SEEN มหาสารคาม _๐๒ : เสนอวิธีการพิจารณาความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียน


ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา คือการสรรและสร้างโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้โรงเรียนศูนย์ฯ ป็นั้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนฯ ขยายผลต่อไป โดยมีเป้าหมายให้ได้ ๙๐+ โรงเรียนในปี ๒๕๕๘ นี้  เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนคือ "เกณฑ์ก้าวหน้า" ที่ยึดเป็นกรอบทิศทางประเมินตนเอง ซึ่งสรุปให้สั้นและเข้าใจได้ไม่ยากด้วยสูตร ๓-๔-๕  อ่านได้ที่นี่ 

หลังจากที่ได้ "รับนโยบาย" จาก ผอ.เขตฯ ตามที่เล่าให้ฟังในบันทึกที่แล้ว ศน.รพีพรรณ ได้แต่งตั้งผมเป็นหนึ่งในกรรมการประเมินความยั่งยืนของสถานศึกษาพอเพียง และกำหนดปฏิทินที่จะลงพื้นที่ประเมินโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียงต้นแบบในวันที่ ๑๙-๒๑ และ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้  ภารกิจคือการ คัดเลือก ๒ จาก ๗ โรงเรียนที่สมัครใจ เพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนศูยน์ฯ ภายในปี ๒๕๕๘ นี้  เมื่อรวมกับโรงเรียนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่แล้วคือ โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ และอีกสองโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อนฯ ของมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล จะรวมเป็น ๕ โรงเรียน อย่างไรก็ตาม เราตกลงกันว่า เราจะส่งประเมินจริงเฉพาะโรงเรียนที่มีผลการขับเคลื่อนตามเกณฑ์ก้าวหน้าเท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็น ๑ ใน ๕ โรงเรียนนี้ หรือ ๑ ใน ๗ โรงเรียนที่สมัครใจเข้าขอรับการประเมินในครั้งนี้ 


หลังจากการประเมินเสร็จสิ้นแล้ว ผมมีความคิดว่า ควรจะเสนอผลสรุปการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกโรงเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน และนำประสบการณ์ของกันและกันไปพัฒนาและขับเคลื่อนในโรงเรียนของตนเองต่อไป จึงขอเสนอกรอบการพิจารณาผลเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ สามารถแบ่งระดับของความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาการของนักเรียนแกนนำด้าน อุปนิสัย "พอเพียง" ได้ ๔ ขั้น คือ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และให้/แบ่งปัน  โดยบทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน  ๔ แบบ สอดคล้องกัน และแต่ละระดับจะส่งผลต่อระดับของความสำเร็จของโรงเรียนในการปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” ของนักเรียนแกนนำ ๓ ระดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

รูปนี้ใช้อธิบายพัฒนาการของนักเรียนแกนนำและระดับการกำหนดบทบาทของครู 

๑)    พัฒนาการของนักเรียนแกนนำ  ๔ ระดับ 

  • ขั้นนิยาม หมายถึง นักเรียนรู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง ว่า เป็นหลักปรัชญาที่ในหลวงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย ให้เป็น "หลักคิด" "หลักปฏิบัติ" ในการดำเนินชีวิต ด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ 
  • ขั้นตีความ หมายถึง นักเรียนสามารถอธิบายเชื่อมโยงกิจกรรมหรือประสบการณ์ของตนเองทั้งกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง กับหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาได้อย่างสอดคล้อง
  • ขั้นนำไปใช้ หมายถึง นักเรียนสามารถนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา ไปใช้กับตนเองทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง จนเกิดผลลัพธ์กับตนเอง 
  • ขั้นให้/แบ่งปัน หมายถึง การน้อมนำมาทำกับตนเองอย่างจริงจังต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์ประทับใจ ถึงขั้น "ระเบิดจากภายใน" ตนเอง ภูมิใจอยากบอกต่อ มีความสุขที่ได้ให้และแบ่งปันกับคนอื่น เห็นคุณค่าและความดีของ ปศพพ.ด้านการศึกษา ด้วยตนเอง

๒)    บทบาทครูแกนนำ ๔ ระดับ

บทบาทครูแกนนำ ที่พบในการขับเคลื่อน ปศพพ. ซึ่งสอดคล้องกับ พัฒนาการ ๔ ระดับ ได้แก่

  • ระดับที่ ๑ ใช้วิธีการขับเคลื่อนแบบ "บอก สอน ป้อน สั่ง" หมายถึง การพร่ำสอน กำกับ ควบคุม หรือบรรยายบอกเกี่ยวกับ ปศพพ.ด้านการศึกษาให้นักเรียน 
  • ระดับที่ ๒ ใช้การ "ถอดบทเรียน" อย่างมีรูปแบบ โดยกำหนดคำถามตายตัว โดยมาก ใช้แบบฟอร์ม ใบงาน หรือรูปแบบที่ครูคิดขึ้น 
  • ระดับที่ ๓ ใช้การสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และในการดำเนินชีวิตของนักเรียน อย่างไม่มีรูปแบบตายตัว โดยทำทุกโอกาส โดยมากเป็นการตั้งคำถาม 
  • ระดับที่ ๔ เป็นการสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเอง สอดแทรกเมื่อโอกาสเวลาที่เหมาะสมตามบริบท นักเรียนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบ่มเพาะปลูกฝัง ปศพพ. จนกว่าจะเกิดองค์ความรู้นั้นในตนเองด้วยตัวเอง

๓)    พัฒนาการของโรงเรียน ๓ ระดับ

ในการประเมินว่า โรงเรียนอยู่ระดับใด พร้อมหรือไม่ที่จะเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้อสังเกตที่สำคัญเชิงอุดมคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างโรงเรียน ที่มีพัฒนาการแตกต่างกัน ๓ ระดับ  ดังรูป

ระดับที่ ๑ โรงเรียนสถารศึกษาทั่วไป  ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. โดยไม่รู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว เพราะหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้ปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” อยู่แล้ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตร “พอเพียง” นั่นเอง

ระดับที่ ๒ โรงเรียนสถารศึกษาพอเพียง ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว รู้จักหลัก ปศพพ. (นิยาม) ครูเข้าใจและสามารถอธิบายความ (ตีความ) หลัก ปศพพ. กับกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมต่างๆ ได้ นักเรียนเกิดอุปนิสิย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว

ระดับที่ ๓ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" และรู้ตัว สามารถบอกต่อได้อย่างถูกต้อง

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ สู่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนแกนนำ ที่ประเมินจากผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในเวทีต่างๆ และจากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็น ร.ร.ศรร.ฯ โดยพิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในเกณฑ์ก้าวหน้า ดังนี้

ระดับความสำเร็จด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล

ระดับ ๑

ระดับ ๒

ระดับ ๓

ระดับ ๔

ระดับ ๕

ผอ.

รู้และเข้าใจหลัก ปศพพ.

นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิตและงานบริหาร ร.ร.

เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่ครู/ผู้อื่น

ขยายผลสู่ชุมชน /โรงเรียนอื่นๆ

ระเบิดจากภายในภูมิใจขยายผล ปฏิบัติต่อเนื่อง ยั่งยืน

(เกิดอุปนิสัยพอเพียง)

ครู

นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิต

การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริม

เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่เพื่อนครูและนักเรียน

ขยายผลสู่ครูโรงเรียนอื่น/ ชุมชน

นักเรียน

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง การเรียน และการทำกิจกรรมในโรงเรียน

สามารถถ่ายทอด อธิบาย ตีความ ตามหลัก ปศพพ.

ขยายผลสู่คนใกล้ชิดและนักเรียนอื่นๆ

ระดับความสำเร็จด้านกระบวนการขับเคลื่อนของโรงเรียน 

มิติของการขับเคลื่อนฯ

ระดับ C

ระดับ B

ระดับ A

การบริหารจัดการ และการพัฒนาครู

-      เน้นบริหารงานแนวดิ่ง (top-down) สั่งการและตัดสินโดยฝ่ายนโยบายและบริหาร

-      มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน

-      มีแผนและการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนมุ่งสู่วิสัยทัศน์

-      ผู้บริหารและคณะครูเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเพื่อนักเรียน

-      ครูมีความรู้ความเข้าใจในหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง

-   ตามระดับ C

-   การบริหารงานแนวราบ

-   มีการขับเคลื่อนฯ สู่วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โดยน้อมนำหลัก ปศพพ. มาใช้ทุกขั้นตอนของการบริหาร

-   ครูนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และกิจกรรมเสริม

-      ตามระดับ B

-      การบริหารจัดการส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิต

-      ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูตระหนักว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. ไม่ใช่งานเพิ่มเติม แต่เป็นหลักคิด หลักปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง

การจัดการเรียนรู้

-      จัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ยังเน้นเนื้อหา เน้นการท่องจำ พร่ำสอน ครูบอก ออกคำสั่ง ห้ามปราม ปลูกฝังโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง

-      จัดกิจกรรมหรือโครงการเสริมสร้างอุปนิสัยอย่างแยกส่วน แยกวิชาการออกจากคุณธรรม แยกทฤษฎีออกจากปฏิบัติ เช่น โครงการส่งเสริมคุณธรรม การสอนโครงงานของแต่ละวิชา โครงการแข่งขันทางวิชาการโครงการส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียง ฯลฯ

-      จัดการประเมินการเรียนรู้แบบเดิม คือ “ประเมินแบบได้-ตก”เน้นประเมินความรู้มากกว่าทักษะ

-      ครูทำงานแบบเดี่ยว ต่างคนต่างทำ  นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว

-      จัดการเรียนโดยเน้นนวัตกรรมช่วยสอน เช่น สื่อ สื่อคอมพิวเตอร์ หนังสือเรียน ฯลฯ เพื่อให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น ทำได้เร็วขึ้น การสอนแบบบูรณาการแบบสหวิทยาการ

-      จัดกิจกรรมหรือโครงการแบบบูรณาการแบบต่างๆ ที่ครูเป็นผู้ออกแบบและกำหนดขั้นตอน (นักเรียนยังไม่มีบทบาท)เช่น การทำฐานการเรียนรู้ การสอนโครงงานบูรณาการ ฯลฯ

-      จัดระบบการ “ประเมินเพื่อพัฒนา” ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เน้นครูเป็นผู้ประเมิน โดยใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ

-      ครูทำงานเป็นทีม นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว

-      จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นการเรียนรู้ของนักเรียน “สอนน้อย เรียนมาก” ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจ วินัยในตนเอง และทักษะการเรียนรู้ ฝึกให้มีทักษะชีวิต “เรียนชีวิต ไม่ใช่เรียนวิชา”

-      จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงงานบูรณาการบนฐานปัญหาหรือสถานการณ์จริงของชุมชนหรือสังคม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยเชื่อมโยงกับความรู้และทักษะทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน (เน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริง)

-      เน้นให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง ประเมินเพื่อเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการ “ประเมินความเปลี่ยนแปลง” ของนักเรียน

ความสัมพันธ์กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ

-      ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ ชุมชนยังมีความเข้าใจว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นที่โรงเรียน

-      ความสัมพันธ์เป็นแบบทางเดียว เช่นให้ความร่วมมือตามที่โรงเรียนเรียกร้อง ชุมชนให้การสนับสนุน ฯลฯ  โรงเรียนยังไม่ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

-      ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน ชุมชนมีความตระหนักว่า โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม

-      ความสัมพันธ์เป็นแบบสองทาง ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล

-      ตามระดับ B

-      โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนและสังคม

-      โรงเรียนมีส่วนในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะด้านการพัฒนาเยาวชน

 

ตารางสรุปผลการประเมินพัฒนาการและความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ

ประเมินระดับพัฒนาการและความสำเร็จตามแนวทางที่กำหนดข้างต้น โดยใช้ประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การสนทนาพูดคุยในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ตลอดทั้งการติดต่อสอบถามจากคณะกรรมการตรวจเยี่ยม ปรากฏผลดังนี้ (M:ด้านบริหารจัดการและการพัฒนาครู, L:ด้านการจัดการเรียนรู้, C:ด้านความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานภายนอก)

ลำดับ

ชื่อโรงเรียน

พัฒนาการของนักเรียน

บทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ

บุคลากร

โรงเรียน

ผอ.

ครู

นร.

M

L

C

๑.            

วาปีปทุม

๒.            

นาดูนประชาสรรพ์

๓.            

ประชาพัฒนา

๔.            

บรบือ

๕.            

ผดุงนารี

๖.            

โกสุมวิทยาสรรค์

๗.            

กันทรวิชัย

ผลการประเมินขอเก็บไว้เป็นความลับก่อนนะครับ บันทึกต่อไปจะเล่าเรื่องการประเมินของแต่ละโรงเรียน และสะท้อนข้อความเห็นของกรรมการ  หากท่านติดตามจะสามารถรู้ผลการประเมินได้เอง

หมายเลขบันทึก: 569802เขียนเมื่อ 4 มิถุนายน 2014 23:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 มิถุนายน 2014 12:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี