สิทธิมนุษยชน (Human Right) หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการ คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
ในปัจจุบันที่การตลาดมีความเจริญเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุกจากการประกอบกิจการก็คือ ผลกำไร แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการก็ต้องคำนึงจริยธรรมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย กล่าวคือ เคารพในความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน โดนไม่แบ่ง เพศ ศาสนา เชื่อชาติ สีผิว ฯ
การตลาดที่ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่าง คือ การโฆษณาโฆษณา “Citra ค้นหาสาวใสเด้งวิ้ง 3D” เนื่องด้วยคอนเซ็ปต์สาวนักศึกษาคนไหนขาววิ้งก็จะได้คว้าทุนการศึกษาไปครอง ทำให้กลุ่มคนบางส่วนคิดว่าการโฆษณาแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดสีผิว ยิ่งในคลิปวิดีโอแล้วมีภาพเปรียบเทียบกับสาวผิวคล้ำยิ่งจี้ใจดำคนไม่ขาวให้รู้สึกไม่พอใจไอเดียโฆษณาชิ้นนี้ นอกจากนี้ยังมีโฆษณาของวุฒิศักดิ์ กลูต้า เฮลติ ที่ตัวนางเอกโฆษณาแสดงความเหยียดสีผิวออกมา จนพ่อแม่และน้องตนเองแสดงอาการไม่พอใจ
จากตัวอย่างข้างต้น ข้าพเจ้าเห็นว่าผู้ประกอบการควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย เรื่องสีผิวไม่ใช้สิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนนั้นมีคุณค่าเท่าๆกันไม่ว่าจะผิวขาว หรือ ผิวสี การจะทำโฆษณาก็ควรคำนึงถึงผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่อาจไม่พอใจ
กฎหมายไทยที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงด้วยอีกประการหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2541 เพื่อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่า พ.ร.บ.นี้ จะใช้ชื่อว่า"คุ้มครองผู้บริโภค" แต่ก็ไม่ได้ละเลยการคุ้มครองผู้ประกอบการจากการกลั่นแกล้งของผู้บริโภคด้วย โดย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 นี้ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หมวดคือ
หมวด 1 ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. มีหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีหน้าที่ในการตรวจการโฆษณาสินค้าและฉลากสินค้าต่างๆ
หมวด 2 ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณา กำหนดห้ามไม่ให้ทำการโฆษณาที่ใช้ข้อความเกินจริง หลวกลวง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ละเมิดสิทธิ และกำหนดให้ผู้ประกอบการที่สงสัยว่าการโฆษณาของตนจะฝ่าฝืนกฎหมาย หรือไม่สามารถขอความเห็นจากคณะกรรมการเฉพาะเรื่องโดยเสียค่าธรรมเนียมได้
ส่วนที่ 2.1 การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านฉลาก กำหนดให้สินค้าที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาขายเป็นสินค้าควบคุมฉลากที่ต้องมีลักษณะที่ใช้ข้อความที่ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระของสินค้า ข้อความจำเป็นที่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนด
ส่วนที่ 2.2 ทวิ การคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยสัญญา ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา มีอำนาจกำหนดประเภทธุรกิจที่ควบคุมการทำสัญญาที่กำหนด ให้ใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นที่ไม่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ห้ามใช้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ส่วนที่ 3 การคุ้มครองผู้บริโภคโดยประการอื่น กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจให้มีการทดสอบ พิสูจน์สินค้าที่อาจเป็นอันตราย และมีคำสั่งห้ามขายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายได้ และกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานอัยการ โดยความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีทางแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
หมวด 3 ว่าด้วยการอุทธรณ์
หมวด 4 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ
ซึ่งเมื่อสรุปจากหมวดที่ 2 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว สิทธิของผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมีอยู่ 5 ประการคือ[3]
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูก ต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่ จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพีย งพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว
และล่าสุด พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีกครั้งในฉบับที่ 3 ปี พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มีนาคม 2556 โดยมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขในส่วนของการเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่กระทำผิด ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ และในส่วนของผู้ร้องที่จงใจกลั่นแกล้งผู้ประกอบการให้เสียชื่อเสียง เพื่อให้บุคคลเกรงกลัวโทษที่จะได้รับและไม่กล้าที่จะกระทำผิด[4]
การละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในปัจจุบันยังเกิดขึ้นและพบเห็นได้บ่อยครั้งตามข่าวสารหรือหน้าหนังสือพิมพ์ ก่อให้เกิดความเสียเปรียบและกระทบกระเทือนต่อสิทธิมนุษยชนของผู้บริโภคทางด้านความปลอดภัยในชีวิตและอนามัย รวมถึงด้านอื่นๆนอกจากนี้ด้วย กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อปราบปรามผู้กระทำผิดให้หมดไปจากสังคมไทย
ที่มา
http://kittayaporn28.wordpress.com
http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000132492
http://pantip.com/topic/30439107
http://www.l3nr.org/posts/535469