หากติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆในปัจจุบัน หนึ่งในข่าวที่เรามักได้เห็นบ่อยคือข่าวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นปัญหาที่เหมือนมีแนวทางแก้ไข เราสามารถช่วยเหลือดูแลได้ในระดับหนึ่ง แต่มีเหตุบางอย่างให้ทำได้เพียงแค่นั้น ดังจะกล่าวต่อไปในบันทึกต่อจากนี้ ก่อนอื่นต้องขออธิบายความหมายของ “ผู้ลี้ภัย” และ “คนหนีภัยความตาย” ก่อน
อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง [1]
โดยเราสามารถแบ่งลักษณะของการลี้ภัยได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การลี้ภัยทางดินแดน เป็นการขอเข้าไปลี้ภัยในดินแดนอื่น ซึ่งการให้อนุญาตจะขึ้นอยู่กับรัฐที่ให้ลี้ภัย โดยพิจารณาจากข้อตกลงเกี่ยวกับกฎหมายในประเทศนั้น
และ 2. การลี้ภัยทางการทูต เป็นการขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสถานทูตของรัฐนั้น ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่ต้องการตัวผู้ลี้ภัยเอง
นอกจากนี้พระราชบัญญัติผู้ลี้ภัยฯ ก็ได้ให้ความหมายของผู้ลี้ภัยไว้ดังนี้ (1)บุคคลที่ต้องอยู่นอกประเทศที่ตนมีสัญชาติโดยไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะแสวงหาประโยชน์จากการคุ้มครองของประเทศนั้น เนื่องด้วยความหวาดกลัวอย่างสมเหตุสมผลต่อการถูกสังหารอันเนื่องมาจากเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือการเป็นสมาชิกของกลุ่มทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง
...หรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติและต้องอยู่ภายนอกประเทศที่เคยอยู่เป็นแหล่งสำคัญ และด้วยเหตุดังกล่าวทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะเดินทางกลับประเทศนั้น
(2) บุคคลที่ถูกบังคับให้เดินทางออกนอกสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญเพื่อแสวงหาที่พักพิงนอกประเทศต้นทางของตน อันเนื่องมาจากการรุกรานหรือการยึดครองจากภายนอก การครอบงำจากต่างประเทศ หรือสถานการณ์อื่นที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทุกส่วนของประเทศต้นทางนั้น
ทั้งนี้ โดยรวมถึงผู้ที่อยู่ในความอุปการะของบุคคลข้างต้นทั้ง 2 กรณีด้วย [2]
ส่วนคำว่า คนหนีภัยความตาย หมายถึง ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยทางตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ และภัยทางอ้อม ที่แบ่งได้อีก 2 ประเภทคือ ภัยความตายทางกายภาพ เช่น การหนีจากการถูกฆ่า หรือการหนีจากการบังคับใช้แรงงานที่หากขัดขืนก็อาจถึงแก่ความตายได้ และอีกประเภทคือ ภัยความตายทางจิตใจ เช่น การถูกข่มขืน
ในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 ได้ให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย อันได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัย สิทธิในการแสวงหาและพักพิง อิสรภาพจากการเป็นทาส การได้รับการรับรองสถานภาพบุคคลตามกฎหมาย อิสรภาพจากการถูกจับกุมและคุมขังโดยพลการ สิทธิที่จะได้รับการศึกษา และสิทธิที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม
สถานการณ์ผู้ลี้ภัยและคนหนีความตายในปัจจุบัน จะขอกล่าวถึงสภาพปัญหาในประเทศไทยเป็นหลัก ในเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายนั้น แม้จะมีการทำอนุสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัยขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ โดยในอนุสัญญาฯนี้ ประเทศที่เข้าร่วมลงชื่อจะให้การคุ้มครองและดูแลผู้ลี้ภัยที่เข้ามาในประเทศอย่างดี หากแต่ว่าประเทศไทยไม่ได้ลงชื่อเข้าร่วมในอนุสัญญาฯฉบับนี้ ทำให้เมื่อมีผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัยความตาย หรือที่ทางไทยเรียกว่าผู้อพยพ เข้ามาในประเทศ รัฐไทยให้ความช่วยเหลือได้จริง แต่ไม่สามารถให้ได้ทั้งหมด เนื่องจากการเข้ามาของคนเหล่านี้ บางครั้งก็เรียกว่าเป็นการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย แต่ด้วยสภาพสาเหตุที่ทำให้ต้องหลบหนีเข้ามานั้นคือการลี้ภัยจากประเทศตนเอง ทำให้ประเทศไทยสามารถให้การช่วยเหลือได้ในลักษณะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีพึงได้ ตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนเอาไว้ เมื่อรัฐไทยไม่ได้ลงชื่อเข้าร่วมในอนุสัญญาฯ จึงอาจให้การคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดเช่นประเทศที่ลงชื่อไว้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่จะไม่ดูแล รัฐไทยได้มีการร่วมมือกันกับองค์การของสหประชาชาติ UNHCR ในการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ทั้งด้านการให้ที่พักพิง ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะเขตจังหวัดที่ติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งมีผู้ลี้ภัยจากพม่าหลบหนีมาเป็นจำนวนมาก นอกจากให้ที่พักพิงแล้วรัฐไทยและ UNHCR ก็ยังให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ลี้ภัยอีกด้วย
ในปัจจุบัน มีข้อโต้แย้งจากกรณีผู้ลี้ภัยจากพม่า เช่น ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาวโรฮิงญา ที่มีประเด็นปัญหาการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ลี้ภัยจากประเทศตนเองเข้ามาในประเทศ แต่ประเทศไทยไม่สามารถรับไว้ได้เช่นประเทศที่ลงชื่อในอนุสัญญาฯ อีกทั้งการเข้าประเทศนี้เป็นการลักลอบเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย จึงเป็นข้อโต้แย้งขึ้นด้วยหลักการสิทธิมนุษยชน ที่ต่อมาได้มีการร่วมกันสนับสนุนให้มีกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็ได้มีการร่างพระราชบัญญัติเสนอให้คุ้มครองกลุ่มคนเหล่านี้อย่างชัดเจนขึ้น โดยหากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ถูกประกาศใช้ ปัญหาที่ซับซ้อนในหลายด้านที่เกิดขึ้นนี้คงได้รับการแก้ไขและคลี่คลายให้เป็นไปด้วยดี.
อ้างอิง
[1] https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee
[2] https://www.facebook.com/tcr.org/posts/209587739215298?stream_ref=10
https://sites.google.com/site/aomunomgs/home/law3
http://salweennews.org/home/?p=986
http://www.l3nr.org/posts/367715
http://ilaw.or.th/node/1813