สิทธิมนุษยชน (Human Rights) หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือความเชื่ออื่นๆที่ขึ้นกับพื้นฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดหรือโอนให้แก่ผู้อื่นได้ ซึ่งสิทธิมนุษยชนนี้ถูกบัญญัติรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภารดรภาพ
ในปัจจุบันระบบทุนนิยมหรือธุรกิจภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในสังคมอย่างมาก โดยส่งผลต่อสังคม วัฒนธรรมและทัศนคติต่อประชาชนหรือผู้บริโภค และในบางครั้งก็พบได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจบางรายได้มีละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ว่าในระบบกฎหมายระหว่างประเทศฉบับต่างๆ อันเกิดเนื่องมาจากหลักการของ UDHR นั้น ผู้มีหน้าที่รับรอง ปกป้องและเคารพสิทธิมนุษยชนมีเพียงการบัญญัติถึงรัฐเท่านั้น ซึ่งมิได้มีการกล่าวถึงภาคธุรกิจให้มีหน้าที่รับรอง หรือปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่ก็มิได้หมายความว่าเอกชนหรือผู้ประกอบธุรกิจจะสามารถเพิกเฉยต่อสิทธิดังกล่าวหรือกระทำการใดๆโดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน เพียงเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์หรือหวังผลทางธุรกิจเท่านั้น หากแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง และเคารพในสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกกลุ่มของสังคม เนื่องด้วยการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนนั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลเป็นจำนวนมากหากมีการกระทำการใดๆก็ย่อมส่งผลเป็นวงกว้างต่อประชาชนแทบทุกกลุ่มโดยที่ผลจากการประกอบธุรกิจนั้นแม้จะเกิดผลดีหรือประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งแต่ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบแก่บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลกลุ่มดังกล่าวแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตาม และหากเกิดผลกระทบอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ผู้ประกอบการไม่อาจปฏิเสธที่จะปัดความรับผิดชอบต่อผู้ต้องเสียหายได้
ตัวอย่างการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ประกอบธุระกิจ "ฝรั่งไม่ขำ - โวย "นิปปอนแอร์ไลน์" ผลิตโฆษณา "เหยียดผิว" ดูหมิ่นชาวตะวันตก สายการบินโร่ขอโทษ" ที่มีเนื้อหาของข่าวดังนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ว่า สายการบิน"นิปปอน แอร์ไลนส์"ได้ออกโรงขอโทษต่อกรณีผลิตโฆษณาคล้ายการ"เหยียดผิว"ดูถูกล้อเลียนชาวตะวันตก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกผู้คนขู่ที่จะแบนไม่นั่งสายการบินนี้
รายงานระบุว่า สายการบินดังกล่าวได้ถูกบีบให้ขอโทษจากโฆษณาฉาวดังกล่าว ซึ่งเหมือนการล้อเลียนชาวตะวันตกทำนองว่า เป็นพวกมีจมูกยาว โดยโฆษณาดังกล่าว มีเนื้อหาเป็นเรื่องราวของพนักงานนิปปอน แอร์ไลนส์ พูดคุยกันเรื่องว่าจะทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของสายการบินมีความเป็นอินเตอร์มากขึ้น โดยพนักงานรายหนึ่งบอกว่า เราต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น ขณะที่พนักงานรายนี้มีภาพลักษณ์เปลี่ยนไป โดยมีผมวิกและใส่จมูกยางยาวเหมือนชาวตะวันตก ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ของชาวยุโรปที่ติดตาของชาวญี่ปุ่นทั่วไป
อย่างไรก็ตาม โฆษณาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์โจมตีจากสื่อโซเชี่ยล มีเดีย ในญี่ปุ่น บางรายบอกว่า นิปปอน แอร์ไลน์ คิดว่าโฆษณาที่ออกมาดีแล้วอย่างนั้นหรือ ส่วนบางรายบอกว่า หากเราเป็นชาวต่างชาติ และคิดจะไปญี่ปุ่น จงอย่าขึ้นสายการบินเหยียดผิวอย่างนิปปอน แอร์ไลนส์ จากเนื้อหาของข่าวจะเห็นได้ว่าทางสายการบิน มีเจตนาที่จะเอาลักษณะภาพลักษณ์ของชาวยุโรปที่มีลักษณะของจมูกที่ยาว มาล้อเลียนในโฑษณา ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวยุโรป ทำให้ชาวยุโรปที่ได้รับชมโฆษณาตัวนี้ไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งถึงแม้จะมีการออกมาขอโทษของสายการบินในภายหลัง แต่นั่นก็ไม่ใช่มาตาการที่ดีที่สุด เพราะเมื่อมีการออกมาขอโทษย่อมแสดงให้เห็นว่า ได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปแล้ว ภาคธุรกิจควรที่จะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนให้มาก ในการที่จะทำสื่อ ทำโฆษณาให่้ภาคธุรกิจ หรือ ธุรกิจของตนเอง ดีกว่าที่จะต้องมาขอโทษภายหลัง ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนทำให้ บุคคลกลุ่มที่ถูกละเมิด ไม่พอใจ ยังอาจะทำให้ธุรกิจของตนนั้นได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsi...