(ที่มา :http://www.thaihrwork.com/wp-content/uploads/2011/...

                 เมื่อพูดถึงนักธุรกิจสิ่งแรกที่เราจะนึกถึงคืออะไร หนึ่งนักลงทุนที่มีเม็ดเงินจำนวนมาก สองคนที่เป็นเจ้าของตัวเองไม่เป็นลูกจ้างใคร หรือสามคนที่ทำงานโดยหวังแต่ผลกำไร ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม เป็นคำถามปลายเปิดที่ใครจะมีความเห็นอย่างไรก็ได้ จริงหรือไม่ แต่ประเด็นที่เรากำลังจะพุดถึงต่อไปนี้คือผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้ควรจะต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยหรือไม่ แล้วเพราะอะไรถึงต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

                ในความเห็นของข้าพเจ้า ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในการประกอบธุรกิจของตัวเองด้วย ว่าธุรกิจของตนเองนั้นจะไปสร้างผลกระทบหรือความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไปมากน้อยเพียงใด มิใช่มุ่งหวังแต่ผลกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยลืมมองว่าผลจากงานของตนเองจะส่งผลร้ายอย่างไรบ้าง อย่างเช่นในเกษตรกร หรือชาวไร่ชาวสวนทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ทำพันธสัญญาทางการเกษตร กับบริษัทเอกชน ซึ่งลักษณะสัญญานี้ก็คือ บริษัทชักชวนให้เกษตรกรมาทำสัญญาโดยในครั้งแรกจะลงทุนให้และเมื่อได้ผลผลิตบริษัทก็จะรับซื้อ และเมื่อเกษตรเห็นว่าได้เงินจริงและบริษัทก็รับปากจะซื้อผลผลิตจากพวกเขา แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อทำไปเรื่อยๆเกษตรกรจะกลายเป็นเหมือนลูกค้าของบริษัทและเป็นหนี้ธนาคารมากกว่า เพราะบริษัทจะบังคับให้เกษตรกรต้องซื้อวัสดุการเกษตร อาหาร สารเคมีที่ใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต และวิธีการเลี้ยงดูต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่บริษัทกำหนดทุกอย่าง เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อผลผลิตออกมาไม่ตรงตามสเปคของบริษัท บริษัทก็จะกดราคาผลผลิตของเกษตรกร และส่วนมากเกษตรกรมักจะไม่มีเงินทุนของตัวเองอยู่แล้ว บริษัทพวกนี้ก็จะพาเกษตรกรที่จะทำสัญญาไปทำเรื่องกู้เงินกับธนาคาร แต่บริษัทไม่ไม่เป็นผู้ค้ำประกันให้เกษตรกร แสดงว่าหากเกษตรกรไม่มีเงินชำระหนี้ เกษตรกรก็จะเป็นผู้ที่รับผิดเต็มๆเพียงคนเดียว ประเด็นก็คือการกระทำดังกล่าวของนักธุรกิจประเภทนี้เป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพราะเมื่อเกษตรกรหลงทำสัญญาไปแล้ว เขาเหมือนจะไม่มีปากเสียงอะไรกับอีกฝ่ายได้เลย และการที่ต้องบังคับให้ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงและเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สวยงามน่ารับประทาน แต่ภายผลไม้ เช่น ส้ม หรือสตรอเบอร์รี่ และสัตว์จำพวกสุกร หรือไก่ ที่จะนิยมปลูกและเลี้ยงกันตามพันธสัญญาดังกล่าวก็จะเต็มไปด้วยสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่ใช้ในกรรมวิธีการเลี้ยง ผลร้ายจะตกกับใครไปไม่ได้ นั่นก็คือผู้บริโภค ที่ซื้อผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์เหล่านี้มาบริโภค แล้วเราจะไปเอาผิดกับใครได้บ้าง นอกจากนี้พันธสัญญาทางการเกษตร หรือ Contract Farming ยังทำให้วิถีชีวิตของชาวไร่ชาวนาเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากที่เคยปลูกพืชผล เลี้ยงสัตว์ตามธรรมชาติ และค้าขายได้อย่างพอมีพอกิน ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมากมาย ทุกอย่างกลับตรงข้ามไปหมด[1]

                จากกรณีของพันธสัญญาทางการเกษตร เราจะพบว่ามีผู้คนมากมายได้รับผลกระทบมากมายจากการทำสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว กลับต้องมาร่วมรับผลกระทบด้วย การจะบอกว่าเรื่องนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เมื่อไปดูอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคีกลับไม่เห็นตัวบทที่บัญญัติถึงเรื่องลักษณะดังกล่าวไว้ชัดเจน อาจจะต้องไปดู พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540[2] แต่ก็ต้องเข้าไปดูตัวสัญญาที่ทำกันว่ามีข้อใดขัดพ.ร.บ.ฉบับนี้บ้าง ซึ่งความเป็นไปได้ที่เกษตรกรจะมาฟ้องร้องนักธุรกิจที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่า ย่อมมีความเป็นไปได้ยากมาก แค่พวกเขาคิดว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ให้หมดยังยากเลย ดังนั้นจึงต้องกลับมาที่เดิมคือ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพราะถ้าหากนักธุรกิจคำนึงถึงปัญหาที่จะตามมา เขาจะต้องเลือกวิธีการประกอบธุรกิจที่ส่งผลร้ายต่อสังคมน้อยที่สุด จะไม่ลืมนึกว่าถ้าเราทำโดยคิดถึงแต่ผลกำไรอย่างเดียว อาจจะมีผลกระทบในทางที่ไม่ดีตามมาอีกหลายประการ อย่างผลที่เกิดจากพันธสัญญาทางการเกษตรที่กล่าวไปข้างต้น แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มมีการตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับเห็นได้น้อย ซึ่งส่วนมากเราจะเห็นเป็นการคืนประโยชน์ให้แก่สังคม โดยการบริจาคทุนการศึกษา หรือสิ่งของให้กับมูลนิธิต่างๆ แต่ในความคิดข้าพเจ้า กลับเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง เพราะทางที่ดีที่สุดคือแก้ที่การดำเนินธุรกิจของตนมากกว่า ว่าควรจะนึกถึงประโยชน์ของสังคมให้มากขึ้น ดีกว่าการที่ลงมือทำไปแล้ว แล้วกลับมาคืนประโยชน์ให้แก่สังคมทีหลัง แต่ไม่ได้ไปแก้ไขหรือช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจของตนเองอย่างแท้จริง


                                                                                                                      เขียนวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


[1]บ่วงบาศพิฆาตเกษตรกร โศกนาฏกรรมเกษตรพันธสัญญา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID... : 17 พฤษภาคม 2557).

[2]พระราชบัญญัติ วาดวยขอสัญญาที่ไมเปนธรรม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://www.reic.or.th/law/lawfile/law030826153540.... : 17 พฤษภาคม 2557).