ศาลสิทธิมนุษยชน
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค เป็นองค์กรในระดับระหว่างรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5พฤษภาคม 1949 โดยสนธิสัญญากรุงลอนดอน ( Treaty of London 1949) มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างเสริมความเป็นประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐในทวีปยุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นมาของศาลสิทธิมนุษยชน นั้น เริ่มต้นจากภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศยุโรปได้รับความเสียหายทางกายภาพและทางจิตใจเป็นอย่างมาก จึงต้องหาทางฟื้นฟูสภาพจิตใจของพลเมือง วิธีการนำมาใช้คือ จัดตั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือในทวีปยุโรป โดยผู้เสนอให้ก่อตั้งคือ เชอร์ วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งได้กล่าวไว้ในปี 1946 การปาฐกถาพิเศษ โดยเรียกร้องให้ฟื้นฟูยุโรปผ่านการรวมกลุ่มก่อตั้งคณะมนตรียุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปนั้นตั้งอยู่ที่ Strasbourg แคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศส เพราะเสมือนเป็นศูนย์กลางของยุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนนั้นมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกทั้งหมด 47 ประเทศทั้ง 47 ประเทศได้เข้าเป็นภาคีและรับหลักการของอนุสัญญาฯ หลักสำคัญของอนุสัญญาสรุปได้ดังต่อไปนี้
สิทธิในการดำรงชีวิต
สิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมทั้งในทางแพ่งและอาญา
สิทธิที่จะได้รับการคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของบุคคล
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
เสรีภาพทางความคิด จิตสำนึกและศาสนา
สิทธิในการที่จะได้รับการเยียวยาที่ดี
สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินอย่างสุขสงบ
สิทธิในการเลือกตั้งและการรับเลือกตั้งโดยศาลสิทธิมนุษยชน[1]ได้ยกร่าง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป 1950 ( European Conversation on Human Rights 1950 : ECHR ) โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีโครงสร้าง เป็น Substantive law และ Institution โดยมีผลใช้บังคับเมื่อปี 1953 มีจำนวนสมาชิกเท่ากับCouncil of Europe คือ 47 ประเทศ โดยที่อนุสัญญาฉบับนี้รับรองสิทธิเสรีภาพที่คล้ายคลึงกับUDHR เช่นสิทธิในชีวิต สิทธิในเสรีภาพ และความปลอดภัย สิทธิที่จะไม่ได้รับการทรมาน สิทธิในการไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างทาส เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความคิดและการนับถือศาสนา เป็นต้น[2]
เงื่อนไขเกี่ยวกับคดีที่จะฟ้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้นั้น ต้องมีการดำเนินคดีต่อศาลภายในรัฐนั้นๆจนเสร็จสิ้นแล้ว กล่าวคือคดีได้ถึงที่สุดในศาลสูงสุดแล้ว โดยในการฟ้องคดีต่อศาลภายในนั้นโจทก์จะต้องกล่าวอ้างว่ารัฐนั้นๆละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรองไว้ในมาตราใดของอนุสัญญา และโจทย์จะต้องทำการฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดในศาลภายในประเทศ
ผู้ที่สามารถฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ คือปัจเจกชน ซึ่งคือบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และNGOs โดยฟ้องรัฐสมาชิกเป็นจำเลย โดยผู้ที่จะเป็นโจทก์ในการฟ้องคดีได้นั้น จะต้องมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในรัฐสมาชิกแห่งอนุสัญญา ECHR และถูกละเมิดสิทธิที่ได้รับการรับรองตามอนุสัญญาโดยตรง ในขณะที่รัฐที่ตกเป็นจำเลยในคดีมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือกับศาลในการให้ข้อมูล ตลอดจนเอกสารต่างๆที่จำเป็นในการพิจารณาคดี
ผู้ที่จะตกจำเลยหรือเป็นโจทย์นั่น การนำคดีขึ้นสู่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป จะสามารถทำได้โดยรัฐบาลคู่กรณีหรือบุคคลธรรมดาหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (non-Government organization )เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลของรัฐภาคีทั้ง 47 ประเทศหากเกิดการละเมิดในสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันต่อรัฐคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และแนวทางการพิจารณาคดียึดถือตามคำพิพากษาที่ได้พิพากษาไปแล้วเป็นหลัก (Case law)
เมื่อรัฐใดรัฐหนึ่งตกเป็นจำเลย ระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการพิจารณานั้น มีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือกับศาลในการให้ข้อมูล ตลอดจนเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นในการประกอบการพิจารณา และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสามารถที่จะลงโทษโดยให้รัฐผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ปัจเจกชนได้ด้วย
กรณีตัวอย่างการพิจารณาของศาลสิทธิมนุษยชน[3]ยุโรป เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีคำตัดสินว่าการจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรียูลิยา ทีโมเชนโกของยูเครน เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเธอ โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ก่อนหน้านี้นางทีโมเชนโก แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีลงนามข้อตกลงนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย โดยเธอเรียกร้องว่ารัฐบาลจำคุกเธอเพื่อกีดกันให้พ้นจากการเมือง และเป็นการละเมิดสิทธิ เพื่อให้เธอไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งรัฐสภา รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีการลดหย่อนโทษของเธอแต่ประการใด
[1] http://www.l3nr.org/posts/535961
[2] องค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเกี่ยวด้วยสิทธิมนุษยชน แหล่งข้อมูล :เอกสารประกอบคำบรรยายวิชา สิทธิมนุษยชน โดย อ.ดร. รัชนีกร ลาภวณิชชา
[3] http://library.nhrc.or.th/Dictionary/search_dic.php?Search=E&page=2