ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก อาจเกิดขึ้นได้จากการที่คนไทยถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยคนในประเทศอื่น หรือาจเป็นรัฐบาลไทยที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศอื่นก็ได้ กต่อไปนี้จะกล่าวถึงกรณีศึกษาของชาวโรฮิงญา

       โรฮิงญา เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐ ถูกเหยียดหยามและเลือกปฏิบัติโดยรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่อง และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากโดยรัฐบาลทหารพม่า ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 (Burma Citizenship Law) ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหารถ้าจะออกจากพื้นที่ และต้องจ่ายเงินถ้าจะออกจากพื้นที่ ทำให้มีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ ซ้ำร้ายยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า

นับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสถานการณ์ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายที่สุดในพม่า ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องหนีภัยจากพม่าเป็นจำนวนมาก หากพิจารณาเหตุปัจจัยเหล่านี้ ชาวโรฮิงญาจึงน่าจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งโดยหลักปฏิบัติของนานาชาติแล้ว ผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยความตาย จะต้องไม่ถูกส่งกลับเพื่อไปเผชิญหน้ากับภาวะความเสี่ยงต่อชีวิต และจะต้องได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองจากประเทศที่เข้าไปลี้ภัยด้วยหลักมนุษยธรรมในฐานะมนุษยชนคนหนึ่ง

แต่เมื่อชาวโรฮิงญามีสถานะที่แตกต่างกับประชาชนในรัฐอาระกันหรือชนชาติยะไข่ ทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และภาษาพูด อีกทั้งรัฐบาลทหารพม่ามีทัศนคติว่า ชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในพม่าไม่นาน ทำให้รัฐบาลทหารไม่ยอมรับความเป็นประชาชนของพม่า แม้ปัจจุบันในรัฐอาระกันมีประชาชนทั้งหมดกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 1 ล้านกว่าเป็นชาวโรฮิงญาก็ตาม เมื่อรัฐบาลทหารพม่ามีนโยบาย “สร้างชาติพม่า” เพื่อจะ “กำจัดชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย" ชาวโรฮิงญาจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก

ชาวโรฮิงญาในประเทศไทยนั้น มีการอพยพเข้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งเข้ามา หลายๆ ส่วนมีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าในปี ค.ศ.1988 แต่ด้วยวิถีชีวิตที่นับถือศาสนามุสลิมทำให้มีข้อจำกัด

ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาหลบภัยออกมาจากรัฐอาระกันจำนวนมาก ในบังกลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย และเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนในประเทศไทย

ปัญหาโรฮิงญามาตั้งแต่รัฐบาลทหารพม่าใช้มาตรการต่างๆกีดกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของพม่าทำให้พวกเขาต้องหนีภัยออกจากพม่าไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บังคลาเทศ

โรฮิงญา กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อมีประเด็นกล่าวหาว่าทหารไทยผลักไสไล่ส่งชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาที่หลบหนีภัยมืดจากพม่าและค่ายอพยพในบังคลาเทศโดยบังคับให้พวกเขาขึ้นเรือไร้เครื่องยนต์และผลักดันพ้นชายฝั่งประเทศไทย คนไทยที่ว่าหมายรวมถึงทหารเรือซึ่งตามข่าวจากบีบีซี บรรยายให้เห็นว่ามีพฤติกรรมโหดมัดมือและให้อาหารกับน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ไทยตรวจสอบเรื่องนี้ UNSCR ต้องการขอพบชาวโรฮิงญาที่ทางการไทยควบคุมตัวไว้ ต่อมาฝ่ายไทยออกมาตอบโต้ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นตามข่าว ไม่ได้มัดมือมัดเท้าและดูแลเรื่องอาหารเป็นอย่างดี

ทางด้านท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความชัดเจนและจริงใจในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังย้ำว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา และยืนบนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้วย พร้อมให้ทุกองค์กรตรวจสอบ และต้องแก้ในระดับภูมิภาค ในขณะที่ได้มีสำนักข่าวบางสำนักกล่าวว่าชาวโรฮิงญาสร้างปัญหาให้กับทางการและหน่วยงานความมั่นคงของไทย ด้วยการเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากสาเหตุที่ว่าพวกโรฮิงญา ยอมทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด แต่ในทางกลับกัน ยังมีอีกมุมมองว่า ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่น่าสงสารเพราะว่ารัฐบาลทหารพม่าปฎิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างไม่เป็นธรรม และบอกว่าชาวโรฮิงญาไม่มีความสามารถทางการทหาร หรือ อีกนัยหนึ่งคือไม่มีประโยชน์กับประเทศพม่า

หน่วยงานด้านความมั่นคงภายในระบุว่า กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ทั้งในและต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนและแสวงหาผลประโยชน์จากการหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. กลุ่มขบวนค้ามนุษย์ที่มีการติดต่อเชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนการหลบหนีเข้าเมือง โดยได้ประสานข้อมูลก่อนการเดินทางออกจากรัฐอาระกัน โดยมีจุดนัดพบที่ จ.ระนอง และนำพวกเขาไปสู่พื้นที่ประเทศที่สามต่อไป

2. กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นภายหลังการหลบหนีเข้าเมืองมาแล้วและถูกจับกุมฝ่ายไทยตามกระบวนการของด่านตรวจคนเข้าเมือง เมื่อถูกผลักดันพ้นจากไทยจะไปรวมตัวกันตามรอยต่อชายแดน หลังจากนั้นก็จะมีกลุ่มค้ามนุษย์ในพื้นที่ลับลอบนำพาเข้ามาในไทยอีกครั้งก่อนที่จะนำไปสู่ประเทศที่สามต่อไป

3. กลุ่มเครือญาติที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในไทยนานแล้ว มีทั้งในจังหวัดระนอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และกรุงเทพฯ

ประชาคมชาวโลกควรหันมาตระหนักอย่างจริงจังต่อสิทธิมนุษยชนสากล ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามควรจะได้รับไม่ว่าจะในฐานะของพลเมืองที่ทุกคนมีหน้าที่ต่อประชาคม ในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตน ทุกคนตกอยู่ในการบังคับของข้อจำกัดโดยกฎหมายเท่านั้น เพื่อประโยชน์ที่จะได้มาซึ่งการรับนับถือและการเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามสมควร และที่จะเผชิญกับความเรียกร้องต้องการอันเที่ยงธรรมของศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย หรือแม้แต่ในฐานะของรัฐบาล รัฐบาลทุกรัฐบาลที่จะปกครองประเทศต้องสร้างหลักประกันว่า จะเคารพปกป้องและทำให้สิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงในสังคม รวมทั้งดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ให้ปรากฏในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในการจัดทำรัฐธรรมนูญและในการบัญญัติไว้ในกฎหมายถึงหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน อันประกอบด้วย

1.ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)

2.สิทธิมนุษยชนเป็นสากลและไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ (Universality & Inalienability)

3.สิทธิมนุษยชนไม่สามารถแยกเป็นส่วนๆ ว่าสิทธิใดมีความสำคัญกว่าอีกสิทธิหนึ่ง (Indivisibility)

4.ความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติ (Equality and non-discrimination)

5.การมีส่วนร่วมและการเป็นส่วนหนึ่งของสิทธินั้น (Participation & Inclusion)

6.หลักการตรวจสอบได้และหลักนิติธรรม (Accountability & the Rule of Law)

เพื่อไปให้ถึงหลักของการบังคับใช้กฎบัตรแห่งหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างแท้จริง ที่ว่า “ปณิธานสูงสุดของสามัญชน" ได้แก่ ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพในการพูด และความเชื่อถือ และอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน

           สำหรับข้าพเจ้ามีความเห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ควรส่งชาวโรฮิงญากลับประเทศเมียร์มาร์เพราะจะทำให้ชาวโรฮิงญาให้ประสบปัญหาความเสี่ยงภัยต่อชีวิต หากชาวโรฮิงญาบางส่วนต้องการไปยังประเทศที่สามก็ควรส่งให้อยู่ตามที่พวกเขาสมัครใจที่จะอยู่ตามที่มีสิทธิในการเคลื่อนไหว หากบางส่วนที่ต้องการพักพิงในประเทศไทยชั่วคราวก็ควรให้ความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮิงญาตามหลักสิทธิมนุษยชน ให้คนเหล่านั้นได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามที่มนุษย์คนหนึ่งพึ่งมีพึ่งได้ ดังที่ประเทศไทยได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรมาตรา 4 และได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=447005