- สิทธิในเสรีภาพของคนต่างด้าว
มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน จะเห็นได้จากเสรีภาพดังกล่าวถูกรับรองเป็นสิทธิมนุษยชนในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 1 มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ (Right to freedom) ซึ่งสิทธิในการที่จะมีเสรีภาพที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองนั้นบุคคลต่างก็มีจากการเป็นมนุษย์ ดังนั้นคนทุกคนจึงเป็นผู้ทรงสิทธิในเสรีภาพ
เสรีภาพ นับเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน ที่หลักสิทธิมนุษยชนสากลได้รับรองให้ความคุ้มครองไว้ แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งได้มีผู้ให้คำนิยามคำว่า เสรีภาพ หมายถึง “ความอิสระทางกายภาพในการดำรงชีวิตอยู่เป็นมนุษย์ปกติ นับตั้งแต่การปฏิสนธิออกจากครรภ์มารดา โดยไม่ละเมิดความอิสระทางกายภาพของบุคคลผู้อื่นควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเช่นกัน” ซึ่งแล้วเสรีภาพของมนุษย์ตามระบอบประชาธิปไตย สามารถแบ่งออกได้เป็นสามประการ คือ เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในศาสนา และเสรีภาพของการจัดการ ซึ่งเสรีภาพเหล่านี้รัฐจะต้องให้ความคุ้มครองและสนับสนุนในการใช้เสรีภาพเหล่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ การใช้เสรีภาพเหล่านี้จะต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด คือต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติเรื่องของเสรีภาพ ไว้ในหมวดที่ 3 ที่ได้รับรองการใช้สิทธิและเสรีภาพไว้ใน มาตรา 28 วรรคแรกที่ว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” อีกทั้งในมาตรา 28 วรรคท้าย ได้บัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนการใช้สิทธิและเสรีภาพตามความหมายของสิทธิและเสรีภาพในหมวดที่สามนี้ และ ในมาตรา 29 วรรคแรก ได้บัญญัติให้ความคุ้มครองในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ไว้ว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น”
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 แล้ว ได้บัญญัติเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยไว้ดังนี้
-เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย(มาตรา 32)
-เสรีภาพในเคหสถาน(มาตรา 33)
-เสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่(มาตรา 34)
-เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย(มาตรา 36)
-เสรีภาพในการนับถือศาสนา(มาตรา 37)
-เสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ(มาตรา 43)
-เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น(มาตรา 45)
แต่ประเด็นปัญหา คือ เสรีภาพเหล่านี้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ใครเป็นผู้มีสิทธิในเสรีภาพเหล่านี้บ้าง เพราะรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้โดยใช้คำว่า “บุคคล” ดังนั้นแล้วในการตีความ พื้นฐานเลยคือ ผู้ที่จะมีสิทธิเหล่านี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีสภาพบุคคลแล้วเท่านั้น(มาตรา 15 สภาพบุคคลเริ่มขึ้น เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก) และมาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติในเรื่องความเสมอภาค ไว้ในมาตรา 30 วรรคแรก ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” และวรรคสอง ว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” ผู้ทรงสิทธิในเสรีภาพเหล่านี้จึงเป็นบุคคลทุกคนตามความหมายของรัฐธรรมนูญ โดยไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ หรือ ศาสนา เพราะมาตรา 30 วรรคสามได้วางหลักเรื่องการเลือกปฏิบัติ ไว้ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ” ดังนั้นแล้วสำหรับข้าพเจ้าสิทธิในเสรีภาพเหล่านี้ไม่ได้คุ้มครองแต่เฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่คุ้มครองทุกคนที่อาศัยอยู่ เข้ามาทำงาน หรือ เข้ามาในประเทศไทยทุกคน แม้ว่าจะมิได้เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยก็ตาม หรือ คนต่างด้าว เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยใช้คำว่า บุคคล เท่านั้น ดังนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้วบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิในเสรีภาพตาม หมวดสามแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ย่อมคุ้มครอง บุคคลต่างด้าวด้วยเช่นกัน
คนต่างด้าว หมายถึง
ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติ โดยการจำแนกคนต่างด้าวในประเทศไทยนั้นอาจใช้หลักเกณฑ์ในการแบ่งได้หลายประการ อาทิการแบ่งโดยเกณฑ์ในการเข้าประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือแบ่งโดยเกณฑ์สิทธิอาศัยอยู่ เป็นต้น
จากกรณีศึกษา :
สิทธิในการเข้าร่วมทางการเมือง หมายถึง สิทธิที่เกี่ยวกับการปกครองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ตลอดทั้งการเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งต่างๆของประเทศนั้น ซึ่งสิทธิในการเข้าร่วมทางการเมือง นับเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมีและพึงได้รับ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง
การปราศรัยบนเวทีเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ตามมาตรา45 วรรค 1“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ดังนั้นการปราศรัยแสดงความคิดเห็นย่อมเป็นเสรีภาพที่สามารถทำได้ และเป็นไปตามมาตรา45วรรค 2 “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน” [1]
จากกรณีศึกษานายสาธิต เซกัล เป็นบุคคลสัญชาติอินเดีย จึงเป็นคนต่างด้าว โดยนายสาธิต เซกัลได้ขึ้นแสดงความคิดเห็นบนเวทีปราศรัยเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต่อมาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แจ้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเนรเทศนายสาธิตออกจากประเทศไทย
นายสาธิต เซกัลป์ นั้นมีประเด็นปัญหาคือ กรณีของการถูกคำสั่งเนรเทศ ให้ออกนอกประเทศไทย โดยเป็นคำสั่งของ(ศรส.) เหตุเพราะเขาได้ขึ้นเวทีปราศรัยของ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. โดยมีการต่อว่ารัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ต่อมานายสาธิตถูกเนรเทศตามกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะถูกตรวจพบว่าเป็นบุคคลต่างด้าว โดยนายสาธิตเกิดที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย เป็นชาวไทยเชื้อสายอินเดีย และปัจจุบันยังคงถือสัญชาติอินเดียอยู่
จากกรณีที่เกิดขึ้น การกระทำของศรส.ที่สั่งเนรเทศนายสาธิต เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น เป็นการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่มีการระบุรับรองการมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง เสรีภาพนี้สามารถจำกัดได้ แต่การจำกัดเสรีภาพนี้ โดยเฉพาะของคนต่างด้าวนั้น อาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของชาติอย่างเท่าเทียมก่อนที่จะออกคำสั่งใดๆไป อันอาจมีผลกระทบต่อคนต่างด้าวบุคคลนั้นๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เป็นมนุษย์เหมือนคนชาติได้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น รวมถึงการมีสิทธิเสรีภาพประการอื่นๆอีกด้วย และไม่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไปในอนาคต
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า นายสาธิต เซกัล สามารถแสดงความคิดเห็นดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะต้องเป็นคนสัญชาติไทย เพราะสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี และเมื่อนายสาธิต เซกัล มีเสรีภาพในการกระทำดังกล่าว รัฐจึงไม่สามารถเนรเทศนายสาธิต เซกัล ออกจากประเทศได้ มิเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดสิทธิของนายสาธิต เซกัล เช่นกัน
อ้างอิง
-เสรีภาพ. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.
-รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%.
-“สาธิต เซกัล ถูก ศรส. เนรเทศออกจากไทยหลังร่วมม็อบ กปปส..” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
http://hilight.kapook.com/view/97380