ในปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของสิทธิมนุษยชนอยู่มากมาย ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีอยู่มากมายกระบวนการในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน เราสามารถจำแนกออกมาได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
1.กระบวนการคุ้มครองหรือกระบวนการยุติธรรมในศาล
2.กระบวนการคุ้มครองหรือกระบวนการยุตินอกศาล
ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมนอกศาลข้าพเจ้าจะขออธิบายสั้นๆว่า กระบวนนี้มักจะเป็นการใช้อำนาจบางอย่างนอกจากกระบวนการขั้นตอนในศาลตามปกติ เช่นการใช้อำนาจของสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นอำนาจที่ทรงพลังอย่างมากในโลกสมัยนี้ เพราะข่าวสารและข้อมูลจะเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิด คลื่นกระแสความคิด และการชักจูงคล้อยตาม อันนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่ากระแสสังคมหรือกระแสมวลชนนั้นเอง ซึ่ง สิ่งนี้จะเป็นการกดดันรัฐได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกระทบเพียงบุคคลบางกลุ่มแต่ หากกระแสสังคมต่อต้านการกระทำดังกล่าว หรือกดดันให้รัฐปฏิบัติตาม ก็เป็นสิ่งที่รัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ข้าพเจ้าค่อนข้างสนใจว่า แท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมนอกศาลนี้แหละคือสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงปัญหาทั้งต้นเหตุและปลายเหตุได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายกระบวนยุติธรรมนอกศาลก็ไม่อาจทำให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริงได้จนกว่าจะดำเนินการต่อไปสู่กระบวนการยุติธรรมในศาล
กระบวนการคุ้มครองหรือกระบวนการยุติธรรมในศาล
ศาลสิทธิมนุษยชน คือศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต โดยทั่วไปมักเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐสมาชิกกระทำละเมิดต่อประชาชนที่เป็นปัจเจกบุคคลคนธรรมดา ศาลสิทธิมนุษยชนส่วนมากก่อตั้งขึ้นโดยอนุสัญญาที่มีผลผูกพันกันในระหว่างประเทศและกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาทิ ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งแอฟริกา และ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังจะมีการก่อตั้งศาลสิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียนตามมาในอนาคตอีกด้วย
ในปัจจุบันกรบวนการยุติธรรมในศาลที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและเป็นกรณีศึกษาที่ดี คือศาลสิทธิมนุษยชนในยุโรป
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเป็นองค์กรตุลาการขององค์การสภาแห่งยุโรป (Council of Europe) จัดตั้งขึ้นภายใต้อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐาน(ECHR) ซึ่งมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502)ศาลนี้ตั้งอยู่ที่เมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส(อนึ่งมักมีผู้เข้าใจสับสนคำว่า “สภาแห่งยุโรป Council of Europe” กับคำว่า “European Council ที่เป็นองค์กรของสหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งเป็นคนละองค์กร)
ศาลฯ มีหน้าที่ในการตีความข้อกฎหมายและพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญา ECHR โดยอำนาจในการรับคำฟ้องจากรัฐ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐภาคีสมาชิก ECH เดิม คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Human Rights Commission) มีหน้าที่ในการไต่สวนมูลฟ้องและยื่นคำฟ้องต่อศาลแทนบุคคลต่อมาพิธีสารฉบับที่ 11 ซึ่งมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ. 1998(พ.ศ. 2541)ได้ยุบคณะกรรมาธิการฯ ลง และให้อำนาจไต่สวนมูลฟ้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลฯ
ศาลฯ ประกอบด้วยผู้พิพากษาเท่ากับจำนวนรัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญา ECHR ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมสมาชิกรัฐสภายุโรป (Parliamentary Assembly) ประเทศละหนึ่งคน ผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ตามความรู้ความสามารถของตนอย่างอิสระไม่ขึ้นอยู่กับรัฐ หรือสัญชาติ ในการดำเนินคดีจำนวนผู้พิพากษาขององค์คณะจะขึ้นอยู่กับประเภทของคดี เช่น ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีผู้พิพากษาหนึ่งคน ในชั้นพิจารณาคดีจะมีจำนวนผู้พิพากษาในองค์คณะต่างกัน เช่น จำนวนสามคน เจ็ดคน หรือ สิบเจ็ดคน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความสำคัญของคดีคำพิพากษาของศาลฯ ผูกพันรัฐภาคีให้ต้องปฏิบัติตามโดยรัฐจะต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่คำพิพากษาจะไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลภายในรัฐภาคี และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกฎหมายของรัฐภาคี
คณะกรรมการรัฐมนตรี(Committee of Ministers) มีหน้าที่สอดส่องและบังคับให้รัฐปฏิบัติตามคำพิพากษา คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้ชัดเจนขึ้น[1]
ในปัจจุบัน Council of Europe ตั้งอยู่ที่กรุง Strasburg ประเทศฝรั่งเศส มีประเทศสมาชิกอยู่จำนวน 47 ประเทศ[1]ได้แก่ Albania, Andorra, Armenia, Austria, Azerbaijan, Belgium, Bosnia and Herzegovina, Bulgaria, Croatia, Cyprus, Czech Republic, Denmark, Estonia, Finland, France, Georgia, Germany, Greece, Hungary, Iceland, Ireland, Italy, Latvia, Liechtenstein, Lithuania, Luxembourg, Malta, Republic of Moldova, Monaco, Montenegro, Netherlands, Norway, Poland, Portugal, Romania
, Russian Federation, San Marino, Serbia, Slovak Republic, Slovenia, Spain, Sweden, Switzerland, The former Yugoslav Republic of Macedonia, Turkey, Ukraine, United Kingdom และได้มีกฎหมายที่ยกร่างขึ้นโดย Council of Europe ซึ่งใช้บังคับกันระหว่างรัฐสมาชิกคือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป 1950 (European Convention on Human Rights 1950)อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ในปี 1953 โดยเนื้อหาภายในของอนุสัญญากล่าวถึงในเรื่องของสิ่งต้องห้าม อันได้แก่ การทรมานการทารุณกรรมหรือการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมรวมถึงการ ลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรม การเอาคนลงเป็นทาสและการใช้แรงงานโดยการบังคับ โทษประหารชีวิต การคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือโดยอำเภอใจ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่ได้รับรองไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้[2]
ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป มีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาบรรทัดฐานและเกณฑ์ทางกฎหมายร่วมกันระหว่างรัฐภาคีของรัฐสภาแห่งยุโรป คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนจึงอาจถือเป็นบรรทัดฐานในการนิยามและกำหนดขอบเขตการคุ้มครองสิทธิต่างๆให้มีความชัดเจนแน่นอนได้
แต่ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจะ “ไม่มีผลเหนือศาลภายใน” หรือ “ไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลภายใน” ก็ตาม แต่ผลกระทบของคำพิพากษาที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศสมาชิกได้ปรับกฎหมายภายในของตนให้สอดคล้องกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[3]
ซึ่งคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนั้น ได้เป็นที่ยอมรับว่ามีความชัดเจนแน่นอน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติตามได้ไม่เฉพาะเพียงแต่ในประเทศในภูมิภาคยุโรปเท่านั้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UN Human Rights Committee) ก็ได้นำแนวคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปไปปรับใช้ในการพิจารณาถึงพันธกรณีของรัฐภาคีองค์การสหประชาชาติ ในกรณีที่มีการร้องเรียนโดยรัฐหรือเอกชนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยรัฐใดรัฐหนึ่งหรือไม่ด้วย
เมื่อมองภาพโดยรวมแล้ว ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จแห่งกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนก็ทำงานได้ผลในการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน คำพิพากษาของศาลได้ซึมแทรกเข้าสู่ระบบกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก ก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ อันยังประโยชน์แก่คนหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบในสังคม รวมทั้งเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานในการใช้ตีความสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ขององค์การต่างๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือองค์การในระดับภูมิภาคอื่นๆ
ความสำเร็จของศาลสิทธิมนุษยชนในยุโรป จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความต้องการในการพัฒนาและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จึงมีความร่วมมือกัน ในการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights หรือ AICHR)
[1] http://library.nhrc.or.th/Dictionary/search_dic.php?Search=E&page=2
[2] http://www.l3nr.org/posts/535865?locale=en
[3] http://www.l3nr.org/posts/465646