บันทึกชุด “ประเมินเพื่อมอบอำนาจ” (การเรียนรู้) ๑๐ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Embedded Formative Assessment เขียนโดย Dylan Wiliam เพื่อเสนอใช้การทดสอบหรือการประเมินในทางบวก ต่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบเนียนไปการกระบวนการเรียนรู้ของศิษย์ และเนียนไปกับการโค้ชศิษย์ เพื่อใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” (formative assessment) ยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยความเชื่อว่า การใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” ที่ดำเนินการโดยครูในชั้นเรียน และดำเนินการอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการเรียน (learning outcomes)
บันทึกตอนที่ ๒ นี้ ตีความจากบทที่ ๑ Why Educational Achievement Matters มีใจความว่าคุณภาพ การศึกษา มีความสำคัญต่ออนาคตของชาติยิ่งกว่าปัจจัยอื่นใดทั้งหมด และยุคนี้คุณภาพการศึกษามีความสำคัญ ยิ่งกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา
หนังสือให้ข้อมูลตัวเลขยืนยันว่า คนที่มีการศึกษาสูง มีชีวิตที่ดีกว่า ในหลากหลายด้าน ที่เราไม่ค่อย นึกถึง คือมีสุขภาพที่ดีกว่า มีอัตราการเป็นโรคต่างๆ ต่ำกว่า และสังคมที่ผู้คนมีการศึกษาสูง ก็เป็นสังคมที่น่าอยู่ มากกว่า
ประเทศต่างๆ ต่างก็พยายามยกระดับคุณภาพการศึกษาของตน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม และของตลาดแรงงาน ในสหรัฐอเมริกา แรงงานไร้ฝีมือได้รับค่าจ้างลดลง และมักจะถูกเลิกจ้าง เพราะงานในระบบการทำงานยุคใหม่ ต้องการคนที่มีความรู้และทักษะสูงขึ้น
Dylan Wiliam เขียนหนังสืออ่านสนุก อ้างอิงผลงานวิจัยมากมาย เกี่ยวกับโครงการเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษาของหลายประเทศ ที่ล้มเหลวโครงการแล้วโครงการเล่า เพื่อสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด ต่อคุณภาพการศึกษา หรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียนคือ ครู ไม่ใช่หลักสูตร ไม่ใช่การลดขนาด โรงเรียนและขนาดชั้นเรียน ไม่ใช่โครงสร้างการบริหารโรงเรียน ไม่ใช่ระบบกำกับดูแลโรงเรียน ไม่ใช่เทคโนโลยีการศึกษา ไม่ใช่ผู้ช่วยครู ไม่ใช่การเพิ่มงบประมาณ
ผมอ่านตอนนี้แล้ว นึกในใจว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ และทีมงานควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนนี้ เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า วิธีที่ท่านคิดว่าเป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่งใน การยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศนั้น ประเทศอื่นเขาเคยลองมาแล้ว และประสบความล้มเหลวอย่างไร
ในเรื่องความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ปฏิรูปหลักสูตรนั้น เขาอธิบายว่า ในความเป็นจริงนั้นมีหลักสูตร อยู่ ๓ ฉบับ หรือ ๓ ขั้นตอน คือ (๑) หลักสูตรในกระดาษ หรือความที่ตั้งใจโดยผู้กำหนดนโยบาย เขาใช้คำว่า intended curriculum (๒) หลักสูตรที่เข้าสู่การดำเนินการ เขาใช้คำว่า implemented curriculum คือเข้าไปอยู่ใน ตำราเรียน และเอกสารประกอบการสอน และคู่มือครูต่างๆ (๓) หลักสูตร ที่ก่อผลลัพธ์ หรือที่มีการปฏิบัติจริง (achieved curriculum) เขาบอกว่า โดยทั่วไปการปฏิรูปหลักสูตร มีผลที่ ๒ ขั้นตอนแรกเท่านั้น เราพอจะ มองออกนะครับ ว่าการปฏิรูปหลักสูตรเปิดช่องทางหา “เงินทอน” อย่างไร จากบริษัทพิมพ์ตำราเรียน
อีกสาเหตุหนึ่งที่โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่างๆ ล้มเหลว คือประสบความสำเร็จตอนเป็น โครงการนำร่อง แต่พอขยายผลออกใช้จริง ก็ล้มเหลว ตรงนี้ผมขออธิบายเองว่า เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องมัน ซับซ้อนมาก โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศตกม้าตายตรงที่ดูเบาความซับซ้อนของระบบการศึกษา
เขาอ้างผลงานวิจัย ว่าครูที่มีผลการสอนดีที่สุด ๕% บนของครูทั้งหมด มีผลการเรียนรู้ของศิษย์ ในช่วงเวลา ๖ เดือน เท่ากับผลงานของครูทั้งหมดโดยเฉลี่ย ในเวลา ๑๒ เดือน และนักเรียนของครูที่มีผล การสอนแย่ที่สุด ๕% ล่าง จะต้องใช้เวลาถึง ๒ ปี จังจะมีผลการเรียนรู้เท่ากับที่นักเรียนทั้งหมดเรียนได้โดยเฉลี่ย ในเวลา ๑ ปี สรุปว่าครูดีเยี่ยมสร้างผลการเรียนรู้แก่ศิษย์ได้ถึง ๔ เท่าของครูยอดแย่ ผลงานนี้มาจากการศึกษาครู ๓ ล้านคน
สรุปว่า ปัจจัยหลักของคุณภาพการศึกษาคือวิธีการสอน หรือวิธีการจัดการเรียนรู้ของครู
การมีครูดีจึงเป็นคำตอบ ของการยกระดับคุณภาพการศึกษา และมีคำถามต่อว่า แล้วจะพัฒนาครูอย่างไร เน้นที่ครูใหม่ หรือครูประจำการที่มีอยู่แล้ว คำตอบคือถ้าเน้นเฉพาะที่ครูใหม่ ก็ต้องใช้เวลา ๓๐ ปี คือรอจนครูเก่าเกษียณอายุ ไม่มีทางเลือก ต้องทำทั้งสองทาง คือหาทางพัฒนาครูเก่า เป็นเป้าหมายหลัก
ถามว่าจะเลือกคนเข้ามาเป็นครูใหม่อย่างไร จึงจะได้ครูใหม่ที่มีคุณภาพ หรือครูสอนดี เขาก็ยกผลงาน วิจัยมาเล่ามากมายตามเคย แล้วสรุปว่าเราไม่วิธีทดสอบใดๆ เลยที่ช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่าคนที่ได้รับ เลือก จะเป็นครูดี จึงต้องใช้วิธีเลือกให้ดีที่สุดแล้วให้เขาทำหน้าที่ครู แล้วคัดจากผลงานตรงจากการทำหน้าที่ครู คนไหนไม่ชอบชีวิตครูจะได้ลาออกไป ไม่ลาออกแต่ผลงานที่ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ของศิษย์ บอกอยู่โทนโท่ ว่าแย่ที่สุด ๕ อันดับสุดท้ายใน ๑๐๐ ช่วยพัฒนาปีแล้วปีเล่าก็ไม่ดีขึ้น ก็ลาออกไปเอง หรือไม่ต่อสัญญาจ้างงาน
สรุปว่า ปัจจัยหลักของคุณภาพการศึกษาคือครู ซึ่งแตกต่างกันที่วิธีจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์
ผมตีความต่อด้วยตนเองว่า ในสมัยนี้ตัวกระบวนการเรียนรู้ของศิษย์มีความซับซ้อน (complex) มาก และกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ก็ซับซ้อนมาก ทักษะของครูสอนดีจึงเป็นทักษะเชิงซ้อน ที่วัดด้วยมาตรวัดหรือดัชนีที่ตรงไปตรงมาได้ยาก หรือได้ไม่แม่น ต้องวัดกันตรงๆ ที่ผลงานจริง
วิจารณ์ พานิช
๒ ม.ค. ๕๗