ายกักกัน 

ส่วนตอร่าแม้จะไม่ใช่ชาวยิว แต่เธอก็ไปยังค่ายกักกันพร้อมกับสามีและลูกชาย...ทำให้เห็นแววตา และภายในใจของคนที่มีความรักบริสุทธิ์ที่มีต่อกันอย่างลูกซึ้ง....

กับคำพูดที่ว่า "ฉันขอขึ้นรถไฟด้วย ฉันอยากไปกับรถขบวนนี้"

กุยโด และโจซัวอาศัยอยู่ในห้องที่ยัดแน่นด้วยคนยิวผู้ชาย ส่วนตอร่าก็อยู่ในฝั่งแดนหญิง การอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่เห็นหน้า น้ำเสียง เป็นสิ่งที่ทรมานใจอย่างยิ่ง แต่กุยโด และโจซัวก็สามารถแอบไปพูดทางหอกระจายเสียง  และเปิดแผ่นเสียงเพลงที่ตอร่าชอบ เพื่อบอกว่า ทั้งสองปลอดภัยดี

โจซัว ได้ยินคนพูดว่า เขาเอาศพชาวยิวในที่นี้ไปทำ "กระดุมและสบู่"

ด้วยคนยิว ที่ทำงานไม่ได้ เจ็บป่วย หรือคนแก่ จะถูกหลอกให้ไปห้องอาบน้ำ เพื่อถูกรมแก๊สจนกระทั่งตาย ซึ่งเป็นภาพปกติประจำวัน ที่คนยิวในค่ายกักกักพบเจอ...ผมให้นึกถึงหนังสือเรื่อง "บันทึกลับของแอนน์ แฟร้งค์"  (เด็กหญิงชาวยิวอายุ 13 ปี ...ท่ามกลางสงครามชาวยิว (ค.ศ. 1942) ที่ดุเดือด...เมื่อพ่อของเธอ ได้อ่านบันทึกของแอนน์ครั้งแรก หลังจากที่เธอเสียชีวิต เมื่ออายุ 15 ปี แล้วนั้น เขาประทับในอย่างยิ่ง กับการรักการอ่าน การรักการเขียนจนกลายเป็นบันทึกแห่งประวัติศาสตร์อันประมาณค่ามิได้ของโลก...)

กุยโดพยายามรักษาภาพอันสวยงามให้กับลูกชาย ในภาวะเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้ ด้วยการโกหกโจซัวว่า พวกเราและทุกคนในนี้ แดนกักขังเพื่อมาเที่ยวกัน และมาแข่งขันเล่นเกมส์ สะสมคะแนน  ต่อสู้ความลำบากและทรมาน หิวโหย เพื่อแลกกับรางวัลชนะเลิศ คือ "รถถัง" ที่โจซัวอยากได้

ผมมองเห็นภาพความเจ็บปวดและทรมานของพ่อที่โกหกลูกชายทุกครั้ง ด้วยสีหน้าแววตาที่สนุก ขบขัน และรอยยิ้ม แต่สิ่งที่กุยโดทำไป ก็เพื่อให้ลูกชายรอดปลอดภัย

กุยโดต้องกหกลูกชายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ชีวิตของลูกเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สวยงาม และมีความหวัง แม้ท้ายที่สุดกุยโดต้องตายก็ตาม...

ตอนจบของภาพยนตร์เป็นเสียงของโจซัวตอนหนุ่มแล้ว..."การเสียสละของพ่อที่ทำลงไป และคือของของขวัญที่พ่อมอบให้กับผม"

เรื่องที่ผมเล่าข้างบน เป็นภาพเรื่อง "ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง" (ชื่ออังกฤษ: Life Is Beautiful, ชื่ออิตาลี: La vita è bella) เป็นภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลียนที่พูดถึงชาวยิวในอิตาลีที่ชื่อ กุยโด (แสดงโดย โรแบร์โต เบนิญี่ ที่ทั้งกำกับเองและร่วมเขียนบทในภาพยนตร์) ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 7 สาขาในปี ค.ศ. 1998 คือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม , รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม และได้รับรางวัล 3 สาขา คือ รางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมโดย โรแบร์โต เบนิญี่ ฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2542 โดยบริษัท ไร้ท์ พิคเจอร์ส (ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org)

ผม (ในฐานะพ่อ) ได้ค้นหาสิ่งของ และเจอแผ่นหนังโดยบังเอิญ จึงมีโอกาสได้นำมาเปิดดูอีกครั้ง...ในวันพระใหญ่ของพุทธศาสนา ผมจำได้ว่า กระแสหนังเรื่องนี้ ในช่วงออกฉาย ได้รางวัลมากมาย และผู้คนประทับใจกันทั่วโลก ถึงแม้จะมีกระแสไม่ดีในเรื่อง เอาหนังสงครามมาล้อเลียน เสียดสี  ตลกเกินไป โลกมันเต็มไปด้วยความจริง ไม่ใช่มีสิ่งที่สวยงาม หรือคิดบวกจนละเลยการคิดลบต่่อโลก

และสิ่งหนึ่งก็คือ "การโกหก" ที่หลายคนมองว่า การสร้างภาพต่างๆ ครอบงำ ปิดหูปิดตาคนที่เรารัก โดยใช้คำว่า "ให้ลูกสบายใจ" เป็นข้ออ้าง และหนีความจริงจนวินาทีสุดท้าย "แต่มันก็เรียกว่าเป็นการหลอกตัวเอง และหลอกลูกที่ไร้เดียงสาได้อย่างลงคอดีๆ นี่เอง?..." 

ผม (ในฐานะพ่อที่รักและอยากให้สิ่งดีๆ กับลูก) และเชื่อว่า การโกหกผิดศีลอย่างใหญ่หลวงมากสำหรับพุทธศานิกชนที่ดี ผมไม่อยากตอบว่า การโกหกลูก ไม่บอกความจริงต่อลูก ถึงแม้จะทำด้วยความรักและปกป้องลูก เป็นเรื่องที่ถูก หรือผิด

แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามในตนเอง แต่คิดว่ามีความสำคัญมากกว่า คือ...

"ไม่ต้องถามว่า การโกหกเป็นสิ่งที่สมควรทำหรือไม่สมควรทำ แต่เราเคยเสียสละ และมอบปีกให้ลูกโบยบินแล้วหรือยัง?"