รายงานปิดตัวโรงงานเชฟสกิน
ช็อกอุตฯถุงมือยาง “เชฟสกิน” ประกาศปิดโรงงาน
คนงาน3,000คนเคว้งลื่อสนั่นอเมริกาย้ายทุนหนีรัฐทหาร
“ช็อก” วงการอุตสาหกรรม เมื่อเชฟสกิน คอร์ปอเรชั่น ( ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปิดโรงงาน พร้อมกับกระแสข่าว ที่ออกมามากมายถึงสาเหตุของการปิดโรงงาน ทั้งความเสียหายจากน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2553 ที่บริษัทแห่งนี้ต้องทุ่มเงินอีกก้อนใหญ่ลงเครื่องจักรใหม่ หลังจากนั้นบริษัทประกันไม่รับ ด้วยเงื่อนไขน้ำท่วมบ่อย โรงงานอยู่ในที่ลุ่มเสี่ยงต่อน้ำท่วม หรือกระแสข่าว เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำ โรงงานแห่งนี้ส่งถุงมือยางเข้าอเมริกา 100 % ทำให้ไม่อาจจะขับเคลื่อนต่อไปได้ หรือแม้แต่กระแสข่าวว่าบริษัทแห่งนี้ขาดทุนต่อเนื่อง รวมทั้งการที่ไม่ได้พัฒนาในเรื่องนวัตกรรม หรือการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง จนไม่อาจจะฝืนต่อไปได้ และล่าสุดมีการจุดประเด็นการเคลื่อนย้ายฐานของทุนอเมริกาจากประเทศ ที่ต้องการต่อต้านคณะบริหารรัฐบาลที่มาจากทหารในชุดปัจจุบัน
บริษัท เชฟสกิน คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย จำกัด) ในฐานะสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา มีฐานข้อมูลระบุว่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 100,000,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่ 119 ม. 8 ถ.กายจนวนิช ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยประกอบกิจการผลิตถุงมือยาง มีกำลังผลิต 2000ล้านชิ้นต่อปี มี 29,623 .08 แรงม้า มีคนงาน 3,148 คน มีนายดัดลีย์ วิลเลี่ยม เลห์แมน นายรอดนีย์ จอร์จ โอล์เซน นายจอหน์ โคแวน คอดด์ นายคู ชู ซีท นายคู เซง ลีออง เป็นกรรมการบริษัท
เชฟสกินจะปิดตัวลงด้วยเหตุผลใดขณะนี้ยังไม่ชัดเจน การปิดข่าวของผู้บริหารจากต่างประเทศทำให้ผู้บริหารระดับสูงภายในประเทศไทยไม่สามารถให้ข่าวหรือชี้แจ้งข้อมูลรายละเอียดใดๆ โดยระบุว่าสามารถเช็คข่าวได้จากผู้บริหารระดับสูงที่อเมริกา หรือฝ่ายสื่อสารมวลชนที่สิงคโปร์ Bob Brand + 1972815335 Pia Tyagi + 6565895134
นายอภินันท์ศรีสมานุวัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่าทางบริษัทเชฟสกินฯ ได้แจ้งปิดกิจการในฐานะสมาชิกของสภาอุตสาหกรรม โดยระบุว่าการปิดกิจการนั้นเป็นไปตามแผนที่บริษัทกำหนดไว้ โดยเริ่มทยอยลดกำลังผลิต และลดจำนวนแรงงาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเชฟสกินนั้นใช้แรงงานจากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่มีการเซ็นต์ MOU อย่างถูกต้อง และเมื่อครบสัญญาก็จะส่งกลับ ซึ่งในช่วงทีผ่านมา แรงงานที่ครบสัญยาได้ทะยอยส่งกลับไปแล้วตั้งแต่ต้นปี
และเมื่อถามถึงสาเหตุการปิดโรงงานที่แท้จริงนายอภินันท์ กล่าวว่า เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ถดถอยไปทั่วโลก รวมทั้งอเมริกา เมื่อความต้องการหายไป ออร์เดอร์น้อยลง การผลิตก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ บวกกับปัญหาของเชฟสกิน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี ปี 2553 เชฟสกินเสียหายหนักมาก ต้องลงเครื่องจักรใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุน แน่นอนบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้จะปิดตัวลง ผู้บริหารเขาก็ต้องคิดหนัก เพราะการสร้างโรงงานใหม่ การลงทุนใหม่มีต้นทุนสูง และต้องใช้เวลา
ผมคิดว่าตอนนี้ทุกโรงงานกระทบหมดไม่เฉพาะยาง แม้แต่อาหารทะเล ปาล์ม หรืออื่น กลุ่มโรงงานต้องบริหารจัดการให้อยู่ให้ได้ เมื่อความต้องการน้อย ตลาดมีปัญหา ทุกโรงงานก็ต้องมาบริหารจัดการเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้ เชฟสกินก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน ก็ต้องตัดชิ้นเนื้อบ้างส่วนออกไป เพื่อรักษาชีวิต สำหรับเชฟสกินเรื่องโลเกชั่นสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจ
นายอภินันท์ กล่าวอีกว่า การปิดโรงงานทุ่งลุ่ง เชฟสกินมีแผนอยู่แล้วและที่ผ่านมาได้ทะยอยปิด และลดกำลัง ในส่วนของคนงานก็ได้มีการพูดคุยกันที่ประชุมและสมาชิก จังหวัดสงขลายังถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการใช้แรงงาน คือยังขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นการปิดตัวของเชฟสกินแรงงานไม่น่าจะมีปัญหา กับแรงงาน ในส่วนของการจ่ายสวัสดิการและผลตอบแทน เชฟสกินนั้นทำตามเงื่อนไขของกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าแรงงานส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปที่สาขาสะเดา ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานอยู่ ประมาณ 5,000 คน
นายอภินันท์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมเชฟสกินก็ได้พัฒนาและทำงานร่วมกับชุมชนเป็นอย่างดีตลอดมา ผมว่าเขาเป็นบริษัทที่อยู่กับชุมชน เพิ่งได้รับรางวัล อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 เมื่อปี 2555
การปิดข่าว และผู้บริหารเก็บตัวเงียบ กลายเป็นที่สนใจของสังคม และคนที่ได้รับผลกระทบ แหล่งข่าวระดับสูงจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจถุงมือยาง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การปิดตัวเงียบของเชฟสกิน คือการพยายามที่จะแก้ปัญหาภายใน ซึ่งมีข่าวว่ามีพนักงานก่อตัวประท้วงแทบทุกวัน เนื่องจากพนักงานมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มจ้างรายวันที่ต้องการสวัสดิการในช่วงที่ตกงาน
แหล่งข่าวท่านนี้ ตั้งข้อสังเกตุว่า ธุรกิจของกลุ่ม‘คิมเบอร์รี่-คล๊าค’ ถุงมือยางไม่ใช่ธุรกิจหลัก แต่ผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องอุปโภค เป็นไปได้ที่บริษัทแห่งนี้ต้องการปิดกิจการเพื่อย้ายฐานการผลิต เพราะเชฟสกินเองมีปัญหาเรื่องแรงงาน อย่างที่ทราบคือบริษัทแห่งนี้ใช้แรงงานต่างชาติเกือบ100เปอร์เซ็นต์ และมีการเซ็นต์ MOU เพื่อนำเข้าอย่างถูกต้อง เนื่องจากเป็นบริษัทต่างชาติ และการนำเข้าแรงงานต้นทุนสูง เชฟสกินต้องการใช้แรงงานคนไทย แต่คนไทยมาทำงานกับที่นี้ไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นแรงงานจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การปิดตัวของเชฟสกินสะท้อนให้เห็นทิศทางธุรกิจถุงมือยาง
นายไชยยศ สินเจริญกุล ประธานบริหารในเครือกลุ่มศรีตรัง กรุ๊ป กล่าวว่า การปิดตัวของเชฟสกิน มาจากปัญหาภายใน โดยเฉพาะที่ตั้งของบริษัท ที่ถูกน้ำท่วมทุกปีและปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศผู้ซื้อมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ แน่นอนทุกองค์กรต้องบริหารเพื่อให้อยู่รอด
ในส่วนของตลาดถุงมือยาง ยังไปได้ดีอยู่ ยังมีบริษัทใหม่เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ และบริษัทที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลาก็ยังมีการขยายกิจการ หรือเพิ่มกำลังผลิตอยู่ ธุรกิจนี้ยังมีทิศทางที่สดใสอยู่
ในส่วนที่เชฟสกินปิดโรงงานกระทบกับการใช้วัตถุดิบคือยางในพื้นที่น้อย นายไชยยศ บอกว่าแต่แน่นอนการปิดกิจการลงก็ต้องกระทบแต่น่าจะกระทบไม่มาก เนื่องจากถุงมือยางส่วนใหญ่ใช้ยางสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบสำคัญ และจังหวัดสงขลาก็คงต้องเดินหน้าการเป็นเมืองยาง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้มีการเพิ่มมูลค่ายางต่อไป
การปิดโรงงานแน่นอนคนที่ได้รับผลกระทบคงจะหนีไม่พ้น พนักงาน นายเพ็ง นามสมมุติ อายุ 29 ปี ลูกจ้างชาวลาวแผนกคลอรีน บริษัทเชฟสกิน คอร์เปอรเรชั่น ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าเป็นลูกจ้างบริษัทเชฟสกินมาตั้งแต่ปี 2006 นับจากวันที่เข้ามาก็ 8 ปีแล้ว ในฐานะลูกจ้างรายวัน เป็นพนังงานแผนกคลอรีน ทำหน้าที่ล้างถุงมือยาง มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 12,000-15,000 บาทหลังจากทราบข่าวว่าบริษัทจะปิดโรงงาน ก็จะกลับบ้าน โดยสัญญาจะหมดในเดือนสิงหาคม 2557 นี้ ซึ่งเพื่อนๆ ส่วนหนึ่งก็ได้ทยอยกลับไปแล้ว เพราะหมดสัญญา
นายเพ็ง กล่าวอีกว่า กำลังผลิตบริษัทลดลงมาหลาย เดือนแล้ว แม้ว่าจะมีออร์เดอร์แต่โอทีลดลง ซึ่งพนักงานก็มีความเข้าใจถึงปัญหาบริษัท เพราะที่ผ่านมาต้องหยุดงานกันบ่อยครั้ง เมื่อน้ำท่วม ซึ่งปีล่าสุดต้องหยุดนานถึง 5 เดือนเพราะต้องซ่อมเครื่องจักร ในส่วนตัวก็คิดว่าเมื่อบริษัทเลิกจ้างก็คงไม่เดือดร้อนก็จะกลับบ้านไปทำนาทำไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้เพื่อนๆ ได้ทยอยกลับไปกันแล้ว ตอนนี้เหลือแรงงานลาวประมาณ 20 คน กัมพูชา ประมาณ 100 กว่าคน และเขมร พม่า อีกสัก 200 คน
นายเพ็งกล่าวว่า คนที่น่าจะเดือดร้อนที่สุดก็คือชาวไทยที่มาจากอีสาน และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเมื่อบริษัทเลิกจ้างแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร ซึ่งบริษัทก็แจ้งพวกเขาว่า ให้ไปทำที่เชฟสกินสะเดา แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้งาน โดยบอกให้ไปสมัคร ถ้ามีตำแหน่งว่างก็จะรับ แต่เท่าที่ทราบคือตอนนี้คนก็เต็มอยู่ และให้ข้อมูลว่าแรงงานส่วนหนึ่งจะโยกไปสยามเซมเพอร์เมด ซึ่งทุกคนก็กังวลว่าไม่น่าจะรับได้ทั้งหมด จนขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานทางราชการเข้ามาดูแลแรงงานที่กำลังจะตกงานอย่างที่เป็นข่าว
นางสมร นามสมมุติ อายุ 45 ปี ชาวอุดรธานี เปิดเผยว่าทำงานที่บริษัทเชฟสกินมา 5 ปี แล้วก็รับทราบว่าโรงงานจะปิดกิจการ เนื่องจากผู้บริหารได้ประกาศให้ทราบ ซึ่งยังทำงานต่อไปจนกว่าบริษัทจะปิดกิจการ หลังจากโรงงานปิดก็คงต้องกลับบ้านก่อน เพราะคงจะไปสมัครที่ใหม่ก็อาจจะไม่มีคนรับแล้ว ก็จะกลับบ้านก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ
ขณะที่มณฑาทิพย์ นามสมมุติ อายุ 27 ปี ออกจากโรงงานเพื่อรอรถกลับบ้านด้วยสีหน้าที่วิตก เธอบอกว่า เป็นคนในพื้นที่ทุ่งลุง เพิ่งเข้ามาทำงานที่เชฟสกินได้ 4 เดือน พอทราบข่าวว่าโรงงานจะปิดกิจการ ก็คิดว่าจะหางานใหม่ แต่สถานการณ์ตอนนี้การหางานใหม่นั้นยาก ก็คงจะทำไปจนกว่าจะปิดกิจการ ซึ่งคนที่เข้ามาใหม่ส่วนหนึ่งก็ออกไปหางานใหม่แล้ว แต่คนงานเก่าๆ ในโรงงาน ก็ยังทำต่อ เพราะทุกคนที่ทำงานเกิน 120 วัน บริษัทก็มีเงินจ้างออก แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าจะได้หรือเปล่า นอกจากนี้คนที่ทำงานมานานๆ ก็รอในเรื่องของเงินสวัสดิการ
ตอนนี้ทุกคนก็ยังทำงานปกติ เพียงแต่โอทีน้อยลง การปิดกิจการของบริษัทนั้นมีการพูดคุยกันในโรงงานแต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานนานๆ ที่จะรู้ข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็กังวล เพราะในช่วงทีผ่านมาค่าแรงเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก หลายคนก็ผ่อนบ้าน หลายคนก็ผ่อนรถ ตอนนี้ก็กลายเป็นความกังวล เราเองก็เสียดาย เพราะเพิ่งได้มาทำงาน แต่ไม่ถึง 5 เดือนโรงงานปิดกิจการเสียแล้ว
เธอกล่าวอีกว่ามีการพูดคุยว่าจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาดูแลแรงงาน แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นหน่วยงานไหน ส่วนจะไปสาขาสะเดา เป็นที่ทราบกันว่าขณะนี้มีคนงานเต็ม ซึ่งทางสะเดาก็แจ้งว่าหากขาดคนก็จะรับ ตอนนี้เราไม่ทราบความชัดเจน ก็ต้องรอผู้บริหาร ตอนนี้พนักงานยังอยู่กันเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะพนักงานเก่าๆ ที่รอความชัดเจนในเรื่องของผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ทางด้านนางภาณีนุช สิริสารสิน อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวขาหมู หน้าโรงงานเชฟสกิน กล่าวว่า หลังจากโรงงานประกาศปิดโรงงานบรรยากาศที่หน้าโรงงานจากที่เคยคึกคักก็เงียบลง คนงานก็ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แน่นอนโรงงานปิดก็กระทบต่อผู้ประกอบการที่ยอดขายน้อยลง ก่อนหน้านี้มีกิจการมาเปิดใหม่เพราะโครงการบ้านก็มาขึ้น อพาร์เมนท์ ห้องเช่า เกิดขึ้นมากมาย แต่เมื่อโรงงานปิดทุกคนก็ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน
ด้านนางสาวเดือนเพ็ญ สุคนธา แม่ค้าขายน้ำหน้าโรงงานเชฟสกิน ฯ เปิดเผยว่า ตนเองทำงานที่บริษัทเชฟสกินตั้งแต่ปี 2541 เพิ่งลาออกเมื่อปี 2553 เพราะมีลูก หลังจากนั้นก็มายึดทำเลขายน้ำอยู่หน้าโรงงาน เมื่อก่อนขายดีมากๆ วันหนึ่งเป็น 300-500 ถ้วย แต่ตอนนี้วันหนึ่งไม่ถึง 100 ถ้วยก็มี รู้สึกเสียดายที่โรงงานปิด เพราะผู้ประกอบการย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน
ตนเองทำงานเชฟสกินมา 12 ปี ก็เห็นว่าเป็นโรงงานที่ดี ไม่เคยปล่อยน้ำเสียลงในคลองอู่ตะเภา ถือว่าเป็นโรงงานที่สะอาดมากโรงงานหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือบริเวณ โรงงานเชฟสกินไม่เคยมีปัญหาเรื่องกลิ่น นอกจากนี้บริษัทไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงิน พนักงานที่ตั้งครรภ์ บริษัทก็ดูแลให้เข้าเฉพาะกะตอนเช้า มีเก้าอี้ให้นั่ง และย้ายมาทำแผนกเช็คถุงมือที่อาจจะขาด หรือรั่ว นอกจากนี้สวัสดิการต่างๆ ก็ให้ ดูแลคนงานดีมากๆ โรงงานหนึ่ง
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้เช็ครายชื่อธุรกิจในหมวด"ถุงมือและถุงมือยาง-ผู้ผลิตและจำหน่าย" ที่อยู่ใน อำเภอหาดใหญ่ สงขลา โดยรายงานจากสภาอุตสาหกรรมบริษัทที่ประกอบธุรกิจถุงมือยางอยู่ในหาดใหญ่ประกอบด้วย บริษัท สยามเซมเพอร์เมด จำกัด ผลิตถุงมือยางห้างหุ้นส่วนจำกัด อัครพนธ์ เทรดดิ้งจำหน่ายถุงมือยาง
บริษัท เซฟสกินคอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท วีฟิงเกอร์อินดัสทรี จำกัดผลิต ถุงยางพาราใส่นิ้วมือ ป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าสถิตในระหว่างประกอบชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ต่างๆบริษัท ไฮแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดผลิตและจำหน่ายถุงมือแพทย์บริษัท บียูแอลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดส่งออกถุงมือบริษัท อินโนเวทีฟ โกลฟส์ จำกัดผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางทั้งภายในและส่งออกต่าง
และเมื่อดูตัวเลขยอดส่งออกถุงมือยางนั้นสวนทางกับกระแสข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานตัวเลขการส่งออกถุงมือยางดีต่อเนื่อง
โดยแหล่งข่าวจากส่วนเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคใต้ เปิดเผยว่า การส่งออกถุงมือยางในภาคใต้ยังไปได้ดี โดยสถิติการส่งออกถุงมือยางภาคใต้ปี 2556 ส่งออกทั้งสิ้น 107,311 ตัน โดยครึ่งปีแรก มีปริมาณทั้งสิ้น 51,550.4 ตัน ไตรมาส 3 ปริมาณ 27,059.2 ตัน ไตรมาส 4 ปริมาณ 28,702.2
ส่วนปี 2557 ไตรมาส 1 ปริมาณ 27,809.4 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.9 และในเดือนเมษายน 2557 ส่งออก 8,843.8 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน 6.0 และในเดือนพฤษภาคม 2557 ส่งออก 10,231.7 ตัน เพิ่มขึ้น17.3
แหล่งข่าวคนเดิมให้ข้อมูลอีกว่า ตลาดคู่ค้ายอดขายเมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันคือเดือนพฤษภาคม 2556 ตลาดสหรัฐอเมริกา 4,341.4 ยอดขายพฤษภาคมปี 2557 สูงขึ้น 5,166.8 เพิ่มขึ้น 19 % ตลาดอียู นั้นค่อนข้างจะมีปัญหา โดยปี 56 ส่งออก 2,714.9 ปี พ.ค. 57 เหลือ 2,351.8 ติดลบ -13.4 ตลาดญี่ปุ่นยังไปได้ดี พค. 56 ยอดส่งออก 441.7 พค. 57 เพิ่มขึ้น 56.9 ออสเตรเลีย พค. 56 ส่งออก 177.3 พค. 57 ส่งออก 171.8 ติดลบ-3.1 และเมื่อรวมประเทศอื่นรายเล็กด้วย พค.ปี 56 ส่งออก 1,044.5 พค. 57 ส่งออก 1,848 เพิ่มขึ้น 76.9% เมื่อรวมส่งออกทั้งหมด ของภาคใต้ในทุกตลาดพ.ค 2556 มียอดส่งออกทั้งสิ้น 8,719.8 และเปรียบเทียบปี 2557 ช่วงเดียวกันส่งออก 10,231.7 สูงขึ้น 17.3%
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้ตระเวนดูรอบๆ โรงงานเชฟสกิน พบว่าโรงงานตั้งอยู่ในที่ลุ่ม ในขณะที่บริเวณโดยรอบมีการถมดินสูงขึ้นมาเกือบ 2 เมตร และหลังโรงงานติดลำคลองย่อยของคลองอู่ตะเภา ซึ่งชาวบ้านหลังโรงงานเล่าให้ฟังว่า ฝนตกหนักเชฟสกินน้ำท่วมทุกปี และท่วมเข้าไปในไลน์ผลิต ทำให้โรงงานต้องหยุดเดินเครื่องบ่อยครั้ง ทราบว่าเสียหายหลายสิบล้านแทบทุกปี
มาช่วยพิสูจน์อักษรครับ
คนงาน3,000คนเคว้งลื่อ
ลือ ใช่ไหมครับ
.กายจนวนิช
กาญจนวานิช ใช่ไหมครับ
รบสัญยาได้
หมายถึง สัญญาใช่ไหมครับ
เป็นข่าวที่ดีมากเลยครับ แต่สงสารคนตกงานที่ไม่มีที่ไป
ขอบคุณมากๆครับ