เมื่อวานพาครอบครัวไปดูหนังเรื่อง X-men ..สนุกตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับเทคนิกมาก แต่ที่ตื่นเต้นิย่งกว่า เมื่อดูภาพรวมทั้งหมดในเรื่อง หนังเรื่องนี้อธิบายวงจร 4-D ของ Appreciative Inquiry (AI) ศาสตร์แห่งการพัฒนาองค์กรเชิงบวก ที่เริ่มจากสมมติฐานที่ว่าในองค์กรมีเรื่องราวดีๆ ที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินไปอย่างดีที่สุดของระบบ อยู่เสมอ เราสามารถใช้การตั้งคำถามดีๆ เพื่อดึงเรื่องราวดีๆ นี้ออกมาขยายผล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้ทำโดยผ่านวงจร 4-D คือ ต้องเรื่องก่อนว่าจะทำอะไร (Topic Choices) จากนั้นเริ่มทำ Discovery หรือขั้นตอนการสืบค้นร่วมกันของคนในองค์กร ผ่านการตั้งคำถามเชิงบวก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะสร้างสรรค์อะไรดีๆในอนาคตในรูปแบบวิสัยทัศน์ (Dream) จากนั้นมาร่วมกันวางแผนให้ฝันจริง (Design) จากนั้นเริ่มทำจริง (Destiny) ที่ตรงนี้ไม่ใช่เริ่มได้เลย แต่ต้องตั้งคำถามอีกสองสามคำถามเช่น จะให้ใครทำถึงจะเป็นไปได้ที่สุด จะวัดอย่างไร จะทบทวน หรือเรียนรู้ด้วยวิธีอะไร ...หนัง X-Men ตอนล่าสุดสอนเรื่องนี้สอนวงจร 4-D เราได้ถึงแก่นเลยทีเดียว มาดูกันครับ

                       

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่ามนุษย์กลายพันธ์ุ (Mutants) ถูกไล่ล่าโดยมนุษย์ จนเกือบจะสูญพันธ์หมด คำถามคือทำไมมนุษย์ที่ดูมีความสามารถด้อยกว่ากลับสามารถไล่ล่าเผ่าพันธ์ที่ดูมีความสามารถสูงกว่าในทุกด้าน เช่นหายตัวได้ บินได้ พ่นไฟได้ แต่กลับต้องแพ้อย่างราบคาบจนสิ้้นหวัง เมื่อเหล่ามนุษย์กลายพันธ์ุรุ่นสุดท้ายมานั่งคิดคำนึงกันก็พบว่า ที่แพ้เพราะมนุษย์ได้สร้างหุ่นยนต์ชีวะที่อาศัยโครงสร้างทางพันธุกรรมของมนุษย์กลายพันธ์ุ นั่นเอง หุ่นยนต์นี้รวมเอาคุณสมบัติที่ดีที่สุดของพวกกลายพันธ์ไว้ ทำให้มันต่อต้านมนุษย์กลายพันธ์ุได้ทุกตัว แถมแกร่งกว่าไวกว่า ที่สำคัญมนุาย์ควบคุมได้..

และเมื่อนั่นงคิดกันไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน คือเกิดจากการที่มีมนุษย์กลายพันธ์คนหนึ่งไปลอบฆ่าคนในรัฐบาลที่เคยฆ่ามนุษย์กลายพันธ์ุ แต่เหตุการร์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมนุษย์กลายพันธุ์ และต่อมามีการจับมนุษย์กลายพันธ์ุทำให้มีการตัดต่อยีนส์ จนนำมาสู่หุ่นยนต์ที่ตามมาปราบพวกมนุษย์กลายพันธ์ุในอนาคต ทำอย่างไรจะเอาตัวรอดจากหายนะครั้งนี้ได้หล่ะ ... นี่แหละครับ สิ่งที่ AI เรียกว่า Topic Choices หรือเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรดี.. ตอนนี้ในหมู่ X-men คือการเอาตัวรอดจากการสูญพันธ์.. จากนั้นก็มีคนเล่าประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดภัยคุุกคามนี้ว่าเกิดจากมนุษย์กลายพันธ์ุคนหนึ่งที่จุดชนวนสงคราม.. ถ้าจะแก้อาจต้องแก้ตรงนี้ ทำอย่างไร ก็มาค้นหาเรื่องราวดีๆ (Discovery) ก็ค้นพบเรื่องราวดีๆ คือมีมนุษย์กลายพันธ์ุคนหนึ่งสามารถส่งจิตคนกลับไปอดีตได้ โดยจิตนั้นจะไปครอบรองร่างในอดีต ..นี่แหละครับ ที่ผมว่าเรื่องนี้อธิบายเรื่อง AI ได้สมบูรณ์แบบ เพราะเรื่องดีๆไม่ต้องมาก แม้จะเป็นเรื่องเดียว ในสถานการณ์ที่ดูหดหู่สิ้นหวังก็ตาม ขอให้เป็นเรื่องดีๆ ใช้ได้เสมอ.. แล้วใช้อย่างไรต่อ เรื่องดีๆ ของมนุษย์กลายพันธ์ุ นำมาสู่แรงบันดาลใจว่าที่เหล่ามนุษย์กลายพันธ์ุต่างคิดกันเราน่าจะเปลี่ยนอนาคตได้ หากเรากลับไปแก้ไขอดีตได้ เพราะฉะนั้นเขาร่วมกันฝัน (Dream) ว่าจะส่งคนกลับไปแก้อดีต แล้วจะทำอย่างไรดี (Design) ที่สุดก็มาวางแผนกัน ต้องส่งคนไปโน้มน้าวมนุษย์กลายพันธ์ุ ตัววจุดชนวนสงคราม โดยต้องส่งคนไปหาศาสตราจารย์และแม็กนีโต้ ที่จะสามารถช่วยเหลือแก้สถานการณ์ได้ เพราะศาสตราจารย์มีพลังจิต ส่วนแม็กนีโตก็สุดแสนจะมีพลังและความฉลาด

                            

เมื่อตกลงใช้แผนนี้ก็ต่อด้วยการจะทำจริงๆแล้วนั่นคือเริ่มมีการถามว่าจะให้ใครไปดี คำตอบคือเจ้ามนุษย์หมาป่า น่าจะเหมาะสุดเพราะฉลาด เร็ว เป็นอมตะ คำถามต่อมาคือจะเปลี่ยนอย่างไร ก็ต้องช่วยกันโน้นน้าวมนุษย์หมาป่า ที่สุดก็ทำได้.. ส่วนจะวัดอย่างไร.. ก็ได้คำตอบคือประวัติศาสตร์จะเปลี่ยน ส่วนจะทบทวนอย่างไร ต้องทำเป็นระยะๆ..

แน่หละเมื่อส่งมนุษย์หมาป่าไป..ตรงนี้หล่ะครับที่เป็นความสวยงามของเรื่องที่อยากชี้ให้เห็นว่า เวลาทำจริงแล้ว เราต้องหม่ั่นทบทวนสถานการณ์อยู่เรื่อยๆเพราะว่าสิ่งที่เราคิดจะทำกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักต่างกันเสมอ ระหว่างที่เราทำมักมีอะไรที่คาดคิดไม่ถึงเกิดขึ้น เราจะเห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอด ตัวละครบางตัวอาจต้องเพิ่มขึ้นมา เช่นเมื่อกลับไปในอดีตไปเจอว่าแม็กนีโตถูกขังอยู่ในคุกที่ลึกที่สุดในโลก ตอนนั้นพระเอกไม่มีเวลากลับมาในอนาคตเพื่อถามกับทีมงานว่าจะทำไง เขาต้องแก้สถานการณ์ด้วยการถามตัวละครในอดีตว่าจะทำอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยนแผนกันไปเลย.. Destiny ที่ถูกต้องในวงจร 4-D ต้องอย่างนี้เลยครับ ส่วนเรื่องการวัดเห็นชัดๆ ก็มีตัวชี้วัดเดียวคือประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป. ไม่ได้มีเยอะมาก.. จะเห็นว่าการกำหนดตัวชี้วัดไม่จำเป็นตัวเป็นตัวเลขอย่างเดียว เพราะบางอย่างมันเกินกว่าตัวเลข มันยิ่งกว่าตัวเลข เป็นเรื่องการเสี่ยงล้วนๆ.. เพราะฉะนั้นตัววัดมีอย่างเดียวคือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป.. ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไรอยากให้ไปดู

สุดท้ายจะเห็นว่าการทำ Appreciative Inquiry สามารถทำได้กับสถานการณ์ที่หดหู่สุดๆก็ได้ เราจะเจอเรื่องดีๆเสมอ.. และทำที่ใดก็ได้ไม่พิธีการมากนัก.. ทำแบบรวดเร็วแป๊บเดียวได้เลยจริงๆสาม D แรกใช้เวลาไม่กี่สิบนาที แต่ D สุดท้ายนี่นานหน่อย แต่ก็ไม่กี่วันก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้แล้ว..

สุดท้ายนี้ขอบคุณผู้สร้างสำหรับความตื่นตาตื่นใจ และเนื้อหาที่ทำให้ได้คิดได้ในหลายมิติจริงๆ ผมจะเล่าให้ฟังในมิติอื่นๆ อีกเร็วๆนี้

ครับวันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Note: สำหรับท่านที่ยังไม่มีพื้นฐานเรื่อง AI สามารถดูได้ที่ Clip ข้างล่างนี้ครับ

  

  

อ้างอิง:

http://www.tmiaust.com.au/what_we_do/customer_cent…