เราเกิดมาเป็นสัตว์โลก หน้าที่หลักคือ "ศึกษา" เราจึงใช้เวลาในการศึกษาในระบบตั้งแต่เด็กเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี และยังต้องศึกษานอกระบบอีกตลอดชีวิต
ทำไมต้องศึกษาด้วย? เหตุผลคือ เราเกิดมาสู่โลก ที่ซึ่งเป็นที่ใหม่สำหรับชีวิตและต้องหาทางเอาตัวรอดบนโลก ด้วยการศึกษาระบบสังคม สิ่งแวดล้อมและรู้หลักการเอาตัวรอด จึงจะทำให้ชีวิตอยู่ได้อย่างเท่าทันสังคม โลก สิ่งแวดล้อม และตัวเอง
ไม่ศึกษาได้ไหม? แม้เราไม่ได้เข้าโรงเรียน สถาบัน หรือบ้านเรียนก็ตาม กลไกวิถีชีวิตก็ยังคงดำเนินอยู่ในเส้นทางการศึกษาอยู่ดี หมายความว่า สัตว์ทุกชนิดเกิดมา มีเส้นทางของตนเองที่จะต้องดำรงชีพไปตามสัญชาตญาณ เพราะมีสมองทำงาน ที่ผลักดันให้ร่างกายต้องดิ้นรนค้นหาอาหาร ที่พัก ที่หลบ ที่นอน ที่สืบพันธุ์ ที่กลัว ในสมองอยู่เสมอ
อนึ่ง โครงสร้างของร่างกายถูกสร้างมาเพื่อดำรงชีวิตพร้อมแล้วคือ มีตา หู จมูก ปาก ร่างกาย มีมือ เท้า มีสมอง ร่างกายของสัตว์ทำงานโดยอัตโนมัติ และอยู่ภายในสมองที่สั่งการ มีท้อง หัวใจ ปอด ทำงานอย่างไม่ขึ้นต่อเราตัวเรา มันอิสระจากการสั่งการ ดังนั้น เราจึงรู้สึกว่า เราถูกบังคับให้เดิน ให้หนี ให้นอน ให้กิน ให้หายใจ ปฏิเสธไม่ได้
สัตว์มีสองชนิดคือ ๑) สัตว์เดรัจฉาน ที่ดำเนินไปตามกลไกของตัวเองและโลก ๒) มนุษย์ ดำเนินไปตามกลไกโลกและตัวเอง มนุษย์ต่างจากสัตว์คือ มีสมองที่ซับซ้อน และมีความนึก คิด เรียนรู้ และแยกแยะสิ่งที่เผชิญได้ แต่ก็ต้องการประสบการณ์ด้วย
จึงพอประมวลแหล่งความรู้ ๓ ทางคือ ๑) รู้สิ่งภายนอกแวดล้อมเรา คือ รู้โลกและสิ่งต่างๆ ๒) รู้จากสิ่งภายในตัวตน คือ รู้ตัวเอง รู้จากอายตนะภายใน และ๓) รู้จากความสัมพันธ์ระหว่างทัังสอง คือ รู้ทั้ง subject และ object ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน
เมื่อเราเกิดมา เราจึงเหมือนถูกบังคับให้เรียนรู้จากผัสสะต่างๆ เป็นปกติประจำ จากนั้นจึงถูกบังคับให้เข้าเรียนในระบบสังคม โรงเรียน มหาวิทยาลัย จนกลายเป็นผู้สำเร็จการศึกษาเรียกว่า "บัณฑิต" หรือ "ปราชญ์"
การเรียนรู้จากฐานแรกเป็นการเรียนรู้แบบธรรมชาติ ที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมเอง จนเกิดความชำนาญ สัตว์ต่างๆ ที่เรียนรู้เอง จนเกิดทักษะในวิถีนั้นๆ แล้วพวกมันก็สามารถเอาตัวรอด รักษาเผ่าพันธุ์ได้ด้วย เช่น สุนัข หมู กา ไก่ นก ปลา ปู ฯลฯ ไม่ต้องเข้าโรงเรียนมันก็เลี้ยงดูลูกได้ โตได้ หาที่อยู่ หาอาหาร หลบหนีเองได้
ส่วนการเรียนรู้ฐานที่สอง เป็นการศึกษาแบบมีระบบ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เรียกว่า โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่เป้าหมายเป็นไปเพื่อการหาวิชาความรู้ ปูทางในการทำงาน หาเลี้ยงตัวเอง จนกลายเป็นเส้นทางอาชีพถาวร (รับราชาการ) หรือธุรกิจส่วนตัว แล้วก็กลายเป็นการเอาตัวรอดบนโลก
การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นการเรียนรู้แบบสองฐาน คือ แบบธรรมชาติและแบบเป็นระบบด้วย จึงทำให้มนุษย์รู้มากขึ้น กว้างขึ้น และเป็นฐานในการมองโลก สังคม สิ่งแวดล้อม และตัวเองชัดเจนขึ้นด้วย กระนั้น ปัจจุบันผู้เขียนก็อดสงสัยมิได้ว่า เรารู้โลก สิ่งแวดล้อมและตัวเอง จริงแท้แค่ไหน แค่ไหน?
ในวิชาญาณวิทยา มักจะถามว่า เรารู้ว่า เรารู้ได้อย่างไร ที่เราเรียนรู้มาหลายศตวรรษนั้นเรารู้ถึงแก่นรู้หรือไม่ หรือรู้แค่เอาตัวรอด แล้วอะไรคือ แก่นวิทยาการของการศึกษา เราส่งลูกเรียน เราอ่าน เราดู เราฝึกหัด พัฒนาตัวเองไปด้านไหน ใช่เงินทองหรือเงินเดือนหรือไม่
ผลลัพธ์หรือผลผลึกจากการศึกษาพัฒนาตัวเองอย่างไร เราจะรู้ตัวเองมากขึ้นไหมว่า เรารู้ หรือรู้ว่าตัวเองรู้ตัว เช่น เรานั่งอ่าน ก็รู้ว่า นั่งอ่านเอารู้ เราพูดก็รู้ว่าพูดรู้ คิดก็รู้ว่าคิดรู้ ถ้าเรารู้เช่นนี้ เราจะเป็นทาสของคนที่นั่งอยู่ในใจหรือในกายเราไหมครับ หรือเราจะอิสระจากตัวเองหรือคนข้างในใจเราหรือไม่ วิทยาการต่างๆ จะเอื้อให้เราคิด ว่าเราคิดได้ไหม (แบบลุ่มลึกและรู้ทันตัวคิด)
ผู้เขียนเฝ้ามองชีวิตตัวเอง และคิดค้นกลไกของสมอง นั่งมอง ยืนตรึก ว่าเราใช้วันเวลาตั้งแต่เด็กรับรู้โลก รับรู้จากผัสสะมาตลอด เราจะใช้กายเรา สมองเรา ให้อิสระจากคนข้างในได้อย่างไร ที่เหนือกว่านั้นคือ เราจะอยู่เหนือเรา ด้วยการรู้อยู่เหนือปรากฏการณ์ตนเองแต่อยู่ภายใต้รู้กระบวนการของระบบกาย โลกและสมองอย่างไร อย่างนี้เราจะพัฒนา การรู้ ไปสู่ ความรู้ได้ไหม
นี่คือ "ต้นแบบ" ความรู้ของตนเอง เหมือนที่นักปรัชญาเพลโตกล่าวไว้ไหม คือ รู้ก่อนรู้ เป็นความรู้ก่อนจะกลายเป็นปฏิบัติการรู้ ก็มองเห็นหลักพุทธที่สอนชาวพุทธด้วยว่า รู้กระบวนการเคลื่อนไหว กาย เวทนา นั่นคือ ฐานรู้ของความรู้ใช่ไหม ปกติเราก็จะยืนยันหรืออ้างว่า ตัวตน ตัวเรา ย่อมรู้ว่าตนเองรู้และยืนยันว่า ฉันรู้ฉันเองได้ ถามต่อไป คุณรู้อย่างไรว่าคุณรู้คุณ โอ๊ย! งงตัวเองจุงเบย...
พอเราแก่ เราชรา สังเกตเห็นคนเหล่านั้น มักจะหมักหมก พกตัวเอง ไม่ตื่นเต้น ไม่หลงใหลตามโลก เพราะกายไม่ตอบสนอง ได้แต่มองสิ่งแวดล้อม ด้วยการยอมรับความจริง ภาวะแบบนี้เขารู้ตัวเองไหมว่า เขารู้ตัวเอง เนื่องจาก คนแก่น่าจะยุติ การสร้างฝัน จิตนาการใดๆ มองโลกตามที่เป็นจริง และมองกาย รู้ใจ รู้รู้ ด้วยปัญญาเหนือรู้ เหนือปรากฏการณ์ของกายทั้งมวล
งานเขียนนี้ ขออภัยท่านที่อ่านครับ.. ผมงงตัวคิด ตัวงง ในตัวเองอยู่ เพราะรู้ตัวรู้ แต่ไม่รู้ว่า ตัวรู้หรือไม่ เลยพานเขียนไปวกวนในเขาวงกตครับ ทำไมเราต้องรู้ตัวเราด้วยวะ !
---------------------<๔/๖/๕๗>------------------------
คุณ ส. เขียนช่วงท้าย ๆ ทำให้พี่อ่านแล้วรู้สึกวกวนเหมือนกัน...มนุษย์เราเรียนรู้จากประสบการณ์ + ความรู้ยามที่ได้เติบโตขึ้น + เหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัวเราที่ทำให้เราได้รู้ บางเหตุการณ์เกิดกับตัวเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้กลายเป็นครูของเรา จึงทำให้เราสำนึกรู้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา...
เรารู้ว่า เรารู้ได้อย่างไร...พี่คิดว่า...น่าจะคล้ายกับปัญญาภิวัฒน์นะคะ...ความรู้มันค่อย ๆ เกิด ๆ ขึ้นในตัวของเราเองโดยที่แรกเลยเราไม่คิด ไม่รู้สึกอะไร แต่ความรู้มันค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ เหมือนเช่นการพัฒนาการ สำหรับมนุษย์ได้รับรู้มันขึ้นเรื่อย ๆ จนตกผลึกในตัวของเรา จนกลายมาเป็นว่า "เรารู้" ไงค่ะ
ใช่หรือเปล่าพี่ไม่รู้ แต่พูดตามที่พี่คิดและวิเคราะห์เองจากการสังเกต จากการที่อยู่บนโลกใบนี้มานาน...แต่พี่ก็ไม่รู้ว่ามนุษย์ทุกคนจะรู้เหมือนกันทุกคนหรือเปล่านะคะ...
ความคิด + ความรู้ ในช่วงเด็กเล็ก ๆ มาจนวัยรู่น สู่ผู้ใหญ่ สู่วัยชรา ในแต่ละรุ่นจะมีความรู้ ความคิดแตกต่างกันไป ยิ่งมนุษย์เรารู้บนโลกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้มากขึ้นเท่านั้น...รู้ได้จากประสบการณ์ตรงของชีวิตไงค่ะ...
แต่บางคนไม่ได้เรียนก็สามารถหยั่งรู้ได้เหมือนกันนะคะ...เพราะความเอาตัวรอดให้อยู่บนโลกใบนี้ให้ได้ เรียนรู้จากธรรมชาติไงค่ะ...
ใช่หรือเปล่า???...
ถูกครับ ใช่ค่ะ...เห็นด้วย เพราะทุกคนมีพื้นฐานการศึกษาในตัวเอง มิฉะนั้น คงไม่รอดมาอยู่บนโลกนี้ได้ครับผม
รู้ตัวเองบ้างบางครั้ง
หลงตัวบ่อยครั้ง
และลืมตัว นานครั้ง
.......
ตัวกระผมนะครับ