ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย/คนหนีภัยความตาย

         ประเด็นศึกษา : สิทธิของผู้ลี้ภัย และคนหนีภัยความตาย


ดังนั้นจึงควรรู้ความหมายของคำทั้งคู่ก่อน ว่าใครคือ ผู้ลี้ภัย และ ผู้หนีภัยความตาย


                สิทธิมนุษยชน (Human Right) หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ[1]


“ผู้ลี้ภัย”  สามารถพิจารณาได้ตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ซึ่งได้ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง[2]

                  ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน และแม้แต่ครอบครัว ผู้ลี้ภัย แตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเอง พวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเอง จึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือ และให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

"ผู้หนีภัยความตาย" คือ ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิตทั้งภัยโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ และภัยโดยอ้อม                                                 ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือทางกายภาพและทางจิตใจ

1.) ภัยความตายทางกายภาพ เกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย เช่น เมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่า หากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงหนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึง หรือ กรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งอันที่จริง การเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรง คือ ถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตาย แต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงาน ก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ หรือ หากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้ เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษี หรือการข่มขืน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ ส่วนภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือ 

2.) ภัยความตายทางจิตใจ เช่น การข่มขืน เป็นต้น

               แต่ทว่าประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยนี้ เพราะมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยความตายเพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 กล่าวคือประเทศไทยไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยของผู้ที่อพยพเข้ามานั่นเอง ซึ่งหมายถึงผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยโดยตรง และโดยอ้อม และจากการไม่ได้เข้าเป็นภาคีจึงนิยามคนเหล่านี้ว่า “ผู้หนีภัยความตาย”ซึ่งจะกล่าวต่อไปอย่างไรก็ตามการที่ไทยจะขับไล่ให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบออกจากประเทศในทันทีก็ดูจะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนไปได้ ดังนั้นการขับไล่คนหนีภัยความตายให้ออกไปเผชิญกับความตายจึงไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ความน่าเชื่อถือในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยนั้นลดลงไปอย่างมาก

               ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยในปัจจุบันที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ปัญหาความไม่สงบในประเทศซีเรีย (Syria) ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้อำนาจที่มากเกินไปและการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครองในการกดขี่ข่มเหงประชาชน จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมไปถึงการติดอาวุธ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด จนมีชาวปาเลสไตน์จำนวนมากอพยพเข้ามาพักพิงในประเทศไทย และเรียกขอการเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมาย

               นอกนั้นประเทศไทยก็ยังประสบปัญหาอีก คือ มีผู้อพยพมาจากประเทศพม่าซึ่งมีสถานการณ์ที่ไม่สงบ มาอาศัยอยู่ในค่ายอุ้งเปรี้ยงซึ่งเป็นเพียงค่ายพักพิงชั่วคราว แต่ในกรณีของประเทศไทยจะไม่เรียกผู้ที่อพยพเข้ามาว่าผู้ลี้ภัย เพราะประเทศไทยไม่ได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 รวมไปถึงไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเป็นการเฉพาะ จึงส่งผลให้ผู้ลี้ภัยที่อพยพเข้ามาในประเทศไทเข้ามาอยู่ในประเทศโดยผิดกฎหมาย และประเทศไทยยอมรับบุคลเหล่านี้ในสถานะ “ผู้หนีภัยความตาย” แต่เพียงเท่านั้น

               ซึ่งในปัจจุบันแม้ปัญหาความไม่สงบในประเทศพม่าจะหมดไปแล้ว แต่ผู้ที่อพยพมานั้นก็ยังคงอาศัยอยู่ที่ค่ายพักพิงชั่วคราวนี้ จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพอย่างถาวรไปแล้วก็ว่าได้ ซึ่งจากกรณีดังกล่าวประกอบกับการที่ประเทศไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาที่จะมีข้อกำหนดในเรื่องผู้ลี้ภัยมารองรับจึงทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อผู้อพยพได้หนีภัยเข้ามาอยู่ในค่ายแล้วประเทศไทยก็ไม่ได้รับการศึกษาแต่อย่างใด ทำให้ไม่มีความรู้ความสามรถในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพตนเอง รวมไปถึงมีข้อกำหนดที่จำกัดไม่ให้ผู้อพยพชาวพม่าเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ และห้ามมิให้ทำงานอันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่บุคคลมีสิทธิเลือกประกอบอาชีพเองได้อย่างอิสระ รวมไปถึงไม่มีการฝึกอาชีพให้กับคนในค่ายพักพิงพิงชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้อพยพชาวพม่าไม่มีความสามารถในการประกอบอาชีพ ไม่สามารถจะทำงานใดๆได้เลย ซึ่งจากข้อจำกัดดังกล่าวหากมีการฝ่าฝืนออกไปนอกค่ายเพื่อเหตุผลใดๆก็ตามจะถือว่ากลายเป็นคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นผู้อพยพในค่ายจึงต้องอยู่แค่ในค่ายและต้องพึ่งพาการช่วยเหลือ

                ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ดังนั้นจึงความมีการแก้ไขพัฒนากฎหมายในเรื่องดังกล่าวของประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ประเทศไทยควรมีการลงนามในอนุสัญญาด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย2494 หรือพิธีสารเกี่ยวกับสถานะภาพผู้ลี้ภัย 2510 และออกกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเพื่อนำมาปฏิบัติให้ถูกต้องและไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยซึ่งอาจะเป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายที่ผู้ลี้ภัยได้ประสบมาให้แย่ดังเดิม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

- http://www.thai4syria.com/content/257

-http://salweennews.org/home/?p=986

-www.nhrc.or.th/2012/wb/img_contentpage.../510_file... 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กฎหมายสิทธิมนุษยชน



ความเห็น (1)

เอาไปหนึ่งดอก