“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง”
ถ้อยคำเบื้องต้นปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี พ.ศ. 2550[1] เพื่อบังคับใช้กับประชาชนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย แสดงถึงการรับรองโดยรัฐว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่ใครจะมาละเมิดศักดิ์ศรีของใครไม่ได้ แล้วคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เรากำลังจะกล่าวถึงมีความหมายว่าอย่างไร
ศักดิ์ศรี คือ การยอมรับของบุคคลในสังคมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับของสังคมมนุษย์และเรื่องดังกล่าวต้องเป็นเรื่องดีงามเท่านั้นเรื่องไม่ดี ไม่ให้รวมเรื่องศักดิ์ศรี แม้ว่าพฤติกรรมที่บุคคลกระทำนั้น หรือต้องการกระทำนั้นๆ อาจจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ได้ถือว่าเป็นเรื่องดีงาม สมควรยกย่องและต้องถือปฏิบัติเพื่อเป็นมติขององค์การ การยอมรับขององค์กรต่างๆ นั้นด้วยก็ได้ สิทธิเสรีภาพหรืออำนาจและหน้าที่ก็ถือเป็นศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน
มนุษย์ คือ บุคคลทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นชนชาติใด เผ่า ศาสนา ผิวสี ภาษา และอื่นๆ ที่มีสภาพเป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนของสังคมตลอดจนองค์กร /องค์การ ที่อาศัยมติเป็นข้อปฏิบัติไปตามประสงค์ขององค์การ องค์การก็ให้ถือเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคำว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน[2]
จากความหมายของศักดิ์ศรีและมนุษย์ดังกล่าว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นการยอมรับของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีงาม และบุคคลที่ว่าก็คือบุคคลทั่วไปที่ ไม่มีการเลือกว่าเป็นเชื้อชาติใด สัญชาติใด ศาสนาใด ผิวสีใด เป็นต้น ดังนั้นจึงแสดงว่าทุกๆคนในโลกมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การจะจำกัดสิทธิ เสรีภาพใดๆ ของมนุษย์จึงต้องเป็นไปด้วยเหตุผลอันสมควรที่มนุษย์ยอมรับได้ แล้วกรณีของมนุษย์ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า คนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ และเสรีภาพ เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆที่มีสถานะบุคคลชัดเจนแล้วหรือไม่
กรณีศึกษาเรื่องนี้คือ เรื่องจริงของเด็กชายนิวัฒน์ จันทร์คำ หรือน้องนิค[3] น้องนิคเกิดวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2538 เป็นบุตรของนายหนุ่ม เป็นคนชาติไทยลื้อ ไม่ปรากฏสัญชาติ กับนางจริง จันทร์ คำ เป็นคนชาติพันธุ์ไทยลื้อ ปัจจุบันมีสัญชาติเมียนมาร์ น้องนิคติดตามบิดามารดา และป้าจันทร์ เข้ามาประเทศไทย เนื่องจากหลบหนีการสู้รบระหว่างคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่กับพม่า และน้องนิคไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ ทำให้น้องนิคเป็นบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคล คือไร้สัญชาติโดยสิ้นเชิง ทำให้น้องเป็นคนไร้รัฐตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ไร้สถานะทางบุคคลตามกฎหมายสัญชาติ และถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทุกประเทศ เช่นนี้แล้วน้องนิคยังมีสิทธิอะไรบ้าง
สิทธิของนิคที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดที่รัฐต้องรับรองให้แม้ว่าน้องจะมีปัญหาสถานะบุคคลก็ตาม คือ
สิทธิในการได้รับรองสัญชาติ
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[4] ข้อ15.(1)
บุคคลมีสิทธิในสัญชาติหนึ่ง
เป็นสิทธิที่รัฐที่น้องนิคปรากฏตัวต้องหาสัญชาติที่น้องนิคมีจุดเกาะเกี่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อรับรองสัญชาติให้ โดยพิสูจน์จากหลักดินแดนที่กำเนิด และการสืบสายโลหิตจากบุพการี ซึ่งตามข้อเท็จจริงมารดาของน้องนิค ถือสัญชาติเมียนมาร์ ดังนั้นน้องนิคจึงควรได้รับรองสัญชาติเมียนมาร์เช่นเดียวกับมารดาโดยหลักการสืบสายโลหิต
สิทธิในการศึกษา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. 2550[5]มาตรา 49
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[6] ขอ 26 (1)
ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะตองใหเปล่าอย่างนอยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมจะตองเปนภาคบังคับ การศึกษาดานวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปดเปนการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไปจะตองเขาถึงไดอยางเสมอภาคสําหรับทุกคนบนพื้นฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม
จากปฏิญญาสากลและในรัฐธรรมนูญเบื้องต้น จึงกล่าวได้ว่า แม้น้องนิคจะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่น้องนิคก็ยังมีสิทธิในการศึกษาภาคบังคับที่เท่าเทียมกับทุกคน คือไม่น้อยกว่า 12 ปี ตามรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าน้องนิคได้เข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนแม่สายประสิทธิศาสตร์ อำเภอแม่สาย จังหวัดแม่สาย
สิทธิในการมีสุขภาพดี
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545[7]
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"บริการสาธารณสุข" หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ
หมวด 1 สิทธิการรับบริการสาธารณสุข มาตรา 5
บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[8] ข้อ 25(1)
ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตน และของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน
กติการะหว่างประเทศว่าด้าวสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(ICESCR)[9]มาตรา 12 (1)
รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้
องค์การก็ให้ถือเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคำว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน
จากตัวบทกฎหมายและข้อสัญญาต่างๆที่กล่าวไป น้องนิคจึงมีสิทธิในการเข้ารับบริการสาธารณะจากโรงพยาบาลได้ แม้ว่าจะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ตาม
สิทธิในการทำงาน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550[10] มาตรา 43
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[11] ข้อ 23 (1)
ทุกคนมีสิทธิในการทำงาน ในการเลือกงานโดยอิสระ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และในการคุ้มครองต่อการว่างงาน
สิทธิหลายประการที่กล่าวไปเบื้องต้นนั้น เป็นสิทธิที่รัฐต้องรับรองให้แก่ผู้ทรงสิทธิคือมนุษย์ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สัญชาติ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย เขาก็ยังได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายเหล่านี้ เพราะอย่างน้อยพวกเขาควรได้เข้าสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต การที่รัฐปฏิเสธไม่ให้คนเข้าเมืองผิดกฎหมายเข้าถึงสิทธิเหล่านี้ อาจจะถูกสากลมองว่าประเทศไทยกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนกลุ่มนี้อยู่ก็เป็นได้
เขียนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เชิงอรรถ
[1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=... (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19 พฤษภาคม 2557)
[2] ความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.ongkarn-leio.org/knonwlege.php. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19 พฤษภาคม 2557)
[3] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจินดา สายสุนทร .”กรณีศึกษา เด็กชายนิวัฒน์ จันทร์คำ (น้องนิค)” เอกสารประกอบการสอนวิชา น.396 (5 พฤษภาคม 2557) : หน้า 27-30.
[4] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ud... (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19 พฤษภาคม 2557)
[5] อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 1
[6] อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 4
[7] พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thailawforum.com/database1/National-Hea... : 19 พฤษภาคม 2557)
[8] อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 4
[9] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ic... : 19 พฤษภาคม 2557)
[10] อ้างแล้วเชิงอรรถที่1
[11] อ้างแล้วเชิงอรรถที่4