เราพบกันในการประชุมงานหนึ่ง   ต่างพึงใจกัน...เขาเป็นคนมีฝีมือหนึ่งและออกจะหัวรุนแรง..ดิฉันครั่งไคร้หลงไหลความเก่งและเป็นตัวของตัวเองของเขา...ด้วยความบ้าบิ่นและความเชื่อมั่นว่าดิฉันต้องเอาตัวรอดได้ดิฉันไม่กลัวอะไรแต่อย่างใด..........ดำรงตนอยู่ในความประมาท..."บังอาจคิดจะไปเล่นกับไฟ" แม่ผู้ไม่เคยยุ่งเรื่องใดใดในชีวิตดิฉัน..แต่เรื่องนี้ "แม่รู้ว่าเราความสัมพันธ์ชักจะเกินเลยไปกว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดาแม่พูดกับดิฉันในมื้อเช้าก่อนไปทำงานว่า..."แม่เชื่อว่าลูกคงจำความเจ็บปวดจากการถูกพ่อทิ้งไปได้ดี..ลูกกลับจะทำสิ่งนี้กับคนอื่น" ดิฉันจึงยอมให้แม่ ไปอย่างง่ายดายพร้อมๆกับคิดได้ว่าหากถึงกับต้องแลกกับอนาคตที่งดงามกับความสุข(ไม่แน่ว่าจะสุข)ซึ่งจะนำความทุกข์ตามมาอีกมากมาย"...น่าจะไม่คุ้ม..
                ครั้งนั้นดิฉันได้เรียนรู้สัจธรรมเรื่องการนินทาเป็นอย่างดี บางครั้งเรื่องที่ซุบซิบนินทานั้นจะเป็นเรื่องไม่จริง จริงบางส่วนหรือจริงทั้งหมดการเล่าสู่กันโดยเจตนาใดก็ตาม..หากบังเอิญหากเป็นเรื่องเล่าของศัตรูคู่แค้น...มันจะมีความมันส์....เพิ่มขึ้นมาทันที..ดังนั้นการนินทาจึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของใคร
               ดิฉันเรียนรู้ว่า.......เมื่อไรที่ชายจะปันใจแล้วคุณเธอล้วนยกเหตุผลมาเข้าข้างตนเองได้ทั้งสิ้น......ดิฉันเข้าใจไปถึงความรู้สึกของใครๆที่หลงไปติดกับดักอารมณ์ตนเอง หากโง่ที่ตกไปอยู่ในสถานการณ์ และไม่ฉุดดึงอารมณ์โอกาสจะทำผิดไม่ยากเลย...ดิฉันรักแม่..รักตัวเอง...เด็กสาว(ในสมัยนั้น)อย่างดิฉันจึงตัดสินใจ..เด็ดขาดเรียกว่าตัดบัวไม่เหลือใย..หากไม่เท่าทันป่านนี้อาจมีประวัติด่างพร้อย...งานนี้ต้องขอบคุณ"แม่"นางฟ้าตัวจริงที่ฉุดดิฉันจากอุบายชีวิตได้ ดิฉันพบว่าเมื่อไรที่อารมณ์ทำงานมากเหตุผลก็จะหลบฉากไปการควบคุมตัวเองคือการดึงเอาฝ่ายเหตุผลออกมาทำงานให้มาก......ทุกวันนี้เราเจอกันบ้างตามสมควรด้วยเหตุของงาน..เราพูดคุยกันปกติเหมือนไม่เคยเกิดเหตุการณ์นั้น..หลายครั้งดิฉันนั่งมองเขาและมองเข้าไปในใจตัวเอง..ไม่เห็นมีรักคงอยู่..รักเกิดได้..ตายได้หากเกิดผิดดิน..