พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยง

ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย กรณีศึกษา โรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง

ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

Assessment of Safety Behavior and Occupational Health and Safety Risk in a Brass Foundry in Tambol Na Sa Mai, Amphur Muang, Yasathon Province

ลักษณีย์ บุญขาว* จุฑามาศ ศรชัย

วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 045-353900

*E-mail :[email protected]

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้คือเพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงด้าน

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงาน สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Check List ในสภาพแวดล้อมทั่วไปและขั้นตอนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตามระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนงานบริหารความเสี่ยง พ.ศ. 2543

ผลการศึกษา พบว่า คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100.0พฤติกรรมความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงานและด้านเครื่องจักรอุปกรณ์อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 100.0 ส่วนด้านอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 94.3 พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมที่คนงานปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุด คือ รีบแจ้งให้หัวหน้างานทราบทันทีเมื่อพบเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ชำรุดและปิดเครื่องจักรทันทีหลังการใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 100.0 รองลงมา คือ หลังเสร็จสิ้นจากการทำงาน จัดอุปกรณ์ต่างๆคืนเข้าที่เดิม ตรวจสภาพเครื่องจักรก่อนใช้งาน ระมัดระวังเมื่อต้องเข้าทำงานกับเครื่องจักร ถามหัวหน้างานหรือผู้มีความรู้เมื่อไม่ทราบวิธีการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับงานเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุดและไม่ดื่มสุราก่อนเข้างานขณะทำงานหรือช่วงพัก คิดเป็นร้อยละ 94.3 ส่วนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานที่ควรหลีกเลี่ยงแต่คนงานยังคงปฏิบัติคือนำเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ชำรุดมาใช้และหยอกล้อกันระหว่างปฏิบัติงานคิดเป็นร้อยละ 31.4,42.8ตามลำดับ ส่วนการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย พบประเด็นความเสี่ยงระดับสูง ได้แก่ สถานที่ทำงานมีเสียงดังการหลอมโลหะปล่อยมลพิษ/ควันสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนฝุ่นละอองและฝุ่นโลหะฟุ้งกระจายรอบบริเวณทำงานคนงานไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะทำงานมีท่านั่งและท่าทางในการยกเคลื่อนย้ายไม่ถูกหลักการยศาสตร์ และไม่ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร

ดังนั้น เจ้าของกิจการโรงงานหล่อทองเหลืองจึงควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการทำงานนำข้อมูลจากผลการประเมินความเสี่ยงครั้งนี้ไปจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น การควบคุมเสียงดังจากเครื่องจักร การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลและการทำงานในท่าทางที่ถูกหลักการยศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำงาน รวมถึงการจัดสภาพแวดแวดล้อมที่ดีในการทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อส่งเสริมให้คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น

คำสำคัญ:โรงงานหล่อทองเหลือง, พฤติกรรมความปลอดภัย, การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Abstract

This cross-sectional descriptive research assessed the safety behavior and occupational health and safety risk at a brass foundry in Tambol Na Sa Mai, Amphur Muang, Yasathon Province. Data were collected by questionnaires from 35 workers and analyzed by the calculation of frequencies, percentages, means, and standard deviations. A checklist based on criteria from the Industrial Department in the Occupational Health and Safety Risk Assessment and Risk Management Plan was also used to identify and analyze the levels of risks. The study found that safety behavior was at a good level of 100% based on a scale derived from research conducted by Best (1977)in the operation and machinery fields, and in the immediate reporting to supervisors of incorrect operation and shutting down of machinery. Other activities that were assessed at a good level of 94.3% were the maintenance of a clean work area, inspection of machinery before use, asking supervisors when unsure about a machine’s operation, selection of appropriate tools and personal protective equipment, no drinking while working, and resting. Also, the personal protective equipment field was found to be at a good level of 93.4%. There appeared to be a neglect of safety behavior regarding the use of inappropriate machinery (31.4%) and teasing while working (42.8%). The occupational health and safety risk assessment found high risk levels in noise and air pollution while forging, a lack of wearing personal protective equipment, poor ergonomic practices, and the absence of machinery guards. The study suggested that the brass foundry owner set up a risk management program to reduce and control risks, especially in relation to noise pollution, installation of machinery guards, rules about personal protective equipment, adherence to ergonomic guidelines, and management of the work environment to encourage the development of workers’ safety.

Keywords: Brass foundry: Safety behavior: Occupational health and safety risk assessment

1.บทนำ

อุตสาหกรรมหล่อทองเหลืองเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้คนงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ซึ่งมีโอกาสได้รับอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดโรคจากการทำงานขึ้นได้ และคนงานในโรงงานส่วนใหญ่จะมาจากภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีความแตกต่างจากลักษณะการทำงานในโรงงาน จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัย เนื่องจากภายในโรงงานหล่อทองเหลือง คนงานต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่มีฝุ่นละออง ความร้อน เสียงดัง และการยกของหนัก เป็นต้นในตำบลนาสะไมย์ มีโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะโรงงานหล่อทองเหลืองถึง 11 แห่ง และมีจำนวนคนงานทั้งหมด 213 คน ซึ่งโรงงานหล่อทองเหลืองถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมครอบครัวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในตำบล โดยจากข้อมูลการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงานในตำบลนาสะไมย์ ปีพ.ศ. 2555 พบว่า สาเหตุของการป่วยเป็นอันดับ 1 คือ เจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ คิดเป็นร้อยละ 35.9 รองลงมา คือ ระบบกล้ามเนื้อรวมโครงร่าง ร้อยละ 12.8 และโรคตา/ส่วนประกอบของตา ร้อยละ 5.7 ตามลำดับ[1]อีกทั้งคนงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัจจัยอันตรายด้านสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ที่มีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพ เช่น เสียงดังของเครื่องจักร การกลึง การขัดผิวชิ้นงานหรือการเจียระไน ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน สถานที่ทำงานที่มีความร้อนสูง ทำให้ขาดสมาธิในการทำงาน ร่างกายอ่อนเพลีย หรือทำงานในที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้การมองเห็นลดลงเกิดความเมื่อยล้าของตา ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมา ปัจจัยอันตรายด้านเคมี เช่น ฝุ่น กาว ซึ่งจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและทางผิวหนัง [2]ปัจจัยด้านการยศาสตร์ เช่น การหิ้ว/ยกของไม่ถูกวิธี การนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน การเอื้อมหยิบสิ่งของ การก้มโค้งหรือเอี้ยวตัวในขณะทำงาน ส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าเจ็บปวดระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ หากเกิดขึ้นสะสมเป็นเวลานานอาจต้องสูญเสียการใช้งานของอวัยวะนั้นๆได้ [3] นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านจิตสังคม เช่น ความไม่เป็นอิสระ ปริมาณงานไม่ได้ตรงตามความต้องการ ความเครียด และความเบื่อหน่ายจากการทำงาน ปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของคนงานที่ถือเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน สังคมและประเทศชาติ การประเมินความเสี่ยงเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ พิจารณาถึงโอกาสและความรุนแรงของอันตรายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของคนงานที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งคนทำงาน เครื่องจักรกล และขั้นตอนการทำงาน ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม[4] สำหรับการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานเป็นการประเมินระดับพฤติกรรมความปลอดภัยของคนงาน เพื่อพิจารณาแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้อย่างตรงจุด

ผู้วิจัยจึงสนใจทำการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้าน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของโรงหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานแก่นายจ้างในการหาแนวทางจัดการ ป้องกัน ควบคุมความเสี่ยงในการทำงาน และพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของคนงาน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้คนงานมีสุขภาพกาย จิตใจที่ดี มีขวัญกำลังใจในการทำงาน เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศชาติต่อไป

วัตถุประสงค์

1.เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานในโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

2.เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่งในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

2. วัสดุอุปกรณ์และวิธีดำเนินการวิจัย

รูปแบบการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research)

ประชากรที่ใช้ในการศึกษา

ประชากรในการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงาน คือ คนงานในโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธรทั้งหมด 35 คน

สำหรับการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ศึกษาในขั้นตอนการทำงาน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมทราย การปั้นหรือขึ้นรูปแบบเป็นรูปทรงต่างๆ ขั้นตอนการทำชิ้นงาน การต้ม/หลอมและเททองเหลือง ขั้นตอนการปรับแต่งชิ้นงาน และขั้นตอนการบรรจุหีบห่อ ในโรงหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบล นาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

1.แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานและประเมินผลใช้เป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามแบบของ ลิเคร์ท (Likert Scale)

โดยแบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย

1.1ข้อมูลทั่วไปของคนงาน ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ อายุ เพศ ระดับการศึกษา

แผนกงานที่ปฏิบัติ ชั่วโมงการทำงาน ระยะเวลาทำงานโรคประจำตัวของคนงาน ประวัติการได้รับอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติงานอวัยวะส่วนที่เคยได้รับบาดเจ็บความรุนแรงของอุบัติเหตุและลักษณะของอุบัติเหตุ จำนวน 14 ข้อ

1.2ข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน ประกอบด้วย ด้านการปฏิบัติงานด้านเครื่องจักรอุปกรณ์และด้านการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลจำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วยคำถามเชิงบวก จำนวน 23 ข้อ และคำถามเชิงลบ จำนวน 7 ข้อลักษณะคำตอบมี 3ตัวเลือก คือปฏิบัติเป็นประจำ, ปฏิบัติเป็นบางครั้งและไม่เคยปฏิบัติ

2.แบบชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Checklist และแบบประเมินความเสี่ยงตามวิธีการของระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนงานบริหารความเสี่ยง พ.ศ. 2543

การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. ติดต่อประสานงานกับเจ้าของโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธรเพื่อขออนุญาตในการทำวิจัยและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน

2. ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลแก่เจ้าของโรงงานและคนงาน

3. สำรวจข้อมูลโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

4. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ประกอบกับการสอบถามคนงาน หรือผู้ที่รู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงาน และบันทึกรูปภาพเพื่อนำกลับไปจัดทำแบบตรวจ(Check list)

5. ลงพื้นที่เก็บข้อมูล

6. นำแบบตรวจ(Check list) ไปตรวจสอบพื้นที่ทั่วไป และขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ครอบคลุมเครื่องจักร อุปกรณ์หรือกิจกรรม ทุกกิจกรรม

7. นำผลจากการตรวจสอบที่พบว่ามีข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง ขั้นตอน/เรื่องที่ไม่ได้ดำเนินการหรือไม่ได้มาตรฐานมาประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

8. ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแบบสอบถามพฤติกรรมให้คนงานเข้าใจ ดำเนินการแจกแบบสอบถามให้กับผู้ยินยอมให้ข้อมูล

9. เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้ว่าครบถ้วนหรือไม่แล้วมาคิดคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

1.การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน โดยใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่(Frequency) และร้อยละ(percent) สำหรับตัวแปรเชิงคุณภาพ (Nominal scale, Ordinal scale)และ พรรณนาโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสำหรับตัวแปรเชิงปริมาณ (Interval scale, Ratio scale) ส่วนการแปลความหมายคะแนนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน พิจารณาตามเกณฑ์ของเบสท์ (Best, 1977) โดยใช้ค่าพิสัยคำนวณจากค่าคะแนนสูงสุด (Max) ลบด้วยค่าคะแนนต่ำสุด (Min) แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาแบ่งเป็น 3 ช่วงเท่าๆกันแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ดี ปานกลาง และควรปรับปรุง

2.การประเมินความเสี่ยงใช้วิธีวิเคราะห์ตามระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบ่งชี้อันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยง พ.ศ. 2543 โดยพิจารณาระดับโอกาสที่จะเกิดอันตรายคูณกับระดับความรุนแรงของผลกระทบ ต่อ บุคคล ชุมชน ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปจัดระดับความเสี่ยง

3. ผลการวิจัย

พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน

การศึกษาพบว่า คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยในภาพรวม อยู่ในระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100.0 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการปฏิบัติงานและด้านเครื่องจักรอุปกรณ์คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยอยู่ในระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100.0 ส่วนด้านอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล พบว่า คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 94.3 โดยพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมที่คนงานปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุด คือ คนงานรีบแจ้งให้หัวหน้างานทราบทันทีเมื่อพบเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ชำรุดและปิดเครื่องจักรทันทีหลังการใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 100.0 รองลงมา คือ หลังเสร็จสิ้นจากการทำงาน คนงานได้จัดอุปกรณ์ต่างๆคืนเข้าที่เดิม คนงานตรวจสภาพเครื่องจักรก่อนใช้งาน คนงานมีความระมัดระวังเมื่อต้องเข้าทำงานกับเครื่องจักร คนงานจะถามหัวหน้างานหรือผู้มีความรู้เมื่อไม่ทราบวิธีการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์คนงานเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับงานคนงานเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุดและคนงานไม่ดื่มสุราก่อนเข้างานขณะทำงานหรือช่วงพักเที่ยง คิดเป็นร้อยละ 94.3 ส่วนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานที่ควรหลีกเลี่ยงแต่คนงานยังคงปฏิบัติ คือ คนงานนำเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ชำรุดมาใช้คิดเป็นร้อยละ 31.4 และ คนงานหยอกล้อกันระหว่างปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 42.8

การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

จากการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วยการชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Checklist ในขั้นตอนการทำงาน พบ ประเด็น ที่เป็นความเสี่ยงสูง 15 ประเด็นดังนี้สถานที่ทำงานมีเสียงดังรบกวนตลอดเวลาการหลอมโลหะปล่อยมลพิษ/ควันสู่สิ่งแวดล้อม และชุมชนคนงานไม่สวมถุงมือในขั้นตอนการย่างดินหุ่น ท่าทางในการยก เคลื่อนย้ายแม่พิมพ์ ไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ ฝุ่นละอองและฝุ่นโลหะฟุ้งกระจายรอบบริเวณทำงานคนงานไม่สวมแว่นตา/หน้ากากป้องกันเศษโลหะขณะทำงานคนงานไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเสียง ไม่ติดตั้งกระจกนิรภัยกับเครื่องเจียระไน คนงานไม่ทำความสะอาดหรือตรวจเช็คเครื่องจักรทั้งก่อนและหลังการใช้ ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายกับเครื่องกลึง คนงานหญิงไม่มีเครื่องทุ่นแรงในการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของและคนงานมีท่านั่งในการทำงานการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ไม่ถูกตามหลักการยศาสตร์

4. สรุปและเสนอแนะ

จากการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้าน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของโรงหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร สามารถอภิปรายผลการศึกษาได้ดังนี้

พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน

ผลการศึกษาพบว่า คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยในภาพรวมอยู่ใน ระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100.0ทั้งนี้จะเห็นว่า คนงานทุกคนมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ใช้ในการปฏิบัติงานและคนงานส่วนใหญ่เคยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและเกี่ยวกับงานถึงร้อยละ 91.4 ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ มาจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน ที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน คิดเป็นร้อยละ 78.1 ทำให้คนงาน สามารถรับรู้วิธีการปฏิบัติงานและการเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดีอย่างไรก็ตามยังพบพฤติกรรมการคุยโทรศัพท์ขณะปฏิบัติงานของคนงานพบการปฏิบัติเป็นประจำและบางครั้งรวมกัน ถึงร้อยละ 31.5 ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ไม่ควรปฏิบัติขณะทำงาน เนื่องจากการคุยโทรศัพท์ไปพร้อมกับการทำงาน อาจทำให้คนงานขาดสมาธิ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตและมีผลต่อเรื่องความปลอดภัยของตัวคนงานด้วย[5]พฤติกรรมความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงาน พบว่า คนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยอยู่ในระดับดีคิดเป็นร้อยละ 100.0พบว่าคนงานจะจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเลิกงานหรือเสร็จงาน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงาน เพิ่มผลผลิต สามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่ลูกจ้างได้[6] อย่างไรก็ตามยังพบว่า คนงานนำเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ชำรุดมาใช้งาน ร้อยละ 31.4 ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ไม่ควรปฏิบัติในการทำงาน เนื่องจากการใช้งานเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย หรือเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์นั้น อาจเป็นเหตุให้ชิ้นงานเสียหายและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายซึ่งเกิดอันตรายทั้งต่อตนเองเพื่อนร่วมงานและการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งนอกจากจะทำให้งานผลิตหยุดชะงักแล้วยังต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น และคนงานเสียขวัญกำลังใจในการทำงานอีกด้วย[7]และยังพบว่า คนงานมีพฤติกรรมการหยอกล้อกันระหว่างปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 42.8 ซึ่งการหลอกล้อเล่นกันในระหว่างปฏิบัติงานจะทำให้คนงานขาดสมาธิ หรือความตั้งใจในงานเป็นผลให้เกิดความพลั้งเผลอ จนขาดการสังเกต และระมัดระวังในจุดที่มีความเสี่ยง ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ผลการศึกษาการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยโดยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีระดับความเสี่ยงสูง คือ สถานที่ทำงานมีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการผลิตในขั้นตอนการปรับแต่งชิ้นงานที่ต้องใช้เครื่องจักรช่วยในการทำงานก่อให้เกิดเสียงรบกวนจากเครื่องจักรขณะทำงาน เช่น เครื่องกลึง เครื่องเจียระไน เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อคนงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมากๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ก่อให้เกิดอันตรายต่อหูหรือมีอาการปวดหู จะทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลง และหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมากๆติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้ หูหนวก ไม่สามารถได้ยินและติดต่อพูดคุยเช่นปกติได้[6]และในขั้นตอนการทำงาน ต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งเครื่องจักรไม่มีการติดตั้งเครื่องป้องกันอันตราย(Safe Guard) ซึ่งในขณะทำงานอาจเกิดอุบัติเหตุแก่คนงานที่ทำงานกับเครื่องจักรนั้นโดยตรง ที่ตำแหน่ง มือเท้าบริเวณหน้าศีรษะและผิวหนังสาเหตุจะมาจากส่วนที่หมุนได้ จุดตัดจุดหมุน จุดอันตรายต่างๆ ไม่มีที่ครอบป้องกัน รวมถึงการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกวิธี แต่งกายไม่รัดกุม จะทำให้ผม เสื้อผ้าเครื่องประดับ ถูกดึง ถูกพันเข้าไปในเครื่องจักร รวมถึงมีเศษโลหะกระเด็นเข้าตา ผิวหนัง และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายคนงานได้ในขั้นตอนการหลอมโลหะและการย่างดินหุ่น พบการปล่อยมลพิษ/ควัน ออกสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชน และมีฝุ่นฟุ้งกระจายโดยรอบบริเวณทำงาน ซึ่งมลพิษทางอากาศที่เกิดจากควันหรือฝุ่น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนงาน ชุมชนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม เมื่อปล่อยควัน/มลพิษ ทำให้ทัศนียภาพไม่สวยงามและควันที่ปล่อยออกมามีกลิ่นเหม็นรบกวน อีกทั้งการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศไม่ปลอดโปร่ง มีการระบายอากาศที่ไม่ดี ทำให้ได้รับฝุ่นและควันอยู่ตลอดเวลาการทำงาน ก่อให้เกิดการสะสมมลพิษเข้าสู่ร่างกาย[6]และในขั้นตอนการหลอมขึ้นรูปชิ้นงาน รวมถึงงานบรรจุหีบห่อและจัดเก็บชิ้นงาน มีความเสี่ยงสูงด้านท่าทางในการทำงาน คือ คนงานหญิงไม่มีเครื่องทุ่นแรงในการยก เคลื่อนย้ายสิ่งของคนงาน มีท่านั่งในการทำงานและการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ผิดหลักการยศาสตร์ ซึ่งลักษณะการทำงานซ้ำซากและระยะเวลาการทำงานที่ติดต่อกันเป็นเวลานานก่อให้เกิดความเมื่อยล้า การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ จากการยกสิ่งของ การนั่ง การยืน การเอื้อม และบางงานไม่เหมาะสมกับรูปร่างของลูกจ้างผลจากการทำงานที่ผิดหลักการยศาสตร์ จะสามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดหลัง เช่น ท่าทางการยกของหนักซึ่งโดยทั่วไปมักจะก้มหลังยกซึ่งถือเป็นวิธีที่ผิด ซึ่งควรจะใช้การย่อตัวแทน เพราะการก้มหลังนั้นจะส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลัง การนั่งทำงานตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของหลัง จึงควรคำนึงถึงท่านั่งในลักษณะหลังตรง ปล่อยไหล่ตามสบาย ไม่เกร็ง และต้องจัดให้มีเก้าอี้ที่นั่งสบาย ขยับขาได้และสามารถปรับระดับความสูงของเก้าอี้ได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับโต๊ะทำงาน[8]

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์

เจ้าของสถานประกอบการควร

(1)กำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับที่ชัดเจน ให้คนงานปฏิบัติตามเช่น เรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และการปฏิบัติตนขณะปฏิบัติงานเป็นต้น

(2)อบรมให้ความรู้แก่คนงาน เพื่อส่งเสริมให้มีพฤติกรรมความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นในด้านการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและด้านการสนับสนุนมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงงาน

(3)จัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานตามจุดต่างๆให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานและเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น การนำกิจกรรม 5 ส. มากประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงาน

(4)ปรับปรุงแหล่งกำเนิดเสียง จากขั้นตอนการเจียระไนและการกลึง โดยควรคำนึงถึงโครงสร้างของเครื่องจักรและการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการบำรุงรักษา และตรวจประเมินสภาพความพร้อมของเครื่องจักรอยู่เสมอ ทั้งก่อนและหลังการใช้งาน เพื่อป้องกันแก้ไขกรณีมีการชำรุดเสียหาย ให้เกิดเสียงดังน้อยที่สุด

(5) ทำห้องกั้นแยกบริเวณทำงานที่มีเสียงดังหรือกระบวนการที่มีเสียงดังรบกวน

(6) จัดหาและดูแลให้ลูกจ้างสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ใส่ที่อุดหู ที่ครอบหู อย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ และมีระบบพิจารณาการหมุนเวียนหน้าที่หรือกำหนดเวลาทำงาน เวลาพักให้เหมาะสมให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของเสียงแก่ลูกจ้าง การป้องกันอันตรายที่เกิดจากเสียงรวมถึงจัดให้มีการตรวจสอบสมรรถภาพการได้ยินของลูกจ้างเป็นประจำทุกปี

(7)จัดสถานที่ทำงานให้มีการระบายอากาศอยู่เสมอ อาจติดตั้งพัดลมเพื่อช่วยระบายให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น

(8)ปรับปรุงสถานที่ทำงานให้เหมาะสมกับรูปร่างลูกจ้างเช่น โต๊ะ เก้าอี้ พื้นที่วางชิ้นงาน และพื้นที่บริเวณที่ทำงาน

(9) วางแผนบริหารจัดการเวลาพัก หรือ การหมุนเวียนงานให้เหมาะสมเพื่อลดความเมื่อยล้าและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก

(10)จัดทำแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร และตรวจสอบหินเจียระไนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

(11)จัดทำมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัยติดไว้บริเวณที่ทำงานนั้นๆ

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณผู้บริหารและคนงานโรงงานหล่อทองเหลืองแห่งหนึ่ง ในตำบล นาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธรทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูล และให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลและตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

5. บรรณานุกรม

[1]โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาสะไมย์. สรุปผลการ

ดำเนินงานประกอบการประเมินผลงานครั้งที่ 2,2555;

23-24.

[2]กระทรวงสาธารณสุข. ระบบเฝ้าระวงโรคจากการ

ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแบบเชิงรับ, 2554.

[สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2556]. แหล่งสืบค้น URL;

http://www.boe.moph.go.th/Annual/

AESR2011/main/wesr_2554/wk54_14.pdf.

[3]เฉลิมรัฐ ค้ำชูชาติและ อมรรัตน์ ตันติทิพย์พงศ์. สิ่งคุกคาม

ต่อสุขภาพที่มีผลต่อการเจ็บป่วยของบุคลากร

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต; 2550.

[4]นริศ โรจน์วิศาลทรัพย์. การประเมินความเสี่ยงและ

ความปลอดภัยในโรงงาน. [สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม

2556].แหล่งสืบค้น URL;

http://www.yonginter.com/index.php?

lay=show&ac=article&Id=539544345&Ntype=8.

[5]ศูนย์รวมข้อมูลบริหารทรัพยากรมนุษย์. ห้ามใช้โทรศัพท์ใน

สายการผลิต[สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2557].แหล่ง

สืบค้นURL; http://hrm.siamhrm.com/report/.

[6]กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน.เนื้อหาวิชาการ

สภาพแวดล้อมในการทำงาน. 2552 [สืบค้นเมื่อ

9 สิงหาคม 2556]. แหล่งสืบค้น URL;

http://www.oshthai.org/index.php? option=com_

linkcontent&sectionid=2&Itemid=36.

[7]ประเสริฐ คงรุ่ง. ความปลอดภัยทั่วไป. [สืบค้นเมื่อ 29

มีนาคม 2557]. แหล่งสืบค้น URL;

https://wiki.stjohn.ac.th/

[8]กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน.การยศาสตร์ในสถานที่

ทำงาน. [สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2557]. แหล่งสืบค้น

URL;http://www.npc-se.co.th.