หนึ่งในปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญก็คือ ปัญหาของผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยส่วนมากมักถูกล่วงละเมิดและไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ผู้ลี้ภัย คือผู้ที่ต้องการออกจากประเทศของตน เพื่อหนีภัยจากความตาย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจากรัฐบาลของประเทศของตน

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้ คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่อง จากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง[1]

ผู้ลี้ภัยมีสาเหตุของการละเมิดดังกล่าวอยู่ 5 ประการ ได้แก่ สาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพสังคม หรือความคิดที่แตกต่างทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจที่จะกลับไปประเทศของตน

สิทธิของผู้ลี้ภัยตามกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิ หลักในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ตามที่ระบุในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ดังปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัย สิทธิในการแสวงหาและพักพิง อิสรภาพจากการเป็นทาส ได้รับการรับรองสถานภาพบุคคลตามกฎหมาย อิสรภาพจากการถูกจับกุมและคุมขังโดยพลการ สิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชน

สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยประเทศไทยตั้งอยู่ ในภูมิศาสตร์ที่มีประเทศเพื่อนบ้านล้อมรอบตลอดแนวชายแดนและเป็นจุดหมายของ การโยกย้ายถิ่นฐานหลายรูปแบบ การย้ายถิ่นข้ามชาติรูปแบบหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญมาโดยตลอด คือ การย้ายถิ่นแบบถูกบังคับ (non-refoulement)

การรับรองสถานะผู้ลี้ภัย ต้องมีการประกาศให้ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ตาม บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้ลี้ภัยได้ไม่ใช่เพราะการรับรอง แต่บุคคลนั้นได้รับการรับรอง เนื่องจากเขา/เธอเป็นผู้ลี้ภัย ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 82,000 คนและ ผู้ขอลี้ภัยอีก 13,000 คน (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย 2556)[2]

สาเหตุการอพยพ

- กรณีผู้ลี้ภัยจากคองโก สงครามและความรุนแรง อย่างต่อเนื่องที่ กระทำโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธกว่าสองทศวรรษทำให้มีผู้ลี้ภัยหลายหมื่นคน อพยพจากประเทศคองโก จำนวนหนึ่งลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย

- กรณีผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ ผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือหนีออก นอกประเทศ ของตนเนื่องจากความหิวโหย และการปกครองที่กดขี่ของรัฐบาลสังคมนิยมเข้ามาประเทศไทยโดยใช้เส้นทางบกผ่าน จีนและลาว

- กรณีผู้ลี้ภัยจากพม่า การสู้รบระหว่างทั้งสองฝ่ายทำให้ชนเผ่า ต่างๆ กะเหรี่ยง กะเรนนี ไทใหญ่หรือฉาน และอื่นๆต้องหลบหนีสงครามจากการประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันโหด ร้ายทารุณในชนเผ่าของประเทศพม่ามายังประเทศไทยเพื่อหนีตายและรักษาชีวิตของ ตนเอง

ผู้หนีภัยความตาย ความหมายโดยอิงอยู่กับนิยามของ “ผู้ลี้ภัย" ตามข้อ 1a (2) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 หรือ Convention Relating to the Status of Refugee, 1951

ซึ่งรัฐไทยมิได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยฯ ฉบับดังกล่าว

บุคคลที่หนีภัยความตายในรัฐไทย[3] จึงปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใต้การรับรู้ (recognize) ของรัฐไทยเพียง หนึ่ง-ผู้หนีภัยการสู้รบและสอง-บุคคล ในความห่วงใยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Person of concern to UNHCR หรือ POC) ดังนั้นบุคคลสองกลุ่มนี้ แม้จะเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายและแม้จะไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับไหน รับรองสิทธิที่จะอาศัยอยู่ชั่วคราวในรัฐไทยของคนสองกลุ่มนี้ไว้ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นรัฐปฏิบัติไปแล้วว่าไม่สามารถส่งคนสองกลุ่มนี้กลับไปยังรัฐต้น ทางได้ เพราะจะเท่ากับเป็นการผลักดันให้บุคคลดังกล่าวไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อ ร่างกายและชีวิต อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติยังปรากฎให้เห็นอยู่เสมอว่า รัฐไทยยังคงพยายามจะฝ่าฝืน

ในแง่พยานหลักฐานแล้ว บุคคลที่หนีภัยความตายในความหมายแคบ คือกรณีของผู้หนีภัยการสู้รบและ POC ดูจะมีความพร้อมทั้งในแง่พยานบุคคลและพยานเอกสาร เนื่องเพราะทั้งสองกลุ่มจะต้องผ่านกระบวนการสำรวจ/พิสูจน์โดยภาครัฐไทย รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชา ชาติ (อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่า ผู้หนีภัยการสู้รบและพีโอซีทุกคนจะสามารถเข้าถึงพยานบุคคลและพยานเอกสารดัง กล่าว) และ ในทางกลับกันบุคคลที่หนีภัยความตายในความหมายกว้าง คือ กรณีของการหนีตายลักษณะอื่นที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมไม่มีพยานเอกสารและพยานบุคคลดังกล่าว เพราะไม่สามารถเข้าถึงหรือตกสำรวจการสำรวจ/พิสูจน์ดังกล่าว


[1] เรื่องราวของผู้ลี้ภัย โดย UNHCR (The UN Refugee Agency)

สืบค้นทาง https://www.unhcr.or.th/th/refugee/stories

[2] แนวคิดในการพิสูจน์ความเป็นบุคคลที่หนีภัยความตาย โดยนางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2548

สืบค้นทาง http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=226&d_id=225

[3] ผู้ลี้ภัย-ปัญหาและแนวทางการให้ความช่วยเหลือ โดย Natcha Rattaphan

สืบค้นเมื่อ http://www.l3nr.org/posts/367715