ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย
สิทธิ คือ ประโยชน์หรืออำนาจของบุคคลที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ เช่น สิทธิในครอบครัว สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว สิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการเลือกอาชีพ ถิ่นที่อยู่ การเดินทาง สิทธิในทรัพย์สิน เป็นต้นส่วนเสรีภาพ คือ อำนาจตัดสินใจด้วยตนเองของมนุษย์ที่จะเลือกดำเนินพฤติกรรมของตนเอง โดยไม่มีบุคคลอื่นใดอ้างหรือใช้อำนาจแทรกแซงเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนั้น และเป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะกระทำหรือไม่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและวัฒนธรรม
ส่วนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์[1]คือการยอมรับของบุคคลในสังคมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ยอมรับว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา และปฏิบัติกับเขาอย่างมนุษย์ปฏิบัติกับมนุษย์ เช่นนี้ การรับรองสิทธิเสรีภาพให้กับบุคคลย่อมเป็นการให้ค่าว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะมีสิทธิเสรีภาพได้ ดังนั้น การรับรองสิทธิเสรีภาพย่อมเป็นการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน
หากพิจารณาถึงคนเข้าเมืองนั้น คนเข้าเมืองตามกฎหมายไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น3กรณีคือ คนเข้าเมืองโดยข้อเท็จจริงคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย และคนสัญชาติไทยที่ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในสัญชาติไทย ถ้าคนเข้าเมืองโดยข้อเท็จจริงเข้าเมืองมาไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ก็จะกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่วนคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย กับคนสัญชาติไทยที่ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในสัญชาติไทยก็จะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย เว้นแต่ว่าจะไปขออนุญาตเข้าเมืองหรือพิสูจน์สัญชาติไทยได้ แล้วแต่กรณี
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าคนเข้าเมืองผิดกฎหมายก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องการจะคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา เราควรจะรับรองสิทธิ เสรีภาพให้เขา เพื่อให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว
ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาของน้องนิก หรือนายนิวัฒน์ จันทร์คำอายุราว 19ปี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลย น้องนิกจึงเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง น้องนิกเข้ามาในประเทศไทยเมื่ออายุประมาณ 3-4 ขวบ มารดาของน้องนิกเป็นคนไทยลื้อไร้รัฐไร้สัญชาติ ในเวลาที่เดินทางเข้าประเทศไทย บิดามารดาและน้องนิกไม่มีหนังสือเดินทางหรือได้รับการตรวจลงตราใดๆทั้งสิ้น จึงเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถดำเนินคดีกับน้องนิกได้ เนื่องจากน้องนิกยังไม่มีเจตนาในการเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากอายุเพียง3-4 ปีเท่านั้น ได้แต่เพียงติดสอยห้อยตามพ่อแม่เท่านั้นทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสิทธิที่น้องนิกจะได้รับจากรัฐไทย โดยเฉพาะสิทธิในการศึกษา เนื่องจากน้องนิกต้องการที่จะศึกษาต่อในประเทศไทย
โดยในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 (1)[2]บัญญัติว่า
“ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมจะต้องเป็นภาคบังคับ การศึกษาด้านวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปิดเป็นการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไปจะต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคสําหรับทุกคนบนพื้นฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม”
แม้ว่าเขาไม่มีรัฐ ไม่มีสัญชาติใดๆ เขาก็สามารถเข้าถึงสิทธิในการศึกษาได้ นอกจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นกฎฆมายระหว่างประเทศแล้ว กฎหมายภายในประเทศก็ยังรับรองสิทธิในการศึกษาด้วยเช่นกันดังที่บัญญัติไว้ใน ม.10 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552
“การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ”
ผู้ทรงสิทธิตามพรบ.นี้เป็นบุคคล ใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ก็ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิตามพรบ.นี้ ไม่ว่าจะมีรัฐมีสัญชาติหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าน้องนิกจะไร้รัฐไร้สัญชาติหรือไม่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาก็ต้องจัดให้น้องนิกได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยให้ครูจัดทำเอกสารแสดงตนให้ ถ้าผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่ยอมรับน้องนิกเข้าศึกษา ผู้อำนวยการอาจถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามม.157 ประมวลกฎหมายอาญาได้
ดังนั้น ไม่ว่าคนเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือคนต่างด้าวก็ตาม ไม่ว่าจะมีรัฐหรือไม่มีรัฐ มีสัญชาติหรือไม่ก็ตาม เขาก็ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาตามที่กฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายภายในของประเทศนั้นบัญญัติรับรองไว้ เพื่อให้เขาเหล่านั้นที่ได้ใช้สิทธิต่างๆ ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนและครอบครัว และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมหรือบนโลกได้อย่างเท่าเทียม[3]
[1] http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/udhrt.pdf
[2] http://www.baanjomyut.com/library/childright/
[3] http://www.factsforlifethai.cf.mahidol.ac.th/protection/support05.php