สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนั้นประกอบไปด้วยสิทธิพลเมือง, สิทธิทางการเมือง, สิทธิทางสังคม, สิทธิทางเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม
สิทธิทางการเมืองได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์สาธารณะเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นพรรคการเมืองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบสิทธิการเลือกตั้งอย่างเสรี
สิทธิทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สิทธิการมีงานทำได้เลือกงานอย่างอิสระและได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นต้น (1)
ณ ปัจจุบัน มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประกอบการหรือที่เรียกว่าการทำธุรกิจอันส่งผลกระทบสิทธิมนุษยชนที่สำคัญคือเรื่อง “เชื่อนไซยะบุรี”
เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่มีความจุ 225 ล้านลบ.ม. โดยจะก่อสร้างในแขวงไซยะบุรีประเทศลาวและอำเภอที่โดนผลกระทบเป็นอำเภอแรกของประเทศไทยคืออ.เชียงคานจ.เลยซึ่งเขื่อนไซยะบุรีถือเป็นเขื่อนแรกในโครงการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าเหนือแม่น้ำโขงจำนวน 12 เขื่อน
แต่เนื่องจากผลกระทบทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้นยังไม่ชัดเจนจึงทำให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศสมาชิกคือ ไทยลาวกัมพูชา และเวียดนาม มีมติเลื่อนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีออกไปก่อนโดยให้บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาศึกษาผลกระทบให้ชัดเจนโดยมีกรอบระยะเวลา 10 ปี
เรื่องราวน่าจะจบด้วยดีเพียงเท่านี้ซึ่งตามข้อตกลงโครงการควรถูกเลื่อนออกไปเพื่อศึกษาผลกระทบแต่ไม่นานมานี้บริษัทช.การช่าง (ลาว) จำกัดซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทช.การช่างจำกัด (มหาชน) กลับไปเซ็นต์สัญญา มูลค่าสัญญาประมาณ 51,824.64 ล้านบาทกับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (ลาว) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.55 ที่ผ่านมาและเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนโดยไม่ใส่ใจมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)
โดยผู้ให้สินเชื่อการก่อสร้างดังกล่าวก็คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งกิจการเหล่านี้ต่างซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งสิ้นยิ่งไปกว่านั้นกระแสไฟฟ้าจำนวน 1,260 MW ที่ผลิตได้จากเขื่อนไซยะบุรีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ได้ทำการเซ็นต์สัญญาซื้อพลังงานราว 95% ที่ผลิตได้จากเขื่อนดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่ทางประเทศลาวก็ออกมากล่าวว่าคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ MRC นั้นมีหน้าที่เพียง ‘ให้ข้อมูล’ ในการสร้างเขื่อนแต่การตัดสินใจทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศลาวเองทั้งๆที่ได้มีการตกลงร่วมกันในความตกลงว่าด้วยการร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน
ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) โดยประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในกรณีที่ประเทศสมาชิกมีโครงการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ใดๆบนแม่น้ำโขงสายหลักหรือแม่น้ำสาขา (2)
ดังนี้เราจึงสามารถทราบได้แล้วว่า ผู้ประกอบการ หรือ นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนไซยะบุรีนั้น ได้แก่
บริษัทช.การช่าง (ลาว) จำกัดซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทช.การช่างจำกัด (มหาชน) บริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (ลาว) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงเทพ (BBL)
ผู้ประกอบการทั้ง 6 ในวงเงินการสร้างเขื่อนมูลค่าราว 52000 ล้านบาท ผู้ประกอบการทั้ง 6 นี้ เคยได้รับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่าเคยแม้แต่จะลองศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตคนหลายๆคนจาก การสร้างเขื่อนไซยะบุรีนี้บ้างหรือไม่หรือจำนวนเงินที่คุณเห็นมันบดบังคุณค่าของชีวิตคนไปจนหมด?
รายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ระบุไว้ชัดเจนว่าการเปิด-ปิดประตูเขื่อนจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนมีความลึกต่างกันประมาณ 3-6 เมตร (ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากตัวเขื่อน) นอกจากชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านริมน้ำโขงจะตกอยู่ในอันตรายแล้วยังมีเรื่องของปลาในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะเป็นปลาที่อพยพย้ายถิ่นตามฤดูกาลชาวประมงรู้ดีว่าในช่วงน้ำกำลังลดซึ่งเป็นช่วงที่จับปลาได้มากที่สุดหากระดับน้ำขึ้นแม้ไม่ถึง 10 เซนติเมตรหรือน้ำขุ่นจนผิดปกติชาวบ้านจะจับปลาไม่ได้ทันทีเพราะปลาจะหลงน้ำและเปลี่ยนทิศการว่ายหากระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงหลายเมตรทุกๆวันหายนะจะมีมากเพียงใด
ในส่วนของ "ลิฟท์ปลา"และ "ทางปลาผ่าน" ซึ่งมีความยาวสูงสุดถึง 3,000 เมตรซึ่งบริษัทอ้างว่าใช้การได้ดีกับปลาในแม่น้ำโขงจนถึงบัดนี้ยังไม่มีงานศึกษาวิจัยที่มีมาตรฐานรองรับข้ออ้างดังกล่าวตรงกันข้ามกับรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และรายงานทางวิชาการอีกหลายฉบับที่ชี้ว่าการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงจะปิดกั้นเส้นทางอพยพลดจำนวนและความหลากหลายของพันธุ์ปลามีเพียงปลาผิวน้ำขนาดเล็กไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่กระโจนขึ้นทางปลาผ่านของเขื่อนได้ในระยะทางสั้นๆไม่กี่สิบเมตร
แม้แต่นักวิชาการจากกรมประมงนายนฤพลสุขุมาสวินก็ได้เคยกล่าวในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ว่าปลาบึกซึ่งเป็นปลาขนาดใหญ่และมีสถานะใกล้สูญพันธุ์นั้นต้องอาศัยน้ำลึกในการอพยพและเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาบึกจะใช้ "ทางปลาผ่าน" ส่วน "ลิฟท์ปลา" ก็เหมาะสำหรับขนปลาแซลมอนที่อพยพมาคราวละมากๆในเวลาเดียวกัน
เรื่องการระบายตะกอนแม้ผู้พัฒนาโครงการจะอ้างว่าเขื่อนนี้มีประตูระบายตะกอน 4 ประตูแต่การควบคุมการปล่อยตะกอนให้สัมพันธ์กับการไหลและการขึ้น-ลงของระดับน้ำและคุณภาพของตะกอนที่ปล่อยนั้นมีคำถามว่าใครเป็นผู้ดูแล
ตะกอนในแม่น้ำโขงเป็นตะกอนที่ไหลตามน้ำเป็นปกติตลอด 24 ชั่วโมงแต่เขื่อนจะปล่อยตะกอนบางช่วงเวลาเพื่อไม่ให้กระทบการผลิตไฟฟ้าและในฤดูร้อนซึ่งมีน้ำน้อยเขื่อนจะไม่สามารถไล่ตะกอนออกได้เป็นระยะเวลาหลายเดือนและจะกลายเป็นตะกอนเน่าเสียและเป็นพิษเมื่อถูกระบายออกมาในต้นฤดูฝนตะกอนเน่าเสียเหล่านี้จะทำให้คุณภาพน้ำโขงซึ่งมีออกซิเจนอยู่ในปริมาณที่จำกัดอยู่แล้วกลายเป็นน้ำเน่าเสียและมันย่อมกระจายไปตามลำน้ำข้ามพรมแดนไทยเข้ามาที่อ. เชียงคานจ.เลยและแม่น้ำตลอดสายในที่สุด
ในเรื่องความต้องการไฟฟ้าและการจัดการระบบพลังงานของไทยซึ่งหลายคนเป็นห่วงนั้นความจริงก็มีงานศึกษาเรื่อง “ข้อเสนอแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2555-2573 (แผนพีดีพี 2012) และกรอบเพื่อการพัฒนาความรับผิดตรวจสอบได้ของการวางแผนภาคพลังงานไฟฟ้า”โดยชื่นชมสง่าราศรีกรีเซนและดร. คริสกรีเซนได้ระบุชัดเจนว่าการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าของไทยสูงเกินจริงและนำมาซึ่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่เกินความต้องการเอื้อต่อประโยชน์ผู้ลงทุนเป็นหลักทั้งที่ไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองถึง 15-20%
ที่สำคัญแผนพีดีพีที่ผ่านมาก็ไม่เคยให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนพลังงานความร้อนร่วมการยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของโรงไฟฟ้า
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยควรมีหน้าที่เป็นแผนแม่บทที่กำหนดแนวทางให้มีการลงทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แผนที่มีขึ้นเพื่อสร้างตัวเลขรองรับและความชอบธรรมให้กับการลงทุนที่ล้นเกินอย่างเขื่อนไซยะบุรี
ความไร้มาตรฐานที่สำคัญคือโครงการนี้ไม่มีรายงานผลกระทบข้ามพรมแดนในด้านต่างๆทั้งๆที่แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำของภูมิภาคที่มีผู้คนพึ่งพาอาศัยกว่า 60 ล้านคนทั้งด้านการประมงการเกษตรการค้าขายและการท่องเที่ยวฯลฯแม้โครงการไซยะบุรีจะเคยจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดย Pöyry Energy AG แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นรายงานที่ไม่มีมาตรฐานและบริษัทนี้ก็กำลังถูกรัฐบาลประเทศฟินแลนด์ตรวจสอบอย่างหนักในเรื่องการละเมิดหลักความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจของบริษัทกรณีเขื่อนไซยะบุรี
แม้นายปลิวตรีวิศวเวทย์กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทช.การช่างจะได้บอกกล่าวกับนักข่าวทั้งหลายในเครือมติชนที่บริษัทพาลงพื้นที่ว่า "การรับเหมาก่อสร้างงานนี้ไม่ใช่มุ่งแต่จะทำกำไรสูงสุดแต่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย" แต่เจ้าของโครงการกลับไม่เอ่ยถึงรายได้ค่าไฟฟ้าที่บริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทที่ช.การช่างถือหุ้นใหญ่จะได้รับจากโครงการอย่างน้อย 370,000 ล้านบาทโดยยังไม่รวมถึงประโยชน์จากสัญญารับเหมาก่อสร้างเขื่อนและผลประโยชน์จากราคาหุ้นของบริษัทที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ
ในขณะที่ประชาชนผู้พึ่งพาแม่น้ำโขงต่างรู้ดีว่ามันเป็นเพียงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่ร่วมกันสร้างเขื่อนไซยะบุรีเท่านั้นผู้ที่จะรับชะตากรรมคือผู้ที่อาศัยพึ่งพิงลำน้ำโขงมาช้านานพวกเขารู้ดีว่าเขื่อนไซยะบุรีนอกจากจะทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำที่ไม่มีเส้นแบ่งแยกพรมแดนแล้วยังจะทำลายเศรษฐกิจชุมชนริมโขงตลอดลำน้ำและนั่นหมายถึงการทำลายแหล่งความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งภูมิภาคด้วย (3)
จากข้อเท็จจริงข้างต้น ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้น ส่งผลกระทบต่อคนในบริเวณดังกล่าวกว่า 60 ล้านคน อีกทั้งยัง ส่งผลกระทบต่อการจับปลาอันเป็นอาชีพหลักอาชีพเดียวที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของคน 60 ล้านคนในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการทั้ง 6 ราย ไม่มีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคน 60 ล้านคนในบริเวณนั้น ไม่มีการรายงานผลกระทบจากการสร้างเขื่อนนี้เลย แม้จะทำก็ทำอย่างไร้มาตราฐาน อีกทั้งยังไม่มีการให้ข่าวสาร หรือขอความคิดเห็นจากคนในบริเวณนั้น ซึ่งควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่จะมีส่วนร่วม
ในการดำเนินการอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
แต่ ณ ปัจจุบันก็ยังมีข่าวดีให้เราได้ทราบกันเมื่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำความเห็นต่อการ ดำเนินการสร้างเขื่อนไซยะบุรีมีเนื้อหาดังนี้
ด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอันเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช๒๕๕๐และจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพ.ศ.๒๕๔๒มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำและการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม๒๕๕๔ว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างโดยภาคเอกชนของประเทศไทยเพื่อขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกทั้งไม่มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งในประเทศไทยและทั้งการดำเนินการข้ามพรมแดนทั้งๆที่โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศไทยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงโดยในการตรวจสอบกรณีนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช๒๕๕๐ตามมาตรา๒๕๗วรรคหนึ่ง (๑) และพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพ.ศ.๒๕๔๒มาตรา๑๕ (๒)
เนื่องจากในระหว่างตรวจสอบคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรได้รับการร้องเรียนเพิ่มเติมจากราษฎรว่าขณะนี้มีความพยายามที่จะดำเนินงานก่อสร้างโครงการต่อไปทั้งๆที่ยังไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการตามเงื่อนไขของคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) เกี่ยวกับการดำเนินโครงการก่อสร้างในแม่น้ำโขงอันเป็นข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคแม่น้ำโขงซึ่งเป็นสาระสำคัญของกระบวนการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและทั้งๆที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการต่อสาธารณะอย่างแพร่หลายซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรีโดยความพยายามในการเดินหน้าก่อสร้างโครงการดังกล่าวที่ไม่คำนึงถึงเงื่อนไขข้างต้นน่าจะมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ Xayaburi Power Company Limited ไปแล้วเมื่อวันที่๒๙ตุลาคม๒๕๕๔ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรตรวจสอบพบว่าทั้งสองประเด็นข้างต้นอาจมีปัญหาดังต่อไปนี้
๑. ปัญหาการละเมิดข้อตกลงตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการกล่าวคือ
๑.๑การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ให้หลักประกันในสัญญาว่าโครงการเขื่อนไซยะบุรีจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสังคมและสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและยังได้ระบุอีกว่าได้จัดให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างเพียงพอแล้ว
ซึ่งในประเด็นนี้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนฯพบจากการตรวจสอบว่ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานศึกษาผลกระทบทางสังคม (SIA) ที่จัดทำโดยบริษัท TEAM Consulting Engineering and Management Co.Ltd. เมื่อเดือนสิงหาคม๒๕๕๓ไม่มีการศึกษาข้อมูลว่าด้วยผลกระทบข้ามพรมแดนโดยผู้ศึกษาได้ขยายพื้นที่การศึกษาผลกระทบออกไปจากพื้นที่เขื่อนเพียงแค่๑๐กิโลเมตรเท่านั้นโดยไม่ได้มีการประเมินผลกระทบด้านการอพยพของปลาการประมงการเกษตรริมน้ำโขงการใช้น้ำอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยที่ห่างจากจุดสร้างเขื่อนเหนือขึ้นไปคืออำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายและด้านท้ายเขื่อนคืออำเภอเชียงคานจังหวัดเลยและยังรวมถึงชุมชนต่างๆได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงในหลายๆด้านดังกล่าวถึง๘จังหวัดได้แก่เชียงรายเลยหนองคายบึงกาฬนครพนมมุกดาหารอำนาจเจริญและอุบลราชธานีหรืออาจจะส่งผลกระทบไปตลอดลำน้ำจนถึงปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามโดยข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่ในรายงานการทบทวนโครงการก่อนการปรึกษาหารือของเลขาธิการคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงวันที่๒๔มีนาคม๒๕๕๔ที่มีการระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของประเทศไทยซึ่งควรจะต้องมีการประเมินผลกระทบเพิ่มเติมและต่อมาเมื่อวันที่๘ธันวาคม๒๕๕๔คณะกรรมการแม่น้ำโขงได้มีมติให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีในฝั่งประเทศไทยก่อนที่จะมีการก่อสร้างโครงการ
๑.๒ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ให้หลักประกันในสัญญาว่าเขื่อนไซยะบุรีจะไม่ตกอยู่ภายใต้การดำเนินการหรือขั้นตอนใดๆของคณะกรรมการหรือหน่วยงานตามกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นผลทางกฎหมายความสมบูรณ์หรือการมีผลใช้บังคับของสัญญาดังปรากฏตามสัญญาข้อที่๑๕.๒.๑ (e)
ซึ่งในประเด็นนี้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนฯเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวอาจขัดแย้งกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภาที่กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวอาจมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอันอาจจะส่งผลต่อความเป็นผลทางกฎหมายความสมบูรณ์หรือการมีผลใช้บังคับของสัญญาในท้ายที่สุดได้
๒. ปัญหาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนโดยเฉพาะในฝั่งประเทศไทย
ในประเด็นนี้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนฯเห็นว่าทั้งๆที่โครงการเขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลกระทบในหลายด้านดังกล่าวแต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยกลับไม่มีการเปิดเผยสัญญารับซื้อไฟฟ้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญารับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวต่อสาธารณชนก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวแต่อย่างใดการกระทำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยดังกล่าวนี้จึงอาจไม่เป็นไปตามหลักการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะหลักการคุ้มครองสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช๒๕๕๐และอาจขัดต่อข้อกำหนดของมติคณะรัฐมนตรีและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติรวมทั้งยังอาจขัดต่อหลักการในข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคแม่น้ำโขงที่ประเทศไทยลงนามในข้อตกลงดังกล่าวเมื่อพ.ศ.๒๕๓๘และหลักธรรมาภิบาลที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนชนและฐานทรัพยากรข้างต้นแล้วมีความเห็นว่าเพื่อป้องกันการกระทำที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่การพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังไม่แล้วเสร็จคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทบทวนการดำเนินงานก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมแม่น้ำโขง (MRC) เมื่อวันที่๘ธันวาคม๒๕๕๔และให้มีการระงับการกระทำใดๆตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยไว้จนกว่าการตรวจสอบกรณีนี้จะแล้วเสร็จเพื่อให้เกิดความรอบคอบและถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการดำเนินงานโครงการดังกล่าวและเพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๔พฤษภาคม๒๕๕๕ (4)
ด้วยความเคารพอย่างสูง ข้าพเจ้ามีความคิดว่า เมื่อทุกคนมีสิทธิมนุษยชน การที่ผู้ประกอบการตัดสินใจสร้างเขื่อนนั้น อันดับแรก ผู้ประกอบการควรจะหาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อคนส่วนมากมิใช่ส่วนน้อย ต่อมาควรลงพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนเพื่อสอบถามบุคคลบริเวณนั้น ว่าคนเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบและประโยชน์อย่างไรบ้าง เมื่อได้คำตอบ ก็กลับมาถามตัวเองว่า มันคุ้มค่าหรือไม่ มิใช่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น อีกทั้งจะยังเป็นการ ตัดช่องทางทำงานอันเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของคนกว่า 60 ล้านคน ผู้ประกอบการควรจะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมาเป็นอันดับแรก
ที่มา
(1) http://noojennn.wordpress.com/โครงงานสิทธิมนุษยชน/...
(2) https://th-th.facebook.com/notes/คนอนุรักษ์/ข้อเท็...
(3) http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000028922
(4) http://transbordernews.in.th/home/?p=930
