ชินกาลมาลีปกรณ์ (มหานิทาน)

บัดนี้จะเล่าเรื่องมหานิทาน(เรื่องใหญ่) ต่อไป

พระคันถรจนาจารย์ ได้ประพันธ์ไว้เป็นคาถาว่า

จินฺติตํ สตฺตสํเขยฺยํ นว สํเขยฺยวาจิกํ

กายวาจสิกํ จาติ พุทฺธตฺตํ สมุปาคมิฯ

แปลว่า

พระโพธิสัตว์ ของเราทั้งหลาย คิดอยู่ในใจ ๗ อสงไขย ทำด้วยวาจา ๙ อสงไขย กับทำด้วยกายและวาจา (อีก ๔ อสงไขยแสนกัป) จึงได้ตรัสเป็นพระพุทธฯ

ระยะกาลตั้งแต่ศาสนาพระพรหมเทวะถึงศาสนาพระตถาคตศากยมุนีองค์ก่อน ๗ อสงไขย เป็นกาลปรารถนาด้วยใจ ตั้งแต่พระตถาคตศากยมุนีองค์ก่อนถึงพระสัมมาสัมพุทธทีปังกร ๙ อสงไขย เป็นกาลปรารถนาด้วยวาจา ตั้งแต่พระพุทธทีปังกรจนถึงพระปทุมตตระ ๔ อสงไขย ตั้งแต่พระตถาคตปทุมุตตระถึงพระพุทธกัสสป แสนกัป รวมเป็น ๔ อสงไขยแสนกัป เป็นการปรารถนาด้วยกายและวาจา

ลักษณะอสงไขย

ถาม อสงไขยนั้น เป็นอย่างไร

ตอบ อสงไขยนั้น ท่านประพันธ์ไว้เป็นคาถาดังนี้

นนฺโท สุนนฺโท ปฐวี มณฺโฑ ธรณิ สาคโร

ปุณฺฑริโก อิเม สตฺต อสํเขยฺยา ปกาสิตาฯ

แปลว่า

อสงไขยเหล่านี้ ท่านกล่าวว่ามี ๗ อย่าง คือ นันทอสงไขย ๑ สุนันทอสงไขย ๑ ปฐวีอสงไขย ๑ มัณฑอสงไขย ๑ ธรณีอสงไขย ๑ สาครอสงไขย ๑ ปุณฑริกอสงไขย ๑

อสงไขยทั้ง ๗ นี้ อสงไขยข้อต้น คือ นันทอสงไขย ในนันทอสงไขยมีกัปหนึ่ง ชื่อ สารกัป ในสารกัปนี้ พระสัมมาสัมพุทธทรงพระนามว่า พรหมเทวะ เสด็จอุบัติมาในโลก บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑๖ อสงไขยแสนกัป ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยอานิสงส์ถวายน้ำมันเมล็ดพันธุ์ผักกาด จุติจากนั้นแล้ว มาเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินในนครกรัณฑกะ ทรงพระนามว่า อติเทวะ ครั้งนั้น พระเมตไตรยโพธิสัตว์ เกิดเป็นปุโรหิตผู้สั่งสอนอรรถธรรม(ประจำ) ของพระเจ้าแผ่นดิน ราชปุโรหิตนั้นมีนามว่า สิริคุตต์ พระผู้มีพระภาคพรหมเทวะนั้นเสด็จไปยังสถานที่จะแสดงเทศนาธรรมจักร ซึ่งพระพุทธทั้งหลายจะละเสียมิได้ สถานที่นั้นอยู่ใกล้นครกรัณฑกะ เสด็จไปเพื่อทรงแสดงเทศนาธรรมจักร

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทรงทราบคุณของพระพุทธที่สิริคุตต์ปุโรหิตกราบทูลพรรณนาถวายมีประการต่างๆ เช่นทูลว่า

“ข้าแต่มหาราช พระพุทธนั้นเป็นบุคคลสูงสุดในโลก พระองค์เสด็จอุบัติมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์ พระองค์เป็นพระอรหันต์ เป็นพระสุคต(ผู้เสด็จไปดีแล้ว) เป็นผู้ มีภค(ทรัพย์ วิริยะ ปัญญา วิราคธรรม ยศ สิริ) เป็นผู้จบฝั่งโลกถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประทานอุบายให้ถึงวิมุติ” ดังเป็นต้น

พระองค์เสด็จไปสู่ประทับของพระพุทธ ทรงบูชาด้วยเครื่องสักการต่างๆ ถวายนมัสการด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วตั้งปณิธานในใจว่า ในอนาคต ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เหมือนพระองค์ จะได้ให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากกิเลสด้วย ขอให้ข้ามได้เหมือนพระองค์จะได้ให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย

พระโพธิสัตว์ของเรา ทรงบำเพ็ญอธิการ(สะสมบารมี) ในสำนักพระผู้มีพระภาคพรหมเทวะ มีปณิธานในใจอย่างนี้ก่อนแล้ว

ในนันทอสงไขยนั้นเอง พระพุทธอื่นๆ เสด็จอุบัติขึ้นมาถึง ๔๙ooo พระองค์ แม้พระโพธิสัตว์ ก็ได้บำเพ็ญอธิการ ในสำนักพระพุทธทั้งหลายเหล่านั้น แล้วกระทำปณิธานใจใจว่า จะขอเป็นพระพุทธ

ตั้งแต่นันทอสงไขยนั้นถึงสุนันทอสงไขย(อสงไขยนี้) มีพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๙ooo พระองค์ ตั้งแต่สุนันทอสงไขยนั้นถึงปญวีอสงไขย มีพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๑oooo พระองค์ ตั้งแต่มัณฑอสงไขยนั้นถึงธรณีอสงไขย มีพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๒oooo พระองค์ ตั้งแต่ธรณีอสงไขยนั้นถึงสาคตรอสงไขย มีพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๓oooo พระองค์ ตั้งแต่สาครอสงไขยนั้นถึงปุณฑริกอสงไขย มีพระพุทธเดส็จอุบัติขึ้นมา ๔oooo พระองค์ พระโพธิสัตว์ก็ได้กระทำอธิการในสำนักของพระพุทธเหล่านั้นแล้ว ตั้งปณิธานในใจตลอดมา พระโพธิสัตว์ของเราได้บำเพ็ญอธิการ ในสำนักของพระพุทธถึง ๑๒๕ooo พระองค์ มีองค์พระพุทธพรหมเทวะเป็นต้น แล้วทรงปรารถนาด้วยใจ

กาลแห่งมโนปณิธาน (ตั้งปณิธานในใจ) โดยเล่าเรื่องมหานิทาน

จบบริบูรณ์ ด้วยวประการฉะนี้

เรื่อง จิตตุปบาท (คิดในใจ) จบ