สำหรับปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำจากเศษผัก น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีก็ใช้บ้างแต่น้อยมาก ที่ต้องซื้อมากก็คือเมล็ดพันธ์ของผักต่างๆ หลายอย่างทำเองไม่ได้เก็บเมล็ดพันธ์รุ่นที่ 2 แล้วผลผลิตไม่ดี อาจจะเป็นเพราะเมล็ดพันธ์พื้นเมืองกำลังหายไป ความหลากหลายของสายพันธ์ดั้งเดิมลดลง เรื่องนี้มีอนาคตน่าเป็นห่วงมาก ๆ

                     วันเสาร์ - อาทิตย์ ถ้าว่างจากการอยู่เวรที่สถานีอนามัยผมกับครอบครัวมักจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ในเมืองพัทลุงเวลาส่วนใหญ่จะไปขลุกอยู่ที่สวนที่นา เพราะตอนเด็กเมื่อประมาณสามสิบปีที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่ ผมและน้องได้ช่วยกันขุดดินแปลงที่นา 4  ไร่ ยกร่องด้วยเสียม เป็นแปลงผัก รอบๆ ก็ปลูกมะพร้าว ไม้ยืนต้นจำพวกมะม่วงเบา(ไม่แน่ใจว่าจะเป็นมะม่วงสามฤดูของภาคกลางหรือเปล่า)  ทำมาจนผมและน้องๆเรียนจบ เรียกได้ว่านอกจากทำนาแล้วก็มีรายได้มากพอการที่เอามาจุนเจือครอบครัว ปัจจุบันพ่อกับแม่ก็ยังทำนาปลูกผักอยู่แต่ก็อาจเปลี่ยนวิธีปลูกวิธีดูแล วิธีผลิตที่ปลอดภัยขึ้น

                      พื้นที่แบ่งเป็นแปลงผักกินใบจำพวกคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว มีแปลงปลูกบัวบก ถั่วผักยาว  แตงกวา  ผักหวาน มีนาผักบุ้ง   มีบ่อปลาขนาดย่อมๆ บนคันบ่อปลาก็ปลูกส้มแป้นหัวจุก มังคุด เงาะ มะพร้าว  มะม่วง ส้มโชกุน  มะนาว รอบๆต้นไม้เกือบทุกต้นจะมีพริกขี้หนูสวน มะเขือเปาะ มะเขือยาว   โดยเฉพาะพริกขี้หนูสวนนั้น ผมเห็นการเติบโตที่เลื้อยขึ้นไปแทรกตามกิ่งส้มที่สูงเกือบ 2 เมตร ดอกพริกก็เต็มไปหมดเก็บมาเกือบ  2 ปีแล้วต้นยังไม่โทรมเลย โคนต้นก็โตแข็งแรง   ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ต้องมีระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ไม่ต้องปูพลาสติก     ยังมีเล้าเลี้ยงเป็ดไข่อีก  12 ตัว สำหรับเป็ดก็กินเศษอาหารจากบ้าน  ข้าวเปลือกจากนา เศษผัก และก็หอยขม หอยข้าว หอยเชอรี่ ปูนา ก็หาเอาแถวๆนั้น เป็ดกินอาหารสมบูรณ์ ได้ไข่วันละ 11-12 ฟองทุกวัน  สำหรับบ่อปลาก็เป็นลักษณะบ่อล่อ ปลาธรรมชาติจำพวกปลาดุก ปลาช่อน ปลาแก้มช้ำ ปลาขี้ขม ปลาหมอ ฯ เข้ามาเองจากลำเหมืองที่อยู่ติดกับสวน เข้ามาได้ออกกลับไปไม่ได้ ให้กินเศษผักเศษอาหาร และอยู่กันตามธรรมชาติ จับกินกันพอมื้อ ด้วยเบ็ด บ้างแหบ้าง หรือลอบดักปลา 

                    สำหรับปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำจากเศษผัก น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีก็ใช้บ้างแต่น้อยมาก ที่ต้องซื้อมากก็คือเมล็ดพันธ์ของผักต่างๆ หลายอย่างทำเองไม่ได้เก็บเมล็ดพันธ์รุ่นที่ 2 แล้วผลผลิตไม่ดี อาจจะเป็นสิ่งที่กำหนดจากการปรับปรุงพันธ์ของบริษัทผลิตเมล็ดพันธ์ก็เป็นได้  และเมล็ดพันธ์พื้นเมืองกำลังหายไป ความหลากหลายของสายพันธ์ดั้งเดิมลดลง เรื่องนี้มีอนาคตน่าเป็นห่วงมาก ๆ

                     การเก็บขายก็ขายตั้งโต๊ะที่สวนเลยเพราะติดถนน ออกมาจาตัวเมืองพัทลุงมาประมาณ 2 กิโลเมตร นอกจากคนในละแวกบ้านญาติพี่น้องแล้วก็มีข้าราชการที่เดินทางกลับมาจากทำงานซื้อกลับบ้าน ขายได้ วันละ ประมาณ 400-500 บาท เกือบทุกวัน ต่อหนึ่งเดือนก็ได้เงินเยอะเหมือนกัน

                    เวลาผมกลับมาบ้านที่ตะโหมด ผมขนมาทุกอย่าง ไข่เป็ดเอย  ผักบุ้ง แตงกวา ปลา ฯลฯ ยกเว้นเงิน (แม่ไม่ให้....ฮา) เรียกได้ว่าเป็นชีวิตประจำวันของคุณพ่อคุณแม่ที่น่าอิจฉา แม่แซวผมว่า ได้มากกว่าเงินเดือนผมเสียอีก ที่สำคัญคือ ท่านได้ออกกำลังกาย ได้ผัก ได้ปลา ได้ไข่ที่ปลอดสารพิษ ไม่ต้องซื้อ ได้เงินเก็บ ไม่ต้องไปเร่ขาย ให้เหนื่อย และแม่ได้ความสุขมากๆ    ผมคิดว่าเป็นความพอเพียงที่ครอบครัวชาวนาของผมได้เดินเส้นทางนี้มาร่วม 30 ปี เพื่อเล่าเพื่อถ่ายทอด เพื่อแลกเปลียนเรียนรู้กันกับหลายๆพื้นที่ในบ้านเมืองเรา