จากเว็บไซด์:http://www.krupra.net/files/news/img4_1604.jpg
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งได้บัญญัติรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่1 ว่า “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ” กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนควรเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เพราะทุกคนเกิดมาเสมอภาคกัน แม้กระทั่งคนเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือคนพิการก็ย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป ซึ่งก็ต้องให้ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไม่เลือกปฎิบัติหรือแบ่งแยกในความแตกต่างระหว่าง เชื้อชาติ เพศ ภาษาใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งปัญหาของคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายอาจได้รับการปฎิบัติที่เลวร้ายกว่าคนที่เข้าเมืองแบบถูกกฎหมายก็ได้ เนื่องจากคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมักจะไม่่ค่อยกล้าใช้สิทธิของตนเรียกร้องอะไรมากหนักเพราะเกรงว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมในความผิดที่เข้าเมืองมาแบบผิดกฏหมาย เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาหางานทำก็จะพบกับความยากลำบาก เพราะบางอาชีพก็ถูกสงวนไว้ให้แก่คนในรัฐนั้นเท่านั้น จึงไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากหนักและอาจได้รับการปฎิบัติที่ถูกข่มเหงกดขี่จากนายจ้างอย่างไม่เป็นธรรมเช่น การใช้งานเยี่ยงทาสรับใช้ หรือแม้กระทั่งการใช้ความรุนแรงกับคนงานดังที่ปรากฏในข่าวปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ถูกลดคุณค่าในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก จากปัญหาที่ถูกละเมิดสิทธิต่างๆย่อมสะท้อนให้เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ควรได้รับการรับรองและส่งเสริมสิทธิต่างๆ ซึ่งคนเข้าเมืองผิดกฏหมายในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ควรได้รับสิทธินั้นด้วย
ดังกรณีศึกษาของน้องนิค หรือนายนิวัฒน์ จันทร์คำ เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2538 ที่ประเทศเมียนมาร์ โดยโดยมารดาของน้องนิคเป็นคนไทยลื้อไร้รัฐไร้สัญชาติ และน้องนิคไม่มีหนังสือรับรองการเกิด หรือมีชื่อในทะเบียนประวัติใดๆ น้องนิคจึงเป็นบุคคลผู้ไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ขณะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยพร้อมกับบิดามารดาโดยที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใดๆทั้งสิ้น ทั้งสามคนจึงตกอยู่ในสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามไม่อาจถือได้ว่าน้องนิคมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามบิดามารดา เพราะในขณะที่เข้าเมืองมานั้น น้องนิคมีอายุเพียง 3-4 ขวบ จึงขาดเจตนาที่จะเข้าเมืองผิดกฎหมาย
เมื่อน้องนิคเข้ามาอาศัยอยู่กับป้าที่จังหวัดตรัง โดยป้าเกรงว่าน้องนิคจะไม่ได้รับสิทธิทางการศึกษาเนื่องจากน้องเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จึงใช้เอกสารของบุตรตนเองแทนเพื่อให้น้องนิคมีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งแท้จริงแล้วสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึ่งได้รับ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตามหรือแม้กระทั่งคนไร้สัญชาติก็ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิ ดังที่บัญญัติรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 ที่บัญญัติว่า “ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมจะต้องเป็นภาคบังคับ การศึกษาด้านวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปิดเป็นการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไปจะต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคสําหรับทุกคนบนพื้นฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม”
อีกทั้งยังมีปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ก็มีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิในการศึกษาเช่นเดียวกัน ดังที่ปรากฏในมาตรา 10 วรรค 1 ที่บัญญัติว่า“การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งย่อมได้รับสิทธิในการศึกษาซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่มนุษย์คนหนึ่งพึ่งมีพึ่งได้รับดังที่ได้มีการรับรองไว้ในหลักกฎหมายดังกล่าว และย่อมได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ แต่จะเลือกปฎิบัติได้ในสิ่งที่ต่างกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรมเท่านั้น
อ้างอิงจาก: ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน,สืบค้นเมื่อ 17พฤษภาคม,ปี2557,จากเว็บไซด์:http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf
