2. ความชอบธรรมทางการเมือง หมายถึงอะไร (ต่อ)

Lipset (1981)อธิบายว่า ความชอบธรรมเป็นความสามารถของระบบในการทำให้เกิดและคงไว้ซึ่งความเชื่อที่ว่าสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่มีความเหมาะสมมากที่สุดแล้วสำหรับสังคมในขณะนั้น

Beetham (1991)อธิบายความหมายของความชอบธรรมในการใช้อำนาจว่าคือ มุมมองความเชื่อของประชาชนที่มีต่อการใช้อำนาจในขณะนั้น

Alagappa (1995) อธิบายว่าความชอบธรรมทางการเมืองมีองค์ประกอบอยู่4 ประการ ดังนี้

1.การมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคม(shared norms and values) การมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคมที่ผ่านความสืบเนื่องกันมาในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นตัวกำหนดประเภทของระบบการเมือง การใช้อำนาจของรัฐและการยอมรับของประชาชนต่อการใช้อำนาจนั้น องค์ประกอบข้อนี้มีตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองมี 3 ด้าน ได้แก่

1.1 ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง(conflict over organizing ideology) หากมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใหม่เกิดขึ้นมาท้าทายอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเดิมที่มีอยู่และสามารถขยายแนวร่วมได้มากขึ้นเรื่อย ๆก็จะส่งผลกระทบต่อแบบแผนและค่านิยมที่เป็นอยู่ซึ่งความชอบธรรมของผู้ปกครองขณะนั้นย่อมถูกลดทอนลงและอาจถึงขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมา

1.2การใช้กำลังบังคับให้ทำตามของรัฐหรือ ผู้ปกครองภายใต้ข้ออ้างเรื่องความสงบสุขของสังคม (the use of force in securing compliance) โดยแยกพิจารณาออกเป็น 2 สภาวะ คือผู้ใช้กำลังต้องมีความชอบธรรมในตนเองและการใช้กำลังนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอันมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมมีคำถามเกิดขึ้นว่า การใช้กำลังที่ว่านี้ถือว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ เพียงใดคำตอบคือ “ไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว (no clear-cutanswer is possible)” เพราะมีความแปรผันไปตามบริบท วัตถุประสงค์และขอบเขตของการใช้กำลัง ยกตัวอย่างเช่นถ้ามีการใช้กำลังเพื่อจัดระเบียบสังคมให้เกิดเสถียรภาพความชอบธรรมในการใช้อำนาจของผู้ปกครองอาจเป็นไปในเชิงบวกภายใต้สายตาของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ถูกใช้กำลังเข้าจัดการในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ปกครองมีลักษณะยัดเหยียดอุดมการณ์ทางการเมืองให้กับประชาชนและใช้กำลังปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรงอันขัดกับเจตจำนงของ ประชาชนก็อาจได้รับการมองว่าไม่มีความชอบธรรมในการใช้กำลังนั้น ดังเช่นกรณีรัฐบาลทหารพม่า

1.3ระดับการให้การสนับสนุนจากสาธารณชน (degree of public support) หากสาธารณชนออกมามีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้งการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมืองการให้การสนับสนุนยอมรับนโยบายของรัฐบาลและสิ่งที่รัฐบาลขอความร่วมมือในบาง กรณีและการให้ความเชื่อมั่นในความมีประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมเช่นนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคมที่ก่อให้เกิดมุมมองความชอบธรรมในตัวระบบการเมืองและรัฐบาลในทางตรงกันข้ามถ้าหากระดับการสนับสนุนจากสาธารณชนมีน้อยด้วยเพราะมีการขยายตัวของความไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมการหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือในคำสั่งหรือการจัดระเบียบของทางรัฐบาลการไม่ให้ความเคารพเชื่อฟังทางการเมือง ความเคลือบแคลงใจ และการมองสังคมในแง่ร้ายเช่นนี้ถือว่ามีผลกระทบต่อการมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคมที่ก่อให้เกิดมุมมองความไม่ชอบธรรมในตัวระบบการเมืองและรัฐบาล

2.การเข้าสู่อำนาจด้วยการทำตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่(conformity with established rules for acquiring powers) ผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่ก้าวเข้าสู่อำนาจภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือว่ามีความชอบธรรมในสายตาของคนส่วนใหญ่ในชาติของตนหากเข้าสู่อำนาจด้วยวิถีทางอื่นถือว่าขาดความชอบธรรม อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้อาจใช้อธิบายไม่ได้กับกรณีการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เพราะถึงแม้ว่าเกิดเหตุการณ์การได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ที่มิได้มาตามวิถีทางและกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ เช่น การก่อรัฐประหารแต่ก็ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมว่ามีความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจนั้นโดยรัฐบาลดังกล่าวสามารถเริ่มต้นสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองได้ 2 ทาง คือ ทางแรก ด้วยการอาศัยกรณีเหตุการณ์ทางการเมืองที่เพิ่งผ่านพ้นไปในการสร้างแบบแผนและค่านิยมในหมู่ชนให้เกิดการยอมรับในรัฐบาลใหม่และพยายามลดความชอบธรรมของระบอบเดิมหรือความชอบธรรมของรัฐบาลชุดที่แล้ว ทางที่สองด้วยการอาศัยบารมีของผู้นำคนใหม่จากนั้นในระยะยาวค่อยเสริมสร้างความชอบธรรมให้เพิ่มมากขึ้น (ประเด็นที่สำคัญอยู่ตรงที่การเข้ามาของรัฐบาลใหม่ขัดแย้งกับการมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคม (sharednorms and values) หรือไม่)

3.การใช้อำนาจอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ(proper and effective use of power) มีความหมายอยู่ 2นัย คือ นัยแรกเป็นการใช้อำนาจบริหารประเทศภายใต้กฎเกณฑ์ กระบวนการและกฎหมายและนัยที่สองเป็นการใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมแก่คนในสังคม มิใช่ตกอยู่กับตนเองและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามเรื่องการทำงานของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจมิได้หมายความถึงการขาดความชอบธรรมเสมอไป เนื่องด้วยหากรัฐบาลนั้นบริหารงานล้มเหลวกระบวนการการเลือกตั้งในครั้งต่อไปจะเป็นตัวตัดสิน(ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย)แต่เนื่องจากผู้คนมักคิดเชื่อมโยงเรื่องประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลเข้ากับเรื่องความชอบธรรม จึงทำให้เรื่องประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลกลายเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมสำหรับใช้วัดระดับความชอบธรรมของรัฐบาล

4.การให้ความยอมรับในการปกครอง(consent of the governed) การให้ความยอมรับในการปกครองแตกต่างกันไปตามลักษณะของระบอบการปกครองยกตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตยการให้การยอมรับของประชาชนในการปกครองของผู้ปกครองขึ้นอยู่กับเรื่องของการเปิดกว้างให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมส่วนในระบอบอำนาจนิยมและระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จการให้การยอมรับในการปกครองมุ่งไปที่เรื่องการบริหารงานของรัฐบาลว่าบรรลุเป้าหมายและนโยบายที่ แถลงไว้มากน้อยเพียงใดมากกว่าดูที่รูปร่างหน้าตาองคาพยพของรัฐบาล

ในทางทฤษฎีสามารถแยกอธิบายและวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของความชอบธรรมทางการเมือง 4 ประการนี้ออกจากกันได้ แต่ในทางปฏิบัติต้องวิเคราะห์ร่วมกันเนื่องจากองค์ประกอบทั้ง4 มีความสัมพันธ์เกี่ยวพันซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นความชอบธรรมเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนมีความเป็นพลวัตร และมีระดับ (degree) ที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์และยุคสมัยโดยไม่สามารถระบุให้ชัดเจนลงไปได้ว่ามีเพียงแค่ 2 ระดับเท่านั้นคือ มีความชอบธรรม (legitimacy) หรือไม่มีความชอบธรรม(illegitimacy)

ผู้มีอำนาจในทางปกครองจะพิจารณาสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นใน 3 สถาบันทางการเมือง (three political institutions) ได้แก่รัฐชาติ (nation-state) ระบอบ (regime) และรัฐบาล (government) โดย “ความรู้สึกว่ามีอัตลักษณ์ร่วมกันของคนในชาติ(shared identity)” เป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางการเมืองต่อกรณีรัฐชาติ“การมีแบบแผนและค่านิยมร่วมกันของคนในสังคม (shared normsand values)” เช่น พลเมืองแต่ละคนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกับมากกว่าจะเป็นเจ้านาย กับลูกน้อง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางการเมืองต่อกรณีระบอบและ “การเข้าสู่อำนาจด้วยการทาตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่และลักษณะของการบริหารงาน(conformity with established rules and performance)” เป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางการเมืองต่อกรณีรัฐบาล

เดี๋ยวมีต่อนะครับ(แต่ขอหยุดไว้สัก 3 วันครับ ช่วงนี้ผมต้องไปอยู่ที่ที่ไม่มีเน็ทใช้ 555)