ประสบการณ์มากขึ้น...ฉันยิ่งเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น

ฉันไม่รู้ว่า...คนอื่นเป็นเหมือนกับตัวฉันหรือไม่...สำหรับฉันแล้ว...ฉันคิดดูว่า "ประสบการณ์ชีวิตของฉันเพิ่มขึ้น...ก็ทำให้ฉันยิ่งเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น"...ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของฉัน...

ระยะนี้ ยิ่งฉันได้ใกล้ชิดและได้ดูแลพ่อของฉันมากขึ้นเท่าไร...ทำให้ฉันเข้าใจชีวิตมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น...พ่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ บางวันพ่อไม่รู้สึกตัวว่า...ฉันชื่ออะไร...สมองของพ่อเริ่มลืมฉันและคนรอบข้างไปเรื่อย ๆ ทำให้ฉันที่อาบน้ำ ป้อนข้าวให้ ได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์จากพ่อที่ป่วย...บางครั้ง ฉันนั่งปลง นั่งมองพ่อที่มีอาการไม่ค่อยดี เช่น ถ้าอากาศร้อน พ่อก็จะหลงลืม...ทำให้ฉันรู้ว่า ใครที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว...ถ้าได้อยู่กับอากาศเย็น ๆ ก็จะทำให้ร่างกายและจิตใจดีขึ้น...บางครั้งพ่อก็นอนหลับ ๆ จนฉันต้องเข้าไปมองดูใกล้ ๆ ว่าท่านยังหายใจอยู่หรือเปล่า?...

ถึงแม้ว่าสัปดาห์หนึ่งฉันจะได้ทำหน้าที่ลูก โดยอาบน้ำ ป้อนข้าวพ่อได้ครั้งหนึ่ง ก็ยังดี...เพราะหน้าที่ทุก ๆ วัน คือ พ่อเรของพี่ภัครและน้องเพรียงที่จะต้องทำหน้าที่แทนฉัน...นี่คือ หน้าที่ของลูก - หลาน ที่จะต้องพึงปฏิบัติต่อบุพการี...มาช่วงหลัง ๆ พ่อทานข้าวเม็ดไม่ค่อยได้แล้ว จะทานได้ก็คือ โจ๊ก กับนมกล่องเท่านั้น...รู้กระทั่งรู้ว่า...วันหนึ่งพวกเราต้องจากกัน แต่ก็อดน้ำตาไหลไม่ได้...สภาพของพ่อทำให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิตจากพ่อ...ฉันนึกถึงตัวฉันเองว่า...สักวันหนึ่ง ก็คงถึงเวลาของฉัน แต่ไม่รู้ว่า ฉันจะตายเร็วหรือตายช้า เพราะคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน...

สิ่งที่ได้ทำ คือ การตอบแทน + ดูแล พ่อให้ดีที่สุดเท่าที่พวกฉันจะทำได้...มาระยะหลัง ๆ ฉันได้เรียนรู้ "ชีวิต" มากขึ้น...อาจเป็นเพราะฉันอยู่ในช่วงวัยที่ฉันมีอายุมากขึ้น...หน้าที่การงานก็คงตัวแล้ว...ต่อไปฉันต้องเรียนรู้ "ชีวิต" จริง ๆ จากบุคคลรอบข้าง ที่ทำให้ฉันรู้ว่า "ชีวิต" ที่แท้จริงนั้น คืออะไร?...

ประสบการณ์เป็นตัวสอนให้ฉันได้รู้จักกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยเฉพาะ "ประสบการณ์ชีวิต"...ที่คนแต่ละคนได้พบเจออาจเหมือนและไม่เหมือนกัน...คนเราเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น...เมื่อคนเราเข้าใจชีวิตมากขึ้น สิ่งที่ฉันเห็นว่า "สำคัญ" มาก ๆ นั้น นั่นคือ..."จิตที่ดี" คนเราจะสร้างจิตให้ คิดดี พูดดี ทำดี ได้นั้น บางคนก็ทำไม่ได้ บางคนก็ทำได้...บางคนคิดร้ายหรือคิดไม่ดีต่อตัวของฉัน ๆ ก็ได้แต่บอกไปว่า "อโหสิกรรม" ให้ หรืออภัยให้เขา ไม่คิดจองร้ายพวกเขา...พี่ภัครบอกฉันว่า...แม่คิดดี แม่ทำได้ แต่ภัครยังทำไม่ได้ในตอนนี้ แต่ถ้าภัครอายุเท่าแม่คิดว่าคงทำได้...เพราะการฝึกให้อภัย อโหสิกรรมกับผู้อื่น เป็นบุญสำหรับฉันมาก ๆ เพราะทำให้จิตใจของฉันเกิดการปล่อยวาง ไม่ผูกยึดติดกับสิ่งนั้น ๆ ทำให้ใจของฉันเกิดทุกข์

สำหรับฉัน ๆ คิดว่า "ฉันฝึกจิตของฉันได้"...ฝึกให้จิตคิดแต่สิ่งดี ๆ เวลาพูดก็พูดแต่สิ่งดี ๆ และกระทำแต่สิ่งดี ๆ เท่านี้ ก็เป็นมงคลชีวิตแล้ว...หมั่นฝึกจิตบ่อย ๆ จะทำให้เป็นคนที่มีจิตดี มองโลกในแง่บวก...ไม่คิดอคติต่อผู้อื่น...ฉันคิดว่าการฝึกจิตเป็นการปฏิบัติธรรมเช่นกัน ฝึกคิดแต่สิ่งดี ๆ มีคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น มีจิตที่เมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก...มีบางคนบอกว่า...คนเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง...ส่วนฉันคิดว่า...น่ามีส่วนใช่บ้าง เพราะคนเราเท่าที่สังเกต จะเห็นว่า แต่ละคนมีพฤติกรรม + จิตที่แตกต่างกัน อาจมาจากบารมีหรือบุญกุศลของแต่ละคนสะสมมาไม่เท่ากันมากกว่าในแต่ละภพภูมิ จึงทำให้คนเรามีจิตและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

ฉันเขียน...ฉันก็ไม่เคยศึกษาเรื่องทางธรรมหรอก ฉันพูด ฉันเขียนตามที่ฉันอาศัยประสบการณ์ชีวิตที่ฉันได้พบเจอมากกว่า...ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ใช่...แต่ฉันก็ยังเชื่อว่า เมื่อฉันมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นเท่าใด ทำให้ฉันยิ่งเข้าใจชีวิตมากขึ้นเท่านั้น...

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ  แสงเงิน

๑  มิถุนายน ๒๕๕๗