กรณีศึกษา น้องแอ้สะโม่เคร” หรือ “เด็กชายจิตรภานุ ฐานะรุ่งอุดม”

: ปัญหาสิทธิในสัญชาติไทยของเด็กวัยเยาว์เกิดในโรงพยาบาลไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ จากบิดากะเหรี่ยงสัญชาติไทย และมารดากะเหรี่ยงสัญชาติเมียนม่าร์ ซึ่งบุพการีตั้งบ้านเรือนและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศเมียนม่าร์

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๗

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10152478336233834

--------------

ข้อเท็จจริง[1]

--------------

น้องแอ้สะโม่เคร มีชื่อปรากฏตามสูติบัตรที่ออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลอุ้มผาง จังหวัดตากว่า “เด็กชายจิตรภานุ ฐานะรุ่งอุดม” เกิดเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖ ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

บิดาของน้องแอ้สะโม่เครชื่อ “นายวิเชียร ฐานะรุ่งอุดม” ซึ่งเป็นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจากอำเภอท่าสองยาง เกิดเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ อำเภอท่าสองยางได้บันทึกชื่อของเขาในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในสถานะ “คนสัญชาติไทย” และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๕

ส่วนมารดาของน้องแอ้สะโม่เครชื่อ “นางสาว SAN MYINT CAS MEENA (เป็นชื่อที่ปรากฏตาม Oversea Worker Identification Card) หรือ นางสาวมีนา (ปรากฏตามบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว) หรือ นางสาวมะเส่เมี๊ยะ (ปรากฏตามสูติบัตรของด.ช.จิตรภานุฯ)” ซึ่งใน Oversea Worker Identification Card ระบุว่านางสาวมะเส่เมี๊ยะเกิดเมื่อ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๗๘ มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านก้อเชอ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (The Republic of the Union of Myanmar)

ก่อนที่นายวิเชียร และนางสาวมะเส่เมี๊ยะจะเดินทางไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านก้อเชอ ประเทศเมียนมาร์นั้นนายวิเชียรประกอบอาชีพค้าขายผลไม้อยู่ที่เยาวราช ส่วนนางสาวมะเส่เมี๊ยะรับจ้างเลี้ยงเด็กให้กับนายจ้างแถวสาทร ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปรากฏตามเอกสารประจำตัวของเธอคือ Oversea Worker Identification Card เลขที่ 6xxxxxx ซึ่งออกเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๑๒ โดย กระทรวงแรงงาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นอกจากนี้เธอยังมีใบอนุญาตทำงาน เลขที่ x๔๘๑๐๕๑๑๑xxxx ออกให้เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ถึง ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ที่กรุงเทพมหานคร และหนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport) เลขที่ KT ๐๙๑xxx ออกให้เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๐ ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๓ โดยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อขออนุญาตดูหนังสือเดินทางของเธอก็พบว่าเธอมีวีซ่าเข้าประเทศไทย ประเภท NON L-A สัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา (ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ) เลขที่ ๑xxx/๕๕ อยู่ได้จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ นอกจากนี้ นางสาวมะเส่เมี๊ยะ มารดาของน้องแอ้สะโม่เครอ้างว่า ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐเมียนมาร์ในฐานะคนสัญชาติเมียนมาร์เรียบร้อยแล้ว และยังมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะแรงงานจากพม่าลาวกัมพูชาที่ร้องขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ เพราะเขตสาทรได้บันทึกเธอในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘/๑ ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ตั้งแต่เมื่อร้องขอขึ้นทะเบียนแรงงานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ต่อมานายวิเชียรและนางสาวมะเส่เมี๊ยะได้อยู่กินกันฉันท์สามีภริยา และตัดสินใจอพยพไปอยู่ที่บ้านก้อเชออันเป็นบ้านของนางสาวมะเส่เมี๊ยะ ซึ่งบิดาของฝ่ายหญิงให้ทำกินบนที่ดินและให้ปลูกบ้านโดยเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน นอกจากนี้นายวิเชียรและนางสาวมะเส่เมี๊ยะยังประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกถั่วลิสงและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง โดยนายวิเชียรเห็นว่าตนมีความกลมกลืนในทางภาษาของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับคนก้อเชอมากกว่า และยืนยันว่าเมื่อครั้งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมักถูกคนมองว่าเป็นคนต่างด้าวเนื่องจากพูดภาษาไทยไม่ชัด

ปัจจุบัน น้องแอ้สะโม่เครอายุ ๙ เดือน และอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านก้อเชอ อำเภอท่าสองยางได้เพิ่มชื่อน้องในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะคนสัญชาติไทย และให้เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๑

บิดาของน้องตั้งใจว่าเมื่อน้องถึงวัยเรียน จะพามาเข้าโรงเรียนที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งนั้นหมายความว่านายวิเชียรและนางสาวมะเส่เมี๊ยะจะต้องหารายได้เพิ่มให้มากกว่าการปลูกพืชผลขายคนฝั่งก้อเชอเพียงอย่างเดียว

--------

คำถาม

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า น้องแอ้สะโม่เคร มีสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?[2]

---------------

แนวคำตอบ

--------------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เรื่องของสิทธิในสัญชาติไทยเป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ปัญหานี้ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี ซึ่งก็คือ กฎหมายว่าด้วยสัญชาติไทยของประเทศไทยที่มีผลในขณะที่น้องแอ้สะโม่เครเกิด กล่าวคือ ใน พ.ศ.๒๕๕๖ อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ตลอดจน พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑

โดยหลักกฎหมายสัญชาติดังที่ปรากฏใน พ.ร.บ.สัญชาติฉบับดังกล่าว สิทธิในสัญชาติไทยอาจเป็นสิทธิโดยการเกิด หรือภายหลังการเกิด และสิทธิในสัญชาติไทยย่อมเกิดขึ้นโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย หรือโดยมีเงื่อนไข

สำหรับสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด ย่อมเป็นไปตามมาตรา ๗, มาตรา ๗ ทวิ และมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ตลอดจน พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งอาจสรุปความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่บุคคลจะมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดไว้ ๔ ลักษณะ กล่าวคือ

ลักษณะแรก ก็คือ บุคคลที่เกิดจากบิดาที่มีสถานะคนสัญชาติไทย ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นไปโดยผลของอัตโนมัติของกฎหมาย (มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และมาตรา ๗ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑)

ลักษณะที่สอง ก็คือ บุคคลที่เกิดจากมารดาที่มีสถานะคนสัญชาติไทย ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นไปโดยผลของอัตโนมัติของกฎหมาย (มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕)

ลักษณะที่สาม ก็คือ บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบิดาและมารดาที่มีสิทธิอาศัยถาวร ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน โดยบิดาหรือมารดาเป็นคนสัญชาติไทย หรือโดยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีสถานะเป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิและความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นไปโดยผลของอัตโนมัติของกฎหมาย (มาตรา ๗ (๒) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕)

ลักษณะที่สี่ ก็คือ บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบิดาและมารดาที่มีสิทธิอาศัย “ไม่” ถาวร โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีสถานะเป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิและความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข ตามที่กำหนดโดยคณะรัฐมนตรี และความสามารถที่จะใช้สิทธิในสัญชาติประการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งอนุญาตให้สิทธิในสัญชาติไทย (มาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า น้องแอ้สะโม่เครเกิดที่โรงพยาบาลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ จากบิดาตามข้อเท็จจริงเป็นคนสัญชาติไทย จึงสรุปได้ว่า น้องย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลอัตโนมัติของกฎหมายเพราะเกิดในประเทศไทยจากบิดาซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย และน้องย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา จะเห็นว่า เมื่อน้องได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะคนสัญชาติไทย น้องจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนสัญชาติไทย


[1] เค้าโครงของเรื่องมาจากเรื่องจริงซึ่งผู้ออกข้อสอบนำมาจากข้อมูลการทำงานภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนชายแดนไทย – เมียนม่าร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖” ซึ่งเป็นงานในปีที่ ๒ ของ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๙” กรณีศึกษานี้ถูกเสนอโดยคุณจันทราภา จินดาทอง นักสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลอุ้มผาง และการวิเคราะห์กรณีศึกษานี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกต่อสาธารณชนในการประชุมวิชาการเรื่อง “สถานการณ์สำคัญเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยและผูกพันรัฐไทยในการจัดการปัญหาความด้อยโอกาสของเด็กและเยาวชนข้ามชาติจากเมียนม่าร์ โดยผ่าน ๑๕ กรณีศึกษาหลักและกรณีศึกษาในสถานการณ์เดียวกันที่เสนอโดยเจ้าของปัญหาเองและคนทำงานในภาคประชาสังคม” ในวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก บุคคลในกรณีศึกษานี้ประสงค์ที่จะให้คณะผู้ศึกษาวิจัยใช้เรื่องราวของตนเป็นกรณีศึกษาต้นแบบเพื่อสร้างสูตรสำเร็จให้การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในสถานการณ์เดียวกัน จึงประสงค์ให้ใช้ชื่อจริงของเจ้าของปัญหาเอง

อนึ่ง ข้อเท็จจริงเก็บและบันทึกโดย อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาววิกานดา พัติบูรณ์ ผู้ช่วยทางวิชาการในโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระหว่างการลงพื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗

นอกจากนั้น โปรดอ่าน จันทราภา นนทวาสี จินดาทอง, กรณีศึกษาน้องแอสะโม่เคร : ดอกไม้น้อยของอาเซียน, บันทึกภายใต้โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนชายแดนไทย-พม่า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖, เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ http://www.gotoknow.org/posts/554464

[2] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ภาคแก้ตัว โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร