บันทึกชุด “ประเมินเพื่อมอบอำนาจ” (การเรียนรู้) ๑๐ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Embedded Formative Assessment เขียนโดย Dylan Wiliam เพื่อเสนอใช้การทดสอบหรือการประเมินในทางบวก ต่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบเนียนไปการกระบวนการเรียนรู้ของศิษย์ และเนียนไปกับการโค้ชศิษย์ เพื่อใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” (formative assessment) ยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยความเชื่อว่า การใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” ที่ดำเนินการโดยครูในชั้นเรียน และดำเนินการอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการเรียน (learning outcomes)

          บันทึกตอนที่ ๕ นี้ ตีความจากบทที่ ๔ Eliciting Evidence of Learners’ Achievement เป็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ใน ๕ ยุทธศาสตร์ของการประเมินเพื่อการพัฒนาที่ดี คือ ยุทธศาสตร์ หาหลักฐานของความสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยหัวใจคือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ในระหว่างเวลาเรียน ที่ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตนเรียนก้าวหน้าไปแค่ไหน และครูก็รู้ความก้าวหน้านั้น ทั้งของชั้นและของศิษย์เป็นรายคน รวมทั้งนักเรียนได้ปรับปรุงการเรียนรู้ของตนไปในตัว และครูก็รู้ว่า จะปรับปรุงการสอนของตนอย่างไร

          เป็นการประเมินแบบที่นักเรียนไม่รู้สึกตัวว่าถูกประเมิน เพราะมันกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้นั่นเอง สำหรับครูจะเรียกว่าตั้งใจประเมินอยู่ทุกขณะจิตก็ได้ จะไม่เรียกว่าประเมินก็ได้ โดยครูคอยตรวจสอบว่าศิษย์เรียนรู้เรื่องหรือเปล่า คนไหนยังงงตรงไหน หรือยังเข้าใจผิดๆ ตรงไหนบ้าง และกระบวนการประเมินที่ครูทำนี้ จะเรียกว่าเป็นวิธีทำให้นักเรียนเอาใจใส่การเรียน (student engagement) ก็ได้

          ข้อสำคัญยิ่งคือ ในกระบวนการดังกล่าว ศิษย์ได้ปรับปรุงความเข้าใจวิชาไปในตัว และได้ฝึกวิธีการ เรียนรู้ที่ดีกว่าเดิม ไปในตัวเช่นเดียวกัน เป็นการฝึกโดยครูไม่ต้องสอน

          วิธีประเมิน และพัฒนาการเรียนรู้ แบบไม่รู้ตัวนี้ ครูทำโดยการตั้งคำถาม ซึ่งมีลูกเล่นและวิธีการ มากมาย โดยนอกจากอ่าน ตัวอย่างในหนังสือแล้ว ครูต้องฝึก ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตเอง (ไม่มีระบุในหนังสือ) ว่า ครูควรฝึกจาก การปฏิบัติงานจริงเป็นหลัก โดยทำ ๒ อย่าง (๑) ติดตั้งกล้องถ่ายวีดิทัศน์แบบเลนส์มุมกว้าง บันทึกภาพ และเสียงของชั้นเรียน เอาไปฟังที่บ้าน เพื่อหาทางปรับปรุงตนเอง จะพบลู่ทางปรับปรุงมากมาย (๒) จับคู่กับเพื่อนครู หรืออาจตั้งกลุ่มเรียนรู้ของครู (PLC) ก็ได้ เพื่อหาทางให้ข้อมูลป้อนกลับแก่กันและกัน ในเรื่องการปรับปรุงวิธีตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นการเรียนและประเมินผลการเรียน โดยอาจผลัดกันไปสังเกตการณ์ ชั้นเรียน หรือดูวีดิทัศน์บันทึกบรรยากาศในชั้นเรียนของกันและกัน

          ในหนังสือเขายกตัวอย่างการทดสอบพื้นความรู้ของเด็กในเรื่องสัดส่วน โดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก ข้อวิเคราะห์ที่ผู้เขียนให้ สะท้อนให้เห็นว่าหากครูออกข้อสอบเป็น และวิเคราะห์ผลอย่างซับซ้อนเป็น จะจับจุดอ่อนของนักเรียนในชั้นได้ เพื่อจะได้หาทางแก้ความเข้าใจผิด เรื่องแบบนี้จะต้องเข้า training workshop สักครั้ง เวลา ๒ - ๓ วันก็น่าจะเรียนรู้ได้มาก

          เรื่องการออกข้อสอบปรนัยนี้ เขาบอกว่าถ้าใช้เป็น ข้อสอบปรนัยก็ช่วยกระตุ้นการคิดได้ โดยต้องไม่แค่ ตรวจข้อสอบถูก-ผิด ให้คะแนน แล้วจบ ต้องเอาผลมาอภิปรายกับนักเรียน ให้นักเรียนอภิปราย เหตุผลกัน จะช่วยกระตุ้นการคิด และช่วยแก้ความเข้าใจผิดได้ดี ซึ่งก็ต้องการทักษะการตั้งคำถามเพื่อชวนนักเรียนอภิปราย เขายกตัวอย่างข้อสอบปรนัยที่ไม่ดี ที่นักเรียนที่มีเหตุผลหรือวิธีคิดที่ผิด ก็สามารถตอบถูกได้ด้วย มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม แต่ผมจะไม่ยกมา

          เรื่องการที่เด็กมีความรู้ที่ไม่แม่นยำ เป็นเรื่องใหญ่มาก ส่วนที่เด็กรู้ไม่แม่น หรือรู้ผิดๆ หากเป็นเรื่องสำคัญ เป็นฐานความรู้ หากปล่อยไป ก็จะเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้เด็กเรียนต่อยอดความรู้ใหม่ได้ยาก ครูจะต้องมีฐานความรู้เรื่องความเข้าใจผิดๆ นี้ (ครูที่มีประสบการณ์จะสั่งสมความรู้นี้ได้) และหาทางตั้งโจทย์ ในชั้น ให้นักเรียนตอบ เพื่อหาทางอภิปรายทำความเข้าใจที่ถูกต้อง การทดสอบแบบเล่นๆ ในชั้นเรียนเหล่านี้ เป็นการหาหลักฐานพื้นความรู้ของเด็ก และดำเนินการแก้ไขทันที นี่คือการประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment) ที่นักเรียนก็ไม่รู้ตัวว่าตนกำลังถูกทดสอบอยู่ เพราะมันฝังอยู่ในกระบวนการเรียนอย่างแนบเนียน

          การเตรียมตัวสอนของครู ที่สอนแบบบูรณาการการประเมินเพื่อพัฒนาไปด้วยนี้ ต้องมีการเตรียมตัวมาก ต้องหมั่นเรียนรู้มาก ทางโรงเรียนและผู้บริหารการศึกษาจึงต้องสนับสนุนเวลา และเครื่องอำนวยความสะดวก เช่นเครื่องบันทึกวีดิทัศน์ดังกล่าวแล้ว รวมทั้งสนับสนุนการรวมตัวกันเป็น PLC ของครู


เทคนิคสำคัญ

          เทคนิค I-R-E (initiation-response-evaluation) เป็นวิธีการที่ครูเปิดฉากด้วยคำถาม ให้นักเรียนตอบ แล้วครูได้ข้อมูลจากคำตอบและการอภิปรายของนักเรียน เอามาประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียน

          ในทางปฏิบัติเทคนิคนี้มีรายละเอียดมาก เพื่อให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของศิษย์ โดยต้องอย่าหลงผิดว่า หากในชั้นเรียนมีนักเรียนตอบคำถาม หรือแย่งกันตอบคำถามอย่างคึกคัก เป็นตัวบอกว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดี นั่นเป็นด้านปริมาณ ตัวบอกที่มีน้ำหนักกว่า คือคุณภาพของคำถาม คุณภาพของ การตอบและอภิปราย

          เขาเสนอผลการวิจัยที่ศึกษาคำถามที่ครูถามศิษย์ในชั้นเรียน พบว่าร้อยละ ๕๗ ของคำถามเป็นคำถาม ด้านการจัดการชั้นเรียน เช่น ใครตอบคำถามเสร็จแล้วบ้าง ใครไม่ได้เอาหนังสือมา อีกหนึ่งในสามของคำถาม เป็นการทบทวนความรู้ที่มีอยู่แล้วว่าจำได้ไหม เช่น แมลงมีกี่ขา เพียงร้อยละ ๘ ของคำถามเท่านั้น ที่นักเรียนต้องคิด วิเคราะห์ ลงความเห็น (inference) หรือ สรุปครอบคลุมให้กว้างขึ้น (generalize) เช่น ทำไมนกไม่ใช่แมลง เขาบอกว่าเพียงไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของคำถามในห้องเรียน ที่ทำให้เด็กเรียนรู้เพิ่มขึ้น

          ผู้เขียน คือ Dylan Wiliam เสนอว่า การตั้งคำถามในชั้นเรียนมีเป้าหมายใหญ่เพียง ๒ ประการ คือ (๑) เพื่อกระตุ้นการคิด (๒) เพื่อหาข้อมูลให้ครูสรุปว่าจะทำอะไรต่อ

          ในการตั้งคำถามในชั้นเรียนนั้น ครูต้องพยายามกระตุ้นให้นักเรียนมีคำตอบหลากหลายมากที่สุด โดยไม่จำเป็นว่า จะเป็นคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่ต้องมีคำอธิบาย ว่าทำไมจึงตอบเช่นนั้น ก็จะเกิดการอภิปราย เกิดการเรียนรู้ที่ซับซ้อน

          เทคนิค pose-pause-pounce-bounce ครูตั้งคำถามต่อชั้นเรียน (pose) แล้วหยุด (pause) อย่างน้อย ๕ วินาที ชี้ (pounce) ให้นักเรียนคนหนึ่งตอบ โดยชี้แบบสุ่ม เมื่อได้คำตอบ ก็ชี้ (bounce) ให้นักเรียนอีกคนหนึ่ง (ชี้แบบสุ่ม) ให้ความเห็นต่อคำตอบของเพื่อน

          เขาแนะนำว่า ไม่ควรใช้ระบบให้นักเรียนยกมือขอตอบ คือตกลงกติกาในชั้นเลย ว่าไม่มีการยกมือ ขอตอบ แต่ยกมือขอถามได้ ในเวลาที่เหมาะสม การชี้ให้นักเรียนคนใดตอบควรใช้แบบสุ่ม และเพื่อให้ปลอด จากความลำเอียงบางอย่างของมนุษย์ อาจใช้ ไอโฟน แอพ ใส่ชื่อนักเรียน ให้มันดึงชื่อผู้ที่ครูชี้ให้ตอบ

          นักเรียนฝรั่งหัวแข็งกว่าเด็กไทย โดยเฉพาะวัยรุ่น บางคนมันยียวน เมื่อโดนถามก็ตอบว่าไม่รู้ เขาแนะเทคนิคแก่ครูว่า เจอไม้นี้ให้บอกเด็กว่า เดี๋ยวครูจะกลับมาถามเธอใหม่ แล้วไปถามคนอื่นๆ อีก ๒ - ๓ คน ก็หันมาถามจอมยียวนว่า เธอมีความเห็นต่อคำตอบของเพื่อนอย่างไร ก็จะทำให้เด็กตั้งใจเรียน (student engagement) และได้เรียนรู้

          ช่วงเวลาระหว่างคำถามกับคำตอบ(wait time) เป็นเรื่องสำคัญ ตามปกติครูมักให้เวลาไม่เพียงพอ ต่อการคิดคำตอบของนักเรียน เขาแนะนำว่า ครูต้องพิจารณาความซับซ้อนของคำถามด้วย โดยตามปกติครูรอ ๒ - ๓ วินาที แต่หากคำถามซับซ้อน อาจต้องให้เวลาเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องระวังว่า หากให้เวลารอนานเกินไป กระบวนการเรียนจะรวนเร นักเรียนจะหมดความสนใจ

          เครื่องมือที่ไม่ใช่คำถาม ในบางกรณี คำถามไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการกระตุ้น การอภิปรายในชั้นเรียน อาจใช้ข้อความ เช่น “ประเทศรัสเซียควรถูกตำหนิมากที่สุด ในการก่อสงครามโลกครั้งที่ ๑” แล้วให้นักเรียนอภิปราย ก็จะได้ความเห็นที่มาจากการคิดที่จริงจัง เพราะแค่บอกว่าเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วย ไม่เพียงพอ ต้องบอกเหตุผลและอ้างข้อมูลประกอบด้วย

          การฟังอย่างประเมิน กับการฟังเพื่อทำความเข้าใจความหมาย (Evaluative and Interpretive Listening) การฟังเป็นเครื่องมือประเมินที่ประเสริฐยิ่ง โดยครูต้องไม่หลงฟังแต่ว่าคำตอบถูกหรือผิด (ฟังแบบประเมิน) ต้องฟังให้เข้าใจความหมายของคำตอบ ว่านักเรียนผู้ตอบมีความเข้าเรื่องนั้นอย่างไร คำตอบสะท้อนวิธีคิด ที่ผิดพลาดอย่างไร เพื่อครูจะได้นำมาเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงวิธีสอนของตน

          คำถามก้นร้อน(hot seat question) เป็นเทคนิคเพื่อการเรียนรู้อย่างซับซ้อน และเพื่อดึงดูดความสนใจ ของนักเรียน เพื่อฝึกการสังเคราะห์สรุปประเด็นความรู้ การสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ และเพื่อครูประเมิน ความสามารถของศิษย์ วิธีการทำโดยครูตั้งคำถามเป็นชุดติดต่อกัน ให้นักเรียนตอบทีละคน (ชี้แบบสุ่ม) นักเรียนทุกคนต่างก็ฟังอย่างตั้งใจ เพราะ “คำถามก้นร้อน” อาจมาที่ตนเมื่อไรก็ได้ พอถึงจุดที่เหมาะสม ครูโยนคำถามก้นร้อนไปยังนักเรียนคนหนึ่ง “จงสรุปประเด็นเรียนรู้ทั้งหมดจากที่เราได้คุยกันไปแล้ว”

          คำถามเพื่อเดินต่อ เป็นคำถามเดียว ที่ช่วยให้ครูตัดสินใจดำเนินการเรียนรู้ต่อไปยังเรื่องอื่นหรือไม่ โดยครูไม่ถามว่า “นักเรียนพร้อมขยับไปเรียนเรื่อง ... ต่อหรือยัง” แต่ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบว่านักเรียนเข้าใจ หัวใจของเรื่องนั้นไหม แล้วให้เวลานักเรียนคิด ๑ - ๒ นาที แล้วให้จับคู่แลกเปลี่ยนคำตอบกัน แล้วจึงแชร์ คำตอบกันในห้อง หากนักเรียนตอบสาระตรงกันอย่างมั่นใจ ก็เป็นสัญญาณพร้อมเดินต่อ

          เทคนิคตอบพร้อมกันทั้งห้อง มีหลากหลายเทคนิค เช่นเทคนิคการใช้มือ ใช้กระดานหน้าห้อง เทคนิคการใช้มือ ทำโดยตกลงว่ายกนิ้วมืออย่างไรเป็นสัญญาณเห็นด้วย/ใช่ อย่างไรเป็นสัญญาณไม่เห็นด้วย/ไม่ใช่ ใช้กระดานหน้าห้องโดย ครูเขียนประโยค แล้วให้นักเรียนออกมาเขียนต่อ แล้วถามนักเรียนทั้งชั้นว่าเห็นด้วย หรือไม่ คนที่ไม่เห็นด้วยออกมาเขียน แล้วถามนักเรียนทั้งชั้นอีก ไปเรื่อยๆ

          คำถามเพื่ออภิปราย สู่การวินิจฉัย(Discussion Questions and Diagnostic Questions) เขายกตัวอย่างคำถามแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก ที่มีคำตอบที่ถูกได้หลายคำตอบ โดยวิธีคิดที่ต่างกัน นักเรียนคนไหนตอบคำตอบใดต้องอธิบายด้วย และคำอธิบายจะเป็นข้อมูลให้ครูทราบวิธีคิดและ พื้นความรู้ของศิษย์ ผมคิดว่านี่เป็นทักษะขั้นสูงของครู ที่ครูคนใดฝึกและเอามาใช้ได้คล่องแคล่วควรได้ วิทยะฐานะครูชำนาญการ

          ครูที่ชำนาญความเป็นครูจริงๆ จะสามารถใช้ทักษะตามในหนังสือบทนี้ สะกดศิษย์ให้จิตมุ่งมั่น อยู่กับการเรียน และสามารถตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสารสนเทศเกี่ยวกับพื้นความรู้ ความรู้ผิดๆ และความชอบความถนัดพิเศษของศิษย์ทั้งชั้นและเป็นรายคน สำหรับนำมาวางแผนจัดกระบวนการเรียนรู้ ในโอกาสต่อไปได้ โดยในระหว่างขั้นตอนการเรียนการสอน ก็ได้ใช้สารสนเทศนั้น “ด้น (สอนสด)” คือปรับกระบวนการเรียนรู้เดี๋ยวนั้นไปแล้ว

วิจารณ์ พานิช

๔ ม.ค. ๕๗