ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ
สำหรับคนไทยปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิวอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อเปรียบเทียบกับในหลายๆประเทศ ซึ่งนั้นก็อาจมีสาเหตุมาจากหลายๆปัจจัยโดยเฉพาะภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของประเทศนั้นๆซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกและความทรงจำที่ผ่านมาของพวกเขา
โดยปัญหาการแบ่งแยกสีผิวกลายเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งในสังคมปัจจุบันที่มีหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ก้าวหน้าขึ้นที่เชื่อว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันไม่ว่าจะด้วยเพศ อาชีพ ฐานะ ศาสนาหรือแม้แต่เชื้อชาติหรือสัญชาติของบุคคลใดก็ตามที่ทุกคนในสังคมต่างต้องเคารพซึ่งกันและกัน แม้แต่ผู้ประกอบธุรกิจเองบางครั้งก็มองข้ามหรือหลงลืมที่จะนึกถึงปัญหาเหล่านี้ไปเสีย โฆษณาต่างๆที่ถูกนำเสนอในปัจจุบันบางครั้งจึงอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของคนบางกลุ่มที่มีภูมิหลังในเรื่องการถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกดูหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีเพียงเพราะความแตกต่างทางด้านสีผิวหรือชาติพันธุ์เท่านั้น สังเกตจากโฆษณาสินค้าบางอย่างที่ใช้พรีเซนเตอร์เป็นผู้หญิงหรือครอบครัวคนผิวดำซึ่งได้รับการโจมตีเป็นอย่างมากเนื่องจากถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดูถูกเชื้อชาติและชาติพันธุ์ของพวกเขา
ผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามปัญหาเหล่านี้หากแต่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของคนเหล่านี้ไม่ให้พวกเขารู้สึกแตกต่างไปจากคนทั่วไปหรือทำให้คนผิวขาวมองพวกเขาแตกต่างไปจากตน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการใช้สื่อโฆษณาที่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสังคมปัจจุบันจึงมีผลกระทบในวงกว้างต่อชาวผิวสีได้ หรือแม้แต่การรับเข้าทำงานบริษัทก็ควรมีจริยธรรมเพียงพอที่จะไม่กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครที่จะเข้ามาสมัครงานโดยเปิดรับบุคคลที่มีความสามารถหาใช่ที่ความแตกต่างทางกด้านเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ ฯลฯ
ซึ่งเชื่อได้เลยว่าหากผู้ประกอบธุรกิจคำนึงถึงผลกระทบในเรื่องนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะมีส่วนทำให้ปัญหาการแบ่งแยกที่ผิวลดลงเนื่องจากคนผิวขาวก็จะไม่มองพวกเขาไปในทางดูถูกเหยียดหยามและในทางกลับกับคนผิวสีก็จะไม่รู้สึกว่าคนถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไป
