กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 18  โทษสำหรับลงแต่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(1) ประหารชีวิต
(2) จำคุก
(3) กักขัง
(4) ปรับ
(5) ริบทรัพย์สิน
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิต มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี
ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี 

       โทษประหารชีวิตเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นถกเถียงถึงความจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่จำเป็นมาอย่างยาวนาน โดยในปัจจุบันมีประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว 140 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมี 58 ประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ ซึ่งในประเทศเหล่านี้เพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่นำโทษประหารชีวิตมาใช้จริง ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบเอเชียและตะวันออกกลางและหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยอยู่ด้วย ซึ่งวันนี้ ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน กรมราชทัณฑ์ และเรือนจำกลางบางขวาง ในโครงการ "รู้ลึกหลังรั้วหนาม สัมผัสแดนประหาร ณ เรือนจำกลางบางขวาง" ที่จัดขึ้นโดย KTC เพื่อเข้าไปมอบหนังสือบริจาคให้กับ ห้องสมุดพร้อมปัญญา ในเรือนจำกลางบางขวาง

ตัวแทนจากกรมราชทัณฑ์ ให้ข้อมูลถึงโทษประหารว่า ในอดีตการประหารนักโทษมีอยู่หลายวิธีด้วยกันแต่ในสมัยปัจจุบันได้เปลี่ยนไปการประหารชีวิตโดยการยิงเป้า โดยนับตั้งแต่การเปลี่ยนการประหารจากการตัดคอมาเป็นการยิงเป้าในปี พ.ศ. 2478 - 2552 มีนักโทษถูกประหารชีวิตทั้งสิ้น 319 คน กระทั่งวันที่ 18 ก.ย.2546 การประหารชีวิตด้วยปืนถูกยกเลิก แต่ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 ก.ย. 2546 นักโทษชาย 4 คน ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเป็นครั้งแรก ต่อมาได้ยุติการประหารชีวิตไป โดยระหว่างปี พ.ศ. 2546-2551 (ยังมีโทษอยู่แต่ไม่มีการนำนักโทษไปประหาร) แต่ในวันที่ 24 ส.ค. 2552 มีการฉีดยาเพื่อประหารชีวิตนักโทษชาย 2 คนที่เรือนจำบางขวาง ที่ถูกจับกุมข้อหาค้ายาเสพติดเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2544 และศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิต ทำให้จนถึงวันนี้มีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาให้ตายทั้งสิ้น 6 คน

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่านักโทษที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตในไทยจะถูกประหารชีวิตจริงน้อยมากหากเทียบกับสัดส่วนนักโทษประหารชีวิตที่มีอยู่ทั้งหมด ทำให้เกิดกระแสในสังคมอย่างต่อเนื่องว่าผู้กระทำผิดร้ายแรงเหล่านี้สมควรแล้วหรือที่จะไม่ต้องถูกประหารชีวิตโดยเฉพาะในประเด็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตตามกระแสโลก ซึ่งองค์การหรือกลุ่มคนต่างๆที่ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกโทษการประหารชีวิต หยิบยกประเด็นหลัก 3 หัวข้อมาพูดถึงคือ โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ โทษประหารชีวิตเป็นการสร้างความทรมานต่อร่างกายและจิตใจ และโทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมลดลง นอกจากนั้นแล้วโทษประหารชีวิตขัดต่อหลักปฏิญญาสากลข้อที่ 3 ที่ว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัย และข้อที่ 5 ที่ว่า ไม่มีใครมีสิทธิข่มเหงทารุณเรา

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันประเทศไทยและอีกหลายประเทศที่ยังไม่ยกเลิกโทษประหารยังคงมีการถกเถียงเรื่องโทษประหารอยู่ตลอดเวลาในสังคม โดยฝ่ายที่เห็นด้วย มักมองว่า มาตรการนี้เป็นวิธีการที่สร้างความปลอดภัยและสันติภาพในสังคม แต่ในฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่าโทษประหารชีวิตมีลักษณะที่โหดร้าย ขัดกับหลักการพื้นฐานของศาสนา อีกทั้งยังมีการวิจัยในเชิงวิชาการมาแล้วหลายครั้งว่า โทษประหารชีวิตไม่สามารถลดปัญหาการเกิดอาชญากรรมได้ โดยงานวิจัยระบุว่า ปัจจัยที่จะทำให้อาชญากรรมลดน้อยลงนั้นคือเรื่องของความรวดเร็วในการจับกุมและความชัดเจน แต่หากคำนึงถึงความรู้สึกของผู้เสียหายและคนที่ถูกทำร้ายที่ต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ประเด็นที่ว่าการยกเลิกโทษประหารมีความจำเป็นจริงหรือไม่จึงเกิดขึ้น เพราะที่จริงแล้วผู้ที่มีโอกาสถูกลงโทษประหารชีวิตหากรับสารภาพ ศาลก็อาจลงโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตแทนอยู่แล้ว อีกทั้งโทษประหารชีวิตยังสามารถขออภัยโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิตได้ ซึ่งนับเป็นการผ่อนหนักเป็นเบาของโทษที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

ในมุมมองสังคมที่มองอย่างเป็นกลางโดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก มีหลายเสียงที่แตกประเด็นที่น่าสนใจออกมาคือ ประเทศไทยควรยกเลิกโทษประหารชีวิตแต่ไม่ใช่เวลานี้ เพราะการประหารชีวิตในบางกรณีก็เหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู สังคมไทยเป็นสังคมแบบมือถือสากปากถือศีลที่ทำเหมือนไม่มีความรุนแรงอยู่ แต่ความจริงก็ยังมีความรุนแรงอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ยังต้องมีโทษประหารชีวิตอยู่ นอกจากนี้คุณภาพของประชากรของประเทศไทยก็มีความแตกต่างกันกับประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว หากจะยกเลิกโทษประหารชีวิตจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพของประชาชนก่อน อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมต้องเข้มงวดกวดขันให้มากยิ่งขึ้น และตรงไปตรงมายิ่งขึ้น ไม่ให้ผู้เสียหายรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกิดความกังขาในกระบวนการยุติธรรมอย่างในหลายๆคดีที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเตรียมความพร้อมมากพอสมควร เพราะหากสังคมยังเสื่อมโทรม คุณธรรมยังเสื่อมถอย การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง การยกเลิกโทษประหารชีวิตอาจยังเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ เพราะจะยิ่งสร้างความช้ำใจให้กับเหยื่อมากขึ้นไปอีก

โดยในเรื่องนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (ICCPR) เคยวินิจฉัยว่า รัฐภาคีไม่จำเป็นต้องยกเลิกโทษนี้โดยสิ้นเชิง แต่ต้องบังคับใช้อย่างจำกัดเฉพาะหมวดคดีบางประเภท ซึ่งแปลว่าหากประเทศไทยสามารถหาโทษชนิดอื่นมาทดแทนโทษประหารชีวิตได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะสามารถรณรงค์ให้พักการใช้โทษประหารชีวิตได้ แต่หากยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วปรับเปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิตแทนอย่างที่หลายฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกัน ประเทศไทยอาจต้องปรับเปลี่ยนการให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการลดโทษและอภัยโทษ เพราะทุกวันนี้โทษจำคุกตลอดชีวิตของประเทศไทยเมื่อถึงเวลารับโทษจริงอาจถูกผ่อนผันและลดโทษจนเหลือเพียงจำคุกไม่เกิน 20 ปีก็พ้นโทษสู่โลกภายนอกได้แล้ว ซึ่งนักวิชาการมองว่านักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำเป็นระยะเวลาหลายปีจะสำนึกผิดและกลับตัวเป็นคนดีได้เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก แต่ต้องยอมรับว่าในบางกรณีก็ไม่เป็นไปตามหลักวิชาจึงทำให้คนออกมากระทำผิดซ้ำ การจะยกเลิกโทษประหารหรือปรับเปลี่ยนเป็นโทษอะไรแทนนั้นจึงยังเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องทำการบ้านกันรอบด้านสำหรับการหาทางออก เพื่อนำมาซึ่งบทสรุปที่ทุกคนมีความเห็นสมควรตรงกัน

         การประหารชีวิตนั้นไม่ได้ช่วยป้องปรามหรือยับยั้งอาชญากรรมเลย การศึกษาวิจัยทั่วโลกพบว่าหลายประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว คดีฆ่ากันตายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันในสหรัฐอเมริกา พบว่ารัฐที่ยังมีโทษประหารชีวิตไม่ได้มีอัตราการเกิดฆาตกรรมต่ำกว่ารัฐที่ไม่มีโทษดังกล่าวเลย

         การเพิ่มโทษให้หนักขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นสาเหตุให้คนทำผิดกฎหมายน้อยลง การมีมาตรการต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสมากขึ้นในการถูกจับกุมและถูกตัดสินลงโทษต่างหากที่ทำให้อาชญากรรมลดลง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ไทยควรยกเลิกโทษประหารชีวิต และหันมาเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจสังคมเพื่อส่งเสริมให้คนทำความดีและลดแรงจูงใจที่จะทำความชั่ว วิธีนี้ไม่เพียงลดจำนวนอาชญากรเท่านั้น หากยังทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ผาสุกและบ้านเมืองสุขสงบอย่างแท้จริง

http://www.dailynews.co.th/Content/Article/127538/...

http://www.visalo.org/article/peace5410keepPromise.htm

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิชากฏหมายสิทธิมนุษยชน



ความเห็น (0)