เมื่อกล่าวถึงสิทธิมนุษยชน บุคคลทุกคนนั้นย่อมมีสิทธิดังกล่าวติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด โดยเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีโดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขประการใดๆ ทั้งนี้แม้ว่าบุคคลส่วนมากในปัจจุบันจะตระหนักถึงความสำคัญในส่วนของสิทธิมนุษยชน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมุ่งที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ตนเองนั้นได้รับประโยชน์ในประการต่างๆ ทั้งนี้เมื่อกรณีดังกล่าวเป็นที่ปรากฎในสภาพสังคมแล้ว การจัดการปัญหาจึงต้องมีขึ้น โดยแม้จะมีการออกข้อบัญญัติต่างๆในการคุ้มกันสิทธิมนุษยชนแล้ว แต่หากไม่มีบุคคลผู้ที่จะบังคับให้ข้อบัญญัตินั้นๆให้เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ความยุติธรรมของบุคคลผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะเกิดมีขึ้นไม่ได้เลย ทั้งนี้บุคคลผู้ที่บังคับการให้ความคุ้มครองบุคคลผู้ถูกละเมิดโดยหลักก็ย่อมเป็นศาล ที่ใช้เครื่องมือกล่าวคือข้อบัญญัติต่างๆมาบังคับการให้เกิดผลได้จริง

ในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างของศาลซึ่งทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลกล่าวคือศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ทั้งนี้ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีที่มาจากการก่อตั้ง Council of Europe ขึ้นเป็นอันดับแรก โดย Council of Europe ได้ก่อตั้งขึ้นตามแนวคิดของ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล ในปี ค.ศ. 1949 โดยสนธิสัญญากรุงลอนดอน มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างเสริมความเป็นประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐในทวีปยุโรป โดยสาเหตุและความเป็นมาของการจัดตั้ง Council of Europe ก็เพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพจิตใจและความเสียหายของประเทศในยุโรปหลังจากการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2[1] และเมื่อ Council of Europe ได้มีการยกร่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ปี 1950 (ECHR) ขึ้น ตัวอนุสัญญาดังกล่าวนี้เองที่ได้ทำการก่อตั้งศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป โดยมีจำนวนสมาชิกเท่ากับ Council of Europe กล่าวคือมีทั้งหมด 47 ประเทศ ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตามข้อบัญญัติ ใน ARTICLE กล่าวคือ "จัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นการประกันว่ารัฐภาคีในอนุสัญญาฯได้เคารพและปฏิบัติตามอนุสัญญาฯและพิธีสารฉบับต่างๆที่ผูกพันรัฐนั้นๆ" ดังนี้จะเห็นได้ว่าโดยหลักนั้นการที่จะบังคับการตามสิทธิในเข้าพิจารณาในศาลสิทธิมนุษยชนได้นั้น รัฐภาคีกล่าวคือใน 47 ประเทศนั้นจะต้องมีความผูกพันต่อพิธีสารหรืออนุสัญญาฉบับนั้นๆด้วยหากมิได้เข้าผูกพัน การบังคับการของศาลนั้นก็จะเกิดมีขึ้นไม่ได้

ในส่วนของอำนาจศาลสิทธิมนุษยชนนั้นจะเห็นได้ว่ามีลักษณะในการตีความและบังคับใช้อนุสัญญาและพิธีสารโดยมีอำนาจครอบคลุมกรณีตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1950 โดยประเภทสิทธิที่ได้รับการรับรองนั้นได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่จะได้รับการคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของบุคคล เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางความคิด จิตสำนึกและศาสนา และสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองทางด้านทรัพย์สิน

ในส่วนของผู้ที่สามารถฟ้องคดีนั้นปรากฎอยู่ใน อนุสัญญาใน article ที่ 33 และ 34 กล่าวคือ ปัจเจกชน บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมทั้ง องค์กรอิสระหรือ NGO อีกด้วย โดยข้อสังเกตในการฟ้องคดีในส่วนของปัจเจกชนนั้นเห็นว่าไม่จำต้องมีสัญชาติของรัฐสมาชิก เพียงแต่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในรัฐสมาชิกและถูกละเมิดสิทธิตามที่ได้รับรองไว้ในอนุสัญญา ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของหลักสิทธิมนุษยชนที่บุคคลทุกคนนั้นย่อมได้รับการคุ้มครองโดยไม่การแบ่งแยกด้วยเงื่อนไขประการใดๆ และเมื่อกล่าวถึงส่วนของผู้ที่ตกเป็นจำเลยได้นั้นข้อบัญญัติเดิมได้กำหนดให้เฉพาะรัฐสมาชิกเท่านั้น โดยเงื่อนไขประการสำคัญในการฟ้องคดีนั้นโดยหลักจะต้องมีการดำเนินคดีต่อ
ศาลภายในรัฐนั้นๆให้เสร็จสิ้นไปเสียก่อน และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้อาศัย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาใช้เป็นฐานแห่งสิทธิได้อีกด้วยจะเห็นได้ว่าเพื่อทำให้เกิดความคุ้มครองแก่บุคคลมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการบังคับการตามคำพิพากษานั้น มีข้อบัญญัติไว้ใน article ที่ 46 กล่าวคือ ศาลจะส่งคำพิพากษาไปยัง The committee of ministers ซึ่งทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยงานในการบังคับคดีโดยจะแจ้งให้ทราบว่ารัฐนั้นๆทำผิดกฎหมายระกว่างประเทศในข้อใดบ้าง โดยสิ่งที่รัฐนั้นๆจะต้องทำคือ ต้องมีการระมัดระวังมิให้มีการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาอีก นอกจากนี้ในบางรัฐนั้นอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายของตนให้สอดคล้องและไม่ขัดต้ออนุสัญญาอีกด้วย โดยทางศาลนั้นสามารถทำการลงโทษให้รัฐผู้กระทำละเมิดนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลผู้เสียหายได้ โดยการกระทำดังกล่าวจะเห็นได้ว่าย่อมเกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยการที่มีองค์กรที่จะยังคับการให้เป็นไปตามคำพิพากษา

ทั้งนี้แม้ว่าประเทศไทยนั้นจะมิได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการบังคับการตามศาลสิทธิมนุษยชนของยุโรปแต่เนื่องจากการตระหนักถึงการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประเทศในอาเซียนซึ่งย่อมรวมถึงประเทศไทย จึงได้มีความร่วมมือในการจัดตั้งขึ้นขององค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเกี่ยวด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHA โดยเกิดขึ้นจากปฏิญญาชะอำ-หัวหินที่กำหนดให้มีการยกร่าง Terms of Reference of ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rightsโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม คุ้มครอง เรื่องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค อันประกอบด้วย(1) การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่พลเมืองของอาเซียนในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน(2) การติดต่อและทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในอาเซียน รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้รับการรับรองจากอาเซียน(3) การดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนองแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน และ(4) การหารือกับหน่วยงาน/องค์กรและสถาบันต่างๆ ในระดับชาติและระดับภูมิภาค[2] แต่ทั้งนี้ปัญหาขององค์กงดังกล่าวนั้นได้แก่การที่ไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนอาศัยเพียงแค่การประนีประนอมยอมความกันเท่านั้น การที่ไม่มีอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงกล่าวคือไม่มีการจัดตั้งศาลดังเช่น ศาลสิทธิมนุษยชนของยุโรป ขึ้น ทำให้เมื่อไม่มีอำนาจที่แท้จริงนั้นการขจัดซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงไม่สามรถประสิทธิผลขึ้นได้ ทั้งนี้ย่อมรวมถึงการขาดซึ่งองค์กรอิสระภายใต้ความร่วมมือ ASEAN ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือปัญหาสิทธิมนุษยชนให้แก่บุคคลของรัฐสมาชิกในเบื้องต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่าง EU และอาเซียนนั้นคือการมีภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2557


[1]“ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European Court of Human Rights)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/535865?locale=en. (15 พฤษภาคม 2557).

[2] นนทพัทธ์ กรรณิการ์."AICHR ความหวังใหม่ของเรา ความหวังใหม่ของอาเซียน".[ออนไลน์].เข้าถึงได้ จาก http://www.l3nr.org/posts/366658. (15 พฤษภาคม 2557).