ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยความตายผู้ลี้ภัย
ตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง
ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 82,000 คนและ ผู้ขอลี้ภัยอีก 13,000 คน (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย 2556) ซึ่งได้หนีภัยความขัดแย้งภายในประเทศพม่าข้ามชายแดนตะวันออกของประเทศที่บริเวณชายแดนไทย-พม่ามายังฝั่งไทยต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกะเหรี่ยงแดง (กะยาห์)
ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย หรือพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนในประเทศไทย ค่ายเหล่านี้ได้รับการดูแลจากรัฐบาลไทย ผู้ลี้ภัยได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ที่พักอาศัย ยารักษาโรค และการให้การศึกษาซึ่งดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน
ในขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติได้ร่วมทำงานในค่ายเหล่านี้โดยเน้นหนักไปที่กิจกรรมการคุ้มครองเพื่อทำให้ผู้ลี้ภัยได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยในค่าย ตลอดจนเป็นการทำงานเพื่อสังคม และให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในทางการเมือง ทั้งนี้กฎบัตรและมติขององค์การสหประชาชาติได้มอบหมายให้สำนักงานฯ ทำงานเพื่อให้ความคุ้มครองระหว่างประเทศ และค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถาวรสำหรับผู้ลี้ภัยและบุคคลอื่น ๆ ในความห่วงใย
ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยประมาณแสนกว่าคน เป็นค่ายที่จดทะเบียนกับทางมหาดไทยอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 10 แห่ง ส่วนความช่วยเหลือทั้งหมดในเรื่องอาหาร ที่พัก เสื้อผ้า จะอยู่ในการดูแลของเอ็นจีโอต่างประเทศ รัฐบาลไทยจะดูแลเฉพาะเรื่องสถานที่เป็นหลัก อีกทั้งห้ามออกไปไหน ต้องถูกจำกัดบริเวณ ห้ามทำงานรับจ้าง ห้ามออกไปข้างนอกค่าย ยกเว้นเมื่อป่วยหนัก ซึ่งเอ็นจีโอจะเป็นผู้พาไปโรงพยาบาล เพราะในค่ายฯ เขาจะมีคลินิกประจำคอยช่วยเหลือกันอยู่แล้ว การจัดระบบการศึกษา และให้สิทธิเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยให้ได้เรียนภาษาไทยนั้น เป็นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรัฐจะไม่ได้อนุญาตให้ออกมาข้างนอกเลย ที่อนุญาตก็แค่ให้มีการจัดการศึกษากันในค่ายฯ ในระดับเบื้องต้น ตามสิทธิเด็กที่ควรได้รับการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งก็จะอนุญาตให้เรียนเฉพาะภาษาและวัฒนธรรมของตน
เรื่องการออกมาค้าประเวณี รับจ้าง หรือค้ายาเสพติดของผู้ลี้ภัยนั้น เมื่อคนมันอยู่ร่วมกันตั้งแสนกว่าคน แล้วก็อยู่ในสภาพแออัดก็จะมีความอยากออกมารับจ้าง เพื่อจะได้มีเงินบ้าง ก็เลยแอบออกมารับจ้างตามไร่ตามนา บางส่วนชาวบ้านก็ชวนให้มาช่วยทำไร่ทำนาก็จะได้ผัก พริก เหล่านี้กลับไป ส่วนกลุ่มที่จะออกไปรับจ้างไกลๆ ซึ่งเวลาออกไปทำงานคนเหล่านี้ก็จะมีนายหน้ามารับ คิดค่าหัว ซึ่งจะพาไปไหนก็ไม่รู้ บางส่วนก็อาจพาไปยังสถานบริการทางเพศก็ได้ อย่างกรณีผู้ชายถ้าออกไปข้างนอกแล้วก็อาจจะโดนซ้อม โดนทำร้ายก็มีเช่นกันแต่ก็ไม่ได้แจ้งความ มีบางคนโดนทำร้ายจนเสียชีวิตแล้วเขาก็ให้ค่าทำขวัญก็จบเรื่องไป ไม่มีการแจ้งความอะไร เพราะถ้าผู้ลี้ภัยมามีปัญหาทำผิดกฎหมายไทย ก็มักจะไม่มีการสืบสวนสอบสวนอะไร ส่วนUNHCR ที่เข้ามาดูแลผู้ลี้ภัยเองที่ก็มักใช้วิธีเจรจายอมความกัน
การเสนอให้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ การเสนอให้ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัยของสหประชาชาตินั้น มีผู้มีความเห็นว่าเรื่องการลงนามในอนุสัญญาสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัยนั้น ถ้ามันผลักดันได้ก็ดี เพราะถ้าไทยเราเป็นภาคีตรงนั้นด้วยไทยเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากนัก เพราะมีภาคีร่วมกันรับผิดชอบด้วย ทำให้มีหลักประกันมากขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายและการแก้ปัญหา และที่สำคัญUNHCR ก็จะเข้ามามีบทบาทมีอำนาจในการดูแลผู้ลี้ภัยมากขึ้น แต่ที่รัฐบาลไทยเราไม่ลงนามภาคีเพราะกลัวจะตัดสินใจอะไรไม่ได้ ในการส่ง-รับผู้ลี้ภัย เพราะต้องผ่านUNHCR ให้ความเห็นชอบด้วย ทำให้รัฐบาลไทยเสียสิทธิตรงนี้ไป
ผู้ลี้ภัย แหล่งที่มา: https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee[20เมษายน 2557]
เปิดค่ายผู้ลี้ภัย "มองหาชีวิต"แหล่งที่มา: http://www.thaingo.org/story/leepai2744.htm[20 เมษายน 2557]
