เมื่อก่อนไม่เข้าใจครับ ว่าทำไมอาชีพครูต้องคิดสร้างสรรค์มากๆ เมื่อพิจารณาจากกฎ กติกา หรือระเบียบบริหารราชการของรัฐที่กำหนดไว้ แต่เดี๋ยวนี้พอรู้..

ชีวิตครูซ้ำซากจำเจ อยู่กับเด็กๆทั้งวัน น่าเบื่อหน่าย ต้องไปโรงเรียนตลอด ตั้งแต่เข้าเรียนในชั้นอนุบาลยันวัยเกษียณ คำพูดลักษณะนี้อาจได้ยินจากคนทั่วไป หรือแม้แต่เพื่อนครูเอง เมื่อก่อนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร คงใช่! ในเมื่อความจริงที่เห็นก็เป็นเช่นนั้น แต่นานวันเข้าเริ่มสงสัย เริ่มตั้งคำถามตัวเอง แล้วอาชีพใดไม่จำเจ? ชีวิตครูซ้ำซากจริงหรือ?

แม้อายุตัวเองจะพอสมควรแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ไปแต่โรงเรียน สมัยก่อนลูกๆยังเล็ก ปิดเทอมอยากจะพาไปเที่ยว แต่ก็ทำไม่ค่อยได้ ติดขัดในเรื่องค่าใช้จ่าย ยังมีเรื่องอื่นๆที่ควรใช้กว่าอีกมาก สำหรับครอบครัวเรา

ปกติตัวเองชอบถ่ายภาพครับ ชีวิตที่วนเวียนอยู่ละแวกบ้าน ทำให้ภาพถ่ายก็วนเวียนอยู่แถวนี้เช่นกัน บางครั้งชะงักเมื่อนึกได้ว่า บริเวณนี้ วัตถุ หรือบรรยากาศอย่างนี้ ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว(ฮา) แต่ก็ยังอยากถ่ายหรืออยากชื่นชมความงดงามของธรรมชาติที่รายรอบ มั่นใจว่าไม่มีครั้งใดที่ความรู้สึกนี้จืดจางลง อาจเพราะวัยและประสบการณ์เราด้วยที่ละเอียดลออขึ้น ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งแต่ก่อนไม่เห็น เหล่านี้อาจทำให้ตัวเองยังอยากเก็บภาพอยู่ดี แม้เป็นสถานที่หรือบรรยากาศเดิมก็ตาม

วานก่อนหลังโรงเรียนเลิก ระหว่างขับรถกลับบ้าน ตะวันคล้อยต่ำลงมาก ถ้าเป็นฤดูหนาวคงมืดค่ำแล้ว แต่นี่กำลังเข้าฝน เวลาขนาดนี้ แสงอย่างนี้ เหมาะกับการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง เหลือบมองท้องฟ้า เมฆฤดูฝนมากมายเคลื่อนมาแต่งแต้มบริเวณที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี ถ้าเมฆหนาแน่นเกินก็จะไม่เห็นอะไร โดยเฉพาะสีสันของแสงสวย แต่ถ้าพอดี ไม่มากไม่น้อย หมู่เมฆมีช่องโปร่งโล่ง ลวดลายเมฆนี้จะช่วยเติมแต่งท้องฟ้ายามเย็นให้งดงามนัก

หักพวงมาลัยรถเลี้ยวซ้าย แวะไปตามทางเข้าตำบลจอมทองและบ้านท่าตะเคียนที่คุ้นเคย มาถ่ายตะวันตกดินที่นี่ไม่รู้กี่หนแล้ว ที่สำคัญเรียนรู้ทดลองถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกครั้งแรกก็ที่นี่ หลังชะลอและหยุดรถเข้าข้างทาง ยังพอมีเวลาเดินสำรวจ มองผ่านต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ ช่องนั้นช่องนี้ จุดนั้นจุดนี้ กลุ่มต้นตาลไกลๆข้างหน้ายังเหมือนเดิม แต่ดูต้นและใบสมบูรณ์กว่า ตาลต้นสูงใกล้กว่าเพื่อน เคยเป็นพระเอกในภาพเรามาแล้ว(ฮา) เสียงชัตเตอร์ลั่นไม่หยุด จนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เหมือนเดิมครับ เพลินจนลืมเวลา

ขึ้นชื่อว่าอาชีพ คงหมายถึงงานประจำที่เราต้องทำซ้ำๆ วันแล้ววันเล่า เมื่อต้องพบหรือต้องทำทุกวัน เรียกว่าซ้ำซากจำเจได้แล้วหรือ? อย่างนั้นอาชีพใดไม่ซ้ำซาก? เป็นคำถามที่ผุดขึ้น

หน้าที่หลักของอาชีพครูคือการสอนหนังสือ เด็กๆที่เรามีโอกาสสัมผัสแต่ละคน คิด พูด ทำ หรือแสดงออกต่างกัน อาจคล้ายกันบ้าง เพราะต่างมาจากคนละครอบครัว หรือคนละสภาพแวดล้อม นักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 เข้าใหม่ในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ลูกศิษย์ครั้งเป็นครูใหม่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วกับเดี๋ยวนี้ยิ่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กๆที่ต่าง จึงต้องใช้วิธีต่างเช่นเดียวกัน

ดังนั้นทุกเมื่อเชื่อวันนี้ แม้จะเป็นโรงเรียนเดิม แต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลของศิษย์ที่คลุกคลีรับผิดชอบ ทำให้ครูเราต้องคิดหาวิธีสื่อสาร พูดคุย ทำความเข้าใจ ด้วยกลวิธีต่างๆอย่างสอดคล้องหลากหลาย อีกนัยหนึ่งหมายถึงครูเราต้องคิดค้นหรือเสาะหารูปแบบวิธีสอนใหม่ๆให้เหมาะสมกับศิษย์อยู่เสมอด้วยนั่นเอง เมื่อก่อนไม่เข้าใจครับ ว่าทำไมอาชีพครูต้องคิดสร้างสรรค์มาก เมื่อพิจารณาจากกฎ กติกา หรือระเบียบบริหารราชการของรัฐที่กำหนดไว้ แต่เดี๋ยวนี้พอรู้..

มีคนเคยบอกว่าก้อนเมฆที่ลอยฟ่องสวยงามอยู่บนท้องฟ้านั้น ชั่วนาตาปีรูปร่างหน้าตาไม่เคยซ้ำแบบ สีท้องฟ้าก็คงเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกที่หลายคนหลงใหล สีสันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย นับเป็นเสน่ห์สำคัญที่ธรรมชาติจัดสรรให้มวลมนุษย์อย่างพวกเราได้เสพได้เชยชม ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้ว ว่าผู้ใดพิถีพิถันในการสังเกตสังกามากกว่า ความสุขหรือความดื่มด่ำที่เกิดขึ้นในจิตใจจะเป็นดัชนีชี้วัด

ชีวิตครูซ้ำซากจำเจจริงหรือ? แปลกตัวเองเหมือนกัน ยิ่งเป็นครูนานน่าจะยิ่งเห็นคล้อย แต่ไม่ใช่อย่างนั้น..รู้สึกตรงกันข้าม