ก่อนที่จะกล่าวถึงปัญหาของสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย สิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยความตาย นั้น จะต้องกล่าวก่อนว่า สิทธิมนุษยชนนั้นคืออะไร ผู้ลี้ภัยนั้นคือใคร ผู้หนีภัยความตายนั้นคือใคร

    สิทธิมนุษยชน  หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

   ผู้ลี้ภัย  หมายถึง สามารถพิจารณาได้ตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ซึ่งได้ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน และแม้แต่ครอบครัว ผู้ลี้ภัย แตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเอง พวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเอง จึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือ และให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

   ผู้หนีภัยความตาย  หมายถึง ผู้หนีภัยความตาย” คือ ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยโดยตรง และโดยอ้อม ภัยโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบส่วนภัยความตาย โดยอ้อม โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ

1. ภัยความตายทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย เช่น เมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่า หากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิต ได้ จึง หนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึง หรือ กรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งอันที่จริง การเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรง คือ ถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตาย แต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงาน ก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ หรือ หากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้ เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษี หรือการข่มขืน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ นี่เป็นตัวอย่างของภัยความตายทางกายภาพที่เห็นได้ชัด
2. ภัยความตายทางจิตใจ เช่น การข่มขืน เป็นต้น

   ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัยความตายในประเทศไทย

เนื่องจากว่าอนุสัญญาดังกล่าวเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นการที่กฎหมายจะใช้บังคับได้ จะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐตามวิธีการที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาเสียก่อน และเมื่อรัฐได้ให้การยอมรับตามวิธีการในสนธิสัญญาแล้ว รัฐนั้นย่อมต้องปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย ตามความที่ปรากฏในสนธฺสัญญา แต่อย่างไรก็ดีหากไม่มีการยอมรับให้สนธิสัญญามีผลบังคับใช้ สนธิสัญญาดังกล่าย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ ในฐานะของสนธิสัญญานั่นเอง 

ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 กล่าวคือประเทศไทยไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยของผู้ที่อพยพเข้ามานั่นเอง ซึ่งหมายถึงผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยโดยตรง และโดยอ้อม และจากการไม่ได้เข้าเป็นภาคีจึงนิยามคนเหล่านี้ว่า “ผู้หนีภัยความตาย” ดังนั้นประเทศไทยย่อมไม่ผูกพันตามความในสนธิสัญญา ดังนั้นเมื่อมีผู้ที่ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย เราจะเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “ผู้หนีภัยความตาย” และสำหรับประเทศไทยนั้น อาจกล่าวได้ว่ายังไม่มีกระบวนการจัดการ และดูแล ผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายได้อย่างดีพอ ซึ่งขัดกับหลักของ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่มนุษย์ทุกคนพึงมีแต่กลับไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น สิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่ ซึ่งเป็นปัญหาอันเป็นรากฐานของปัญหาอื่นๆอีกมากมายก็ว่าได้ เนื่องจากว่า ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยจำต้องพักอาศัย อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยเท่านั้นหากออกไปนอกค่ายผู้ลี้ภัย หากถูกจับได้และพบว่าไม่มีเอกสารยืนยันตนว่าเป็นแรงงานต่างด้าว อาจถูกเนรเทศออกจากประเทศได้ในทันที ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ลี้ภัยหางานทำได้อย่างยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของความเป็นอยู่ ที่อาจไม่ได้รับความสะดวกสบายเท่าที่ควรจะได้รับอีกด้วย ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปรียบเสมือนไข่แดงของภูมิภาค เพราะรายล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีปัญหาความไม่สงบอยู่รอบๆ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้ลี้ภัยเป็นจำนวนมากจากประเทศต่างๆตัวอย่างเช่นพม่าเป็นต้น แต่ในเรื่องของการจัดการดูแลผู้ลี้ภัย กลับดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่มองข้าม และไม่ได้รับการดูแลและพัฒนาเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่อาจกล่าวได้ว่าแม้แต่คนไทยเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมีสิทธิอะไร ในเรื่องใดบ้าง กล่าวโดยสรุป เมื่อเรามองว่าสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดและไม่อาจพรากเอาไปได้ รัฐจึงควรให้ความคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ ไม่ว่าบุคคลๆนั้นจะเป็นพลเรือนของรัฐหรือไม่ก็ตาม เพราะการไม่ให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็อาจเปรียบเสมือนการพรากเอาสิทธิที่เขาพึงมีไปนั่นเอง ดังนั้นประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดูแล แก้ไข และเยียวยา ผู้ลี้ภัยอย่างเร่งด่วนที่สุด

อ้างอิง http://salweennews.org/home/?p=986

           http://www.l3nr.org/posts/465212

           http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1069918585....

นิติ วณิชย์วรนันต์ 

5501681133