เมื่อวานเป็นวันอาสาฬหบูชา และเป็นช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ทางราชการหยุดให้ประชาชนหลายวัน เพื่อเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด และเพื่อเข้าวัดฟังธรรม แสวงหาตัวจิตตน (มิใช่แสวงหาความสุขเท่านั้น) ทำให้บรรยากาศนี่เหมือนแต่ก่อนมากขึ้น ผ่อนคลายด้านอารมณ์มากขึ้น ไม่อึมครึมเหมือนที่ผ่านมา

                   คนไทยที่เกิดมาหลายฝนแล้ว (๕๐ ปี ขึ้น) ย่อมรู้ดีว่า สังคมไทยผ่านการปฏิวัติมาแล้วเท่าไหร่ เราเคยเรียกร้อง เจ็บตายมาแล้วเท่าไหร่ ประเทศชาติบอบช้ำมาเท่าไหร่ ล้มลุกคลุกคลานกันมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง อำนาจ ความคิดเห็นแตกต่างๆ ในทางการเมือง และผลประโยชน์ ฯ เมื่อตัดสินกันไม่ได้ ก็เข้าสู่กลียุค ท้าทาย ประท้วง เรียกร้อง ป้องกันตัวเอง จนนำไปสู่ความเกลียดชัง

                     ที่จริงเรื่องนี้ มาจากผู้นำทางการเมือง และคนในเมืองเท่านั้น ที่ก่อหหวอดสอดแทรก แยกแย้ง แย่งชิงมวลชนกัน คนชนบทอยู่ดีๆ กลับถูกชักจูงให้ติดร่างแหไปด้วย นี่คือ วาทกรรมอำพรางจริงๆ ที่คนในเมืองรู้ แต่คนชนบทรู้ไม่ทัน เกือบสิบปีที่ผ่านมาเราจมจ่ออยู่กับภัยความคิดเห็นต่างกันมาตลอด

                     กรณีเช่นนี้ ในอดีตเราเคยดำเนินมาแล้วทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็เป็นไปตามวัฏจักรคือ การปฏิวัติโดยทหาร นี่คือ วงจรอุบาท เหมือนที่ท่านพล.อ.ชวลิตพูดไว้ กระนั้น เราก็ไม่เคยเข็ดหลาบ จับจำไว้ ทำให้ประเทศไม่ก้าวหน้า พัฒนาไปไม่สุดรอบ ก็ต้องมาเริ่มใหม่ ผลที่ตามคือ จิตใจ วิถีชีวิต แผนการ งานสำคัญ ถูกลบล้าง ต้องตั้งกันใหม่ ตามนโยบายของคณะผู้ปฏิวัติเนืองๆ

                     ในขณะเดียวกัน กระแสวัฒนธรรมต่างชาติ และกระแสแนวคิดของโพสต์โมเดิน อีกทั้งกระแสเชี่ยวของอำนาจทุนนิยม วัตถุนิยม ถาถม โจมตีต่อมตัณหา ราคะของคนไทยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้คนไทยเห่อห่อ ก่อตัวไปแบบฝรั่ง เพื่อสร้างค่านิยมแบบใหม่สไตล์สากล ไม่ว่า การกิน การแต่งตัว การพูด การเขียน การใช้สิ่งของแบรนด์เนม ฯ กลายเป็นสังคมผสมผสานจนดูเหมือนมั่วอย่างมีศิลป์

                      สิ่งนี้เองกระตุ้นให้คนไทย กระหายใคร่ในวัตถุสิ่งของมากเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต คิดดูก็ได้ว่า สิ่งของที่อยู่ในซอกตู้ ซอกบ้าน หน้าบ้าน หลังบ้าน ในบ้านของเรา ฯ มีความจำเป็นต่อการใช้สอยแค่ไหน มันกลายเป็นเศษขยะหรือรกบ้าน รกพื้นที่บ้านหรือไม่ เช่น โซฟา เครื่องออกกำลัง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของชำร่วย ของที่ระลึก ฯ สารพัด ที่กลายเป็นสมบัติไร้ชีวิตหรือไม่ แต่เรากลับซื้อ ซื้อ ๆๆ มาเก็บไว้ในบ้าน ท่านใช้มันหรือไม่ละ? เปลืองทรัพย์ เปลืองเนื้อที่บ้านหรือไม่?

                      นี่คือ ผลของความสามารถของนักลงทุน พ่อค้า ฯ ที่เสนอวัตถุ สิ่งของ เครื่องใช้ สวยๆ งามๆ มาล่อหลอกและกระตุ้นต่อมตัณหาเรา ให้เราเสียเงิน โดยเฉพาะเวลาได้ยินคำว่า "กระหน่ำเซลล์" ท่านกำลังถูกกระตุ้นรู้ไหม? แนวคิดแบบนี้เป็นแนวคิดมาจากสองกรณีคือ ๑) คนไทยไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นเมืองเกษตรกรรม พ่อแม่ทำไร่ ทำนา ทำสวน มาก่อน พอมาถึงยุคนี้ ลูกหลานกลายเป็นคนยุคใหม่ ประกอบกับร่ำรวยเงินทอง จึงสนองตัวเองอย่างเต็มสูบ ๒) เพราะอิทธิพลของฝรั่งมั่นค่า ที่เราถูกกระตุ้นด้านเศรษฐกิจ การค้า การขาย การลงทุน 

                     ทำให้พ่อค้าเหล่านั้น เล็งเห็นกำไรและน้ำซึมบ่อทรายจากคนไทย ที่กำลังบ้าบริโภคนิยม เราจึงนำเข้า และนำเข้าของนอก ดูแล้วมีเกรด มีระดับ มีคลาส มีสไตล์  มันเป็นสิทธิของท่าน แต่น่าเสียดายปัญญาความคิดคนไทยครับ

                     กระแสคลั่งไคล้นี้ มาจากสังคมเมือง ทำให้สังคมชนบท เอาอย่างบ้าง แต่คนชนชท ไม่มีเงินทองที่จะฟุ่มเฟือยเหมือนคนเมืองนี่ อย่ากระนั้นเลย ต่อไปนี้ เราจะทำไร่ ทำนา ทำสวน เพื่อหาเงิน หาทอง ให้ร่ำรวย เหมือนคนเมืองบ้าง จะได้ซื้อวัตถุสิ่งของต่างๆได้ เหมือนเขาบ้าง นัยว่า เจริญขึ้น เท่าเทียมคนอื่น คนชนบทจึงมุ่งหน้าทำนา ทำสวน ทำไร่ หาเงิน เงินๆ อย่างเดียว 

                     แต่การทำเกษตรของชาวไร่  ชาวนา ไม่มีความรู้ชุดพื้นฐาน ไม่เข้าใจกลไกธรรมชาติดีพอ จึงทำตามแบบพ่อแม่ทำมา และใช้ยา ใช้ปุ๋ย ใช้เครื่องทุ่นแรงไถ หว่าน คราด ดำ และเกี่ยว นี่คือ ต้นทุน แต่กลับกลายเป็นหนี้อมตถาวรของธกส. ที่ใช้วิธีเลศว่า "ให้ก่อน ผ่อนทีหลัง" (กินแรงชัดๆ) ความซ้ำซากและความกดดันของชาวนา จึงเกิดความเครียดเพราะหนี้มากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำ จึงตกในสภาพขาดทุนร่ำไป หลายคนต้องแขวนคอตายเพราะหนี้ธกส. (ธุรกิจเสือนอนกิน)

                    เราโชคร้ายเมื่อปี ๔๐ เศรษฐกิจย่ำแย่ในนาม "ต้มยำกุ้งไคลซิส" ทำให้ไทยกลายเป็นหนี้ แต่เราก็โชคดีที่มีในหลวงนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาสู้ต้มยำกุ้งที่โด่งดังไปทั่วโลก พอๆกับภาพยนต์เรื่องนี้ แนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือ "มีอยู่ มีกิน อย่างพอเพียงในครอบครัว" นี่คือ ปฐมเหตุในการเอาตัวเองให้รอด แต่คนไทยในเมืองไม่รู้ ไม่เข้าใจว่า ทฤษฎีนี้คือ อะไร ในหลวงตรัสต่อคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่อดีตนากยฯ ชวน และอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับไม่รู้เรื่องดีพอ 

                     กว่าแนวคิดนี้จะเกิดสัมฤทธิ์ผล ก็เลยเวลาไปหลายปี โดยมีชาวบ้านทดลอง จึงเห็นผล รัฐจึงเข้าอุ้มว่า นี่คือ "ปราชญ์ชาวบ้าน" แล้วทฤษฎีที่เป็นรูปธรรมจึงค่อยๆ ปรากฏต่อสายตาประชาชน และคณะรัฐมนตรี ที่จริงในหลวงทดสอบ ทดลองมาแล้วหลายปี ในสวนจิตรดาและชนบทครับ

                    หลักที่พระองค์นำมาใช้ประยุกต์กับวิถีชีวิตของราษฎรมาจากหลักการทางศาสนาต่างๆนั่นเอง โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ที่เน้นการสอนให้มนุษย์เข้าใจพื้นฐานของตนเอง และพื้นฐานของระบบธรรมชาติ รู้จักใช้ความเพียร ความอดทน มีเหตุ มีผล มีภู้มคุ้มกัน มีธรรมประจำใจ อยู่อย่างพอเพียง ตามกำลังตน ก็สามารถดำรงชีพได้อย่างไม่ฝืดเคือง แต่ดูเหมือนว่า ศาสนากับประชาชนเดินสวนทางกันซะงั้น

                    การเป็นอยู่ของชาวบ้าน ดำเนินไปตามแรงกระตุ้นจากสังคม สิ่งแวดล้อม ค่านิยม อยากสบาย อยากมีฐานะดี มีความสุข กินดีอยู่ดี คิดแต่ว่า เงินคือ อำนาจบันดาลสุขให้ จึงต่างแสวงหาเงินทองมากองเป็นภูเขา แล้วก็ใช้มันจนฟุ่มเฟือย เสพสุข สนุกสนาน จนทำร้ายตัวเองเช่น ซื้อรถมาเหมือนซื้อโลงศพ ซื้อบ้านเหมือนได้หนี้ ซื้อที่เหมือนมีกรรม (ขาดทุน) กินเที่ยวสนุก เหมือนได้โรคเก็บไว้ในกาย ใช้ชีวิตบนความสะดวกสบาย กลับกลายเป็นความประมาท ฯ นี่คือ สูตร "อยู่สบายแต่ตายสะดวก"

                    เราจึงหลงชีวิต หลงการใช้ชีวิต เชื่อว่า การทำเช่นนั้น จะทำให้เราดีขึ้น สบายขึ้น ลืมรากเหง้าเค้าเดิมของวิถีชีวิตแบบธรรมดาสากลของธรรมชาติไป จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย แตะที่ไหนก็มีแต่รังปัญหา ๆ อ่อนยวบยับไปหมด ทั้งๆ ที่มีศาสนาพุทธเป็นพี่เลี้ยงให้ แต่กลับกลายว่า ศาสนาเป็นเพียงกรรมพิธีสร้างมายาหรือเป็นเครื่องมือสื่อสารให้ตัณหาสะท้อนออกมามากขึ้น รวมไปถึงชาวพุทธด้วย ที่หลงหลักการ หลักฐานค้ำใจ หลงหลักชี้นำปัญญาชีวิต

                    จึงเกิดปัญหาเด่นสองทางคือ ๑) ปัญหาทางการครองชีพที่ล้มเหลว ๒) ปัญหาการครองจิตใจที่ขาดรากฐานที่มั่นคง เมื่อไม่เข้าใจหลักการทางศาสนา จึงใช้ศาสนาไปในทางที่ผิด เพื่อประโยชน์ตน กล่าวคือ ใช้ศาสนาเป็นอำนาจเสริมสร้างกับความต้องการของตน เช่น อาศัยศาสนาเป็นเพียงเครื่องเซ่นไหว้ บูชา สวดมนต์ อ้อนวอน ขอพร ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้โชค ให้ลาภ ให้ความสำเร็จแก่ตนเอง 

                    เมื่อเป็นเช่นนี้ อำนาจอภินิหาริย์ ความขลัง อิทธิปาฏิหาริย์ ความมหัศจรรย์ ความศักดิ์สิทธิ์ มนตรา มนขลัง ต่างๆ ถูกนำมาใช้หมด....? เพื่ออะไร ใช้อย่างไร เพราะอะไร และที่สุดจึงเกิดอะไรขึ้น ในสังคมไทยครับ ขอกล่าวในตอนหน้านะครับ เพราะวันนี้ เลื้อยมาเยอะ อาจทำให้สายตาผู้อ่านล้าได้ จะขอวิเคราะห์ให้อ่านวันหลังนะครับ 

ขอให้เที่ยวกันอย่างไม่ประมาทและมีความสุขในวันหยุดเข้าพรรษานะครับ

---------------------(๑๒/๗/๕๗)----------------------