
(ที่มา : https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-... 9/10288723_10152393990156425_4155229326532197149_n.jpg )
สิทธิในการมีสุขภาพ (Right to Health) ”เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยมีฐานแห่งสิทธิ คือ ความเป็นมนุษย์ ซึ่ง Right to Health หมายความว่า รัฐภาคีมีหน้าที่ต้องรับรองการมีสุขภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ตามฐานะทางการเงินของแต่ละรัฐ กล่าวคือ ประชาชนจะมีสุขภาพในขั้นที่ดีหรือไม่ก็ได้ แต่รัฐต้องรับรองการเข้าถึงการบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคนในรัฐ อันเป็นเรื่องวิธีการ ส่วน Right to Good Health เป็นส่วนของผล ซึ่งขึ้นกับปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล อันรัฐมิสามารถไปกำหนดได้”[1]
ผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดี จึงหมายถึงบุคคลที่รัฐมีหน้าที่ในการรับรองการมีสุขภาพดีที่สุดท่าที่จะเป็นไปได้ตามฐานะการเงินของแต่ละรัฐ
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕[2]
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
"บริการสาธารณสุข" หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ
หมวด ๑ สิทธิการรับบริการสาธารณสุข มาตรา ๕
บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้
คำถามคือ ใครที่จะเป็นผู้ทรงสิทธิหรือบุคคลตามความหมายนี้บ้าง
ถ้าหากพิจาณาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550[3] ประกอบกับการใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ นักวิชาการบางท่านจะตีความว่า บุคคลเหล่านี้หมายถึงคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น[4] เป็นผลให้บุคคลอื่นในประเทศไทยที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย หรือมีปัญหาสถานะบุคคลไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้เท่าที่ควร หรือจะกล่าวว่ามีการเลือกปฏิบัติในการให้บริการสาธารณะกับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยใช้สัญชาติเป็นเกณฑ์ในการตัดสินก็ว่าได้ เช่นในกรณีศึกษาของน้องผักกาด[5] ที่เกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด เมื่อ พ.ศ. 2549 แต่ไม่มีการแจ้งเกิด เนื่องจากผู้ปกครองเห็นว่าน้องอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เหมือนบุตรคนก่อนๆ เพราะน้องผักกาดพิการตั้งแต่กำเนิด พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ และมีอาการป่วยหนักมาจากที่ศีรษะบวมใหญ่มาก ด้วยเหตุนี้ผู้ปกครองจึงทิ้งน้องไว้ให้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล และกลับเข้าประเทศเมียนมาร์ที่เป็นประเทศของตนคืน แต่น้องผักกาดยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันคือประมาณ 8 ปีแล้ว และด้วยปัญหาจากการตีความเรื่องการตีความบุคคลที่มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขดังกล่าวข้างต้น ทำให้น้องผักกาดไร้สิทธิในหลักประกันสุขภาพในกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งที่มีปัญหาสถานะบุคคล แต่โชคที่น้องได้รับการช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมในการสนับสนุนทุนเพื่อซื้อหลักประกันสุขภาพให้แก่น้องต่อไป
อีกกรณีหนึ่งคือเป็นบุคคลที่ไร้สัญชาติแต่มีการรับรองรัฐให้ คือกรณีน้องบิวตี้ หรือเด็กหญิงอรพรรณ[6] อายุ 9 เดือน อาศัยอยู่กับคุณแม่ทัศนีย์ที่จังหวัดตาก น้องได้รับการรับรองสานะคนต่างด้าวมีสิทธิอาศัยชั่วคราว อาการน้องบิวตี้คือ พิการตั้งแต่เกิด ด้วยขามีลักษณะบิดเบี้ยว ผิดปกติ จนน่าจะเดินตามปกติไม่ได้ น้องเป็นผู้สิทธิในหลักประกันสุขภาพในกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี แต่เคยถูกปฏิเสธการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว แต่ภายหลังก็ได้รับการแก้ไขแล้ว
ยังมีน้องๆที่มีปัญหาสถานะบุคคลและเข้าไม่ถึงสิทธิที่จะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาเรื่องสัญชาติ ทั้งๆที่ถ้าตีความตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[7]ข้อ 25(1)
ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตน และของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน
และกติการะหว่างประเทศว่าด้าวสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(ICESCR)[8]มาตรา 12 (1)
รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้
ถ้าพิจารณาตามความเบื้องต้นแสดงว่าประเทศไทยที่เป็นรัฐภาคีแห่งปฎิญญาและอนุสัญญาฉบับกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนของเด็กๆเหล่านี้หรือไม่[9] เพราะหากเป็นภาคีแล้วจะต้องปฏิบัติต่อทุกคนในประเทศของตนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา และอื่นๆตามที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบัญญัติไว้ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าละเมิด แต่ถึงแม้จะเป็นภาคีหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็เห็นว่าการเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับบริการสาธารณสุข เป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับอย่าเสมอภาคกันอยู่ดี เพราะถ้าคนป่วยใกล้จะเสียชีวิตอยู่แล้ว เดินทางมาถึงโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาแต่กลับถูกปฏิเสธเพราะคุณไม่มีสัญชาติไทย เรารักษาให้คุณไม่ได้ เช่นนี้มันถูกแล้วหรือ คุณจะไม่นึกถึงหลักมนุษยธรรม ความมีเมตตาต่อมนุษย์ด้วยกัน และปล่อยคนป่วยไปตามเวรตามกรรม เช่นนั้นคงเป็นหลักคิดที่แย่ที่สุดที่คนๆคนหนึ่งจะคิดได้เลยก็ว่าได้ และข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ท่านใดจะทำเช่นนี้ลง เพียงแต่อาจจะมีปัญหาที่เงินทุนสนับสนุนในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัญหาของภาครัฐที่ต้องเร่งแก้ไข
เขียนวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เชิงอรรถ
[1] สิทธิในสุขภาพอนามัย...ปัญหาในสังคมไทย โดยพิจารณาจากกฎหมายภายในและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/535373. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 17 พฤษภาคม 2557)
[2] พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thailawforum.com/database1/National-Hea... : 17 พฤษภาคม 2557)
[3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๐ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=... (วันที่สืบค้นข้อมูล : 17 พฤษภาคม 2557)
[4] สิทธิในสุขภาพอนามัย...ปัญหาในสังคมไทย โดยพิจารณาจากกฎหมายภายในและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/535373. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 17 พฤษภาคม 2557)
[5] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจินดา สายสุนทร .กรณีศึกษาเด็กและเยาชนที่ประสบปัญหาความด้อยโอกาสทางสุขภาพเพระาพิการและป่วยหนัก (28 เมษายน 2557) : หน้า 2.
[6] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจินดา สายสุนทร .กรณีศึกษาเด็กและเยาชนที่ประสบปัญหาความด้อยโอกาสทางสุขภาพเพระาพิการและป่วยหนัก (28 เมษายน 2557) : หน้า 4.
[7] ปฏิญญาสากลว่าด้วย "สิทธิมนุษยชน" . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=C5... : 17 พฤษภาคม 2557)
[8] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ic... : 17 พฤษภาคม 2557)
[9] สิทธิในสุขภาพอนามัย...ปัญหาในสังคมไทย โดยพิจารณาจากกฎหมายภายในและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/535373. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 17 พฤษภาคม 2557)