เมื่อพิจารณาจากคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สามารถหาความหมายโดยแยกเป็นคำๆดังนี้
ศักดิ์ศรี คือ การยอมรับของบุคคลในสังคมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับของสังคมมนุษย์และเรื่องดังกล่าวต้องเป็นเรื่องดีงามเท่านั้นเรื่องไม่ดี ไม่ให้รวมเรื่องศักดิ์ศรี แม้ว่าพฤติกรรมที่บุคคลกระทำนั้น หรือต้องการกระทำนั้นๆ อาจจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ได้ถือว่าเป็นเรื่องดีงาม สมควรยกย่องและต้องถือปฏิบัติเพื่อเป็นมติขององค์การ การยอมรับขององค์กรต่างๆ นั้นด้วยก็ได้ สิทธิเสรีภาพหรืออำนาจและหน้าที่ก็ถือเป็นศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน
มนุษย์ คือ บุคคลทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นชนชาติใด เผ่า ศาสนา ผิวสี ภาษา และอื่นๆ ที่มีสภาพเป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนของสังคมตลอดจนองค์กร / องค์การ ที่อาศัยมติเป็นข้อปฏิบัติไปตามประสงค์ขององค์การ
องค์การก็ให้ถือเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคำว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ ปี 2550
มาตรา 4 “ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ”
มาตรา 26 “ การใช้อำนาจ โดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิและ
เสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ “
มาตรา 28 “ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ในกรณีของคนที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งก็เป็นมนุษย์เช่นเราเราต้องการจะคำนึงถึงศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ของเขา เราควรจะรับรองสิทธิ เสรีภาพให้เขา เพื่อให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว ตัวอย่างกรณีศึกษาของน้องนิก หรือนายนิวัฒน์ จันทร์คำ ในเรื่องการรับรองสิทธิเสรีภาพให้กับคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพื่อให้เขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์[1]
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะสิทธิในการศึกษา
น้องนิก หรือนายนิวัฒน์ จันทร์คำ อายุราว 19ปี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เขายังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลย น้องนิกจึงเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง น้องนิกเข้ามาในประเทศไทยเมื่ออายุประมาณ3-4ขวบซึ่งมาอาศัยอยู่กับป้าที่ จังหวัดตรัง มารดาของน้องนิกเป็นคนไทยลื้อไร้รัฐไร้สัญชาติ ในเวลาที่เดินทางเข้าประเทศไทย บิดามารดาและน้องนิกไม่มีหนังสือเดินทางหรือได้รับการตรวจลงตราใดๆทั้งสิ้น ทั้งสามคนจึงเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถดำเนินคดีกับน้องนิกได้ เนื่องจากน้องนิกยังไม่มีเจตนาในการเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะขณะที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย น้องนิกอายุเพียง3-4 ปีเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการกระทำความผิดแต่อย่างใด
เมื่อ คุณป้าก็ได้นำน้องนิกเข้าโรงเรียน ในขณะนั้นคุณป้ากลัวว่าโรงเรียนจะไม่รับน้องนิกเข้าศึกษา จึงได้นำเอกสารประจำตัวของลูกชายของคุณป้ามาใช้แทน สุดท้ายน้องนิกก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียน
เมื่อ คุณป้าก็ได้นำน้องนิกเข้าโรงเรียน ในขณะนั้นคุณป้ากลัวว่าโรงเรียนจะไม่รับน้องนิกเข้าศึกษา จึงได้นำเอกสารประจำตัวของลูกชายของคุณป้ามาใช้แทน สุดท้ายน้องนิกก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนน้องนิก หรือนายนิวัฒน์ จันทร์คำ อายุราว 19ปี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เขายังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลย น้องนิกจึงเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง น้องนิกเข้ามาในประเทศไทยเมื่ออายุประมาณ3-4ขวบซึ่งมาอาศัยอยู่กับป้าที่ จังหวัดตรัง มารดาของน้องนิกเป็นคนไทยลื้อไร้รัฐไร้สัญชาติ ในเวลาที่เดินทางเข้าประเทศไทย บิดามารดาและน้องนิกไม่มีหนังสือเดินทางหรือได้รับการตรวจลงตราใดๆทั้งสิ้น ทั้งสามคนจึงเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถดำเนินคดีกับน้องนิกได้ เนื่องจากน้องนิกยังไม่มีเจตนาในการเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะขณะที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย น้องนิกอายุเพียง3-4 ปีเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการกระทำความผิดแต่อย่างใด
แต่แม้ว่าคุณป้าจะไม่ได้ใช้เอกสารของลูกชายของคุณป้าแสดงตัวเป็นน้องนิกใน การเข้าศึกษา แม้ว่าน้องนิกจะไม่มีเอกสารแสดงตัวใดๆเลยก็ตาม น้องนิกผู้ซึ่งเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ยังมีสิทธิในการศึกษา อ้างอิงจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 (1)บัญญัติว่า
“ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมจะต้องเป็นภาคบังคับ การศึกษาด้านวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปิดเป็นการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไปจะต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคสําหรับทุกคนบนพื้น ฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม”
แม้ว่าเขาไม่มีรัฐ ไม่มีสัญชาติใดๆ เขาก็สามารถเข้าถึงสิทธิในการศึกษาได้ นอกจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นกฎฆมายระหว่างประเทศแล้ว กฎหมายภายในประเทศก็ยังรับรองสิทธิในการศึกษาด้วยเช่นกันดังที่บัญญัติไว้ใน ม.10 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552
“การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อย กว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ”
ผู้ทรงสิทธิตามพรบ.นี้เป็นบุคคล ใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ก็ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิตามพรบ.นี้ ไม่ว่าจะมีรัฐมีสัญชาติหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าน้องนิกจะไร้รัฐไร้สัญชาติหรือไม่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาก็ต้องจัดให้น้องนิกได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อย กว่า 12 ปี โดยให้ครูจัดทำเอกสารแสดงตนให้ ถ้าผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่ยอมรับน้องนิกเข้าศึกษา ผู้อำนวยการอาจถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริต ตามม.157 ประมวลกฎหมายอาญาได้
จึงสรุปได้ว่า ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติอะไร เป็นพลเมืองของรัฐหรือไม่ รัฐก็ต้องให้ความคุ้มครองในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ทุกคนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งในกรณีนี้ รัฐก็ควรเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่คนไร้รัฐอย่างเช่นกรณีน้องนิค เพราะว่าการศึกษา เป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้และมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน